"น้องชายหากเ้าไม่รังเกียจ รบกวนบอกชื่อของเ้ากับพวกข้าได้หรือไม่" มาร์คัสหันไปถามเด็กหนุ่มผู้มีหน้าตาหล่อเหลาหมดจดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
"ข้าไม่ได้รู้สึกรังเกียจพวกท่าน แต่ก่อนที่คนเราจะทำความรู้จักใครนัั้น เขาต้องแนะนำตนเองก่อน ไม่ใช่หรือ?" เด็กหนุ่มผู้มีหน้าตาหล่อเหลาหมดจดกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า
มาร์คัสหนังตากระตุกขึ้นมาในทันที ตัวของเขาได้แต่ยิ้มเก้อๆแล้วมองดูเด็กหนุ่มผู้มีหน้าตาหล่อเหลาหมดจดคนนี้ด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด เพราะในใจของเขามีความรู้สึกหลายอย่างผสมปนเปกันไป
ส่วนฟีลิกซ์ที่กำลังคุมเชิงอยู่ด้านหลังตอนนี้เขากำหมัดเข้าหากันแน่น สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างของเด็กหนุ่มผู้มีหน้าตาหล่อเหลาหมดจดอย่างไม่พอใจ
'เด็กบ้า! ช่างหยิ่งยโสเหลือเกินนะ หากไม่ใช่ว่าเ้าคือผู้มีพระคุณต่อปาร์ตี้ของข้า ป่านนี้ข้าคงหักขาของเ้าสักนึงข้างไปแล้ว มีหรือที่เ้าเด็กอวดดีคนนี้จะมายืนดูถูกหัวหน้ากลุ่มของพวกเราได้ เจ็บใจจริงๆ แต่ข้าจะลงมือกับเขาไม่ได้เด็ดขาด' ฟีลิกซ์แอบสบถด่าทออยู่ในใจ ขณะเดียวกันก็พยายามสะกดข่มอารมณ์ของตัวเองอย่างเต็มที่
"นั่นสินะดูเหมือนว่าข้าจะเสียมารยาทไปหน่อย" มาร์คัสหัวเราะและยิ้มแห้งๆออกมา "ตัวข้ามีนามว่ามาร์คัสเป็หัวหน้าปาร์ตี้ของกลุ่ม ดาบสามเล่มหนึ่งคฑา และเป็นักผจญภัย ส่วนผู้ชายที่หมดสติคนนี้ก็คือลีโอนาร์ด อันที่จริงเขาเป็นักดาบที่มีฝีมือมาก แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาจะประมาทไปหน่อยเลยมีสภาพอย่างที่เห็นนี่แหละ แน่นอนเขาเองก็เป็นักผจญภัยเช่นกัน"
"ส่วนสุภาพสตรีคนนี้เธอมีนามว่าคริสติน่า เป็นักเวทย์เพียงคนเดียวในปาร์ตี้พวกเรา เธอเองก็เป็นักผจญภัยด้วยเช่นกัน" มาร์คัสเริ่มแนะนำสมาชิกของเขาไปทีละคน
คริสติน่าหญิงสาวผู้มีดวงตาสดใสหันมองเด็กหนุ่มผู้มีหน้าตาหล่อเหลาหมดจดจากนั้นก็พยักหน้าให้หนึ่งที ตัวของเธอเองก็ไม่ค่อยชอบใจท่าทางที่หยิ่งยโสของเด็กหนุ่มผู้มีหน้าตาหล่อเหลาหมดจดคนนี้เช่นเดียวกัน
"และคนสุดท้ายก็คือคนที่คอยระวังหลังให้กับพวกเรามาโดยตลอด ฟีลิกซ์ เขาเป็ผู้มากประสบการณ์ที่คอยระวังหลังให้กับพวกเรามาโดยตลอด และเขาเองก็เป็นักผจญภัยด้วยเช่นเดียวกัน" มาร์คัสหันกลับมามองเด็กหนุ่มผู้มีหน้าตาหล่อเหลาหมดจดอีกครั้ง แล้วกล่าวต่อว่า "นี่ถือว่าข้าแสดงความจริงใจมากพอที่จะได้รู้จักชื่อของน้องชายแล้วหรือยัง"
เด็กหนุ่มผู้มีหน้าตาหล่อเหลาหมดจดพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ควงหอกของเขาให้ไปอยู่ทางด้านหลัง เขายืนตัวตรงเชิดหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเล็กน้อย เผยให้เห็นท่าทางสูงส่งและสง่างามอย่างที่เด็กหนุ่มในวัยเดียวกันไม่สามารถแสดงออกมาได้
"นานของข้าคือ ฟูจิกิ เออิจิ ชายผู้ที่จะก้าวขึ้นมาปกครองโลกใบนี้" น้ำเสียงของเขาสุขุมเรียบนิ่ง แต่กลับมีอานุภาพที่อันน่าตกตะลึง สายลมอ่อนๆที่เคยพัดผิวกายอยู่อย่างแ่เบา บัดนี้ได้หยุดพัดแล้ว มันเหมือนกับว่าเวลาของโลกทั้งใบได้หยุดนิ่งลง ณ วินาทีนี้
เด็กหนุ่มไม่ได้กล่าวอะไรหรือสิ่งใดออกมาอีก เขาเพียงสืบท้าวก้าวไปเบื้องหน้าอย่างแ่เบา แต่ท่วงท่าของเขากลับสง่างามและสมบูรณ์แบบเป็อย่างยิ่ง ถึงแม้จะแ่เบาแต่ก็หนักหน่วงลึกลับยากคาดเดา และเมื่อมองเห็นการเคลื่อนไหวของเด็กหนุ่ม ในที่สุดพวกมาร์คัสก็ได้สติกลับมา พวกเขาทั้งกลุ่มมองท่าทางการเดินอันสง่าผ่าเผยของเด็กหนุ่มด้วยความตกตะลึง
"ช่างเป็คำพูดที่หยิ่งยโสมากจริงๆ" ฟีลิกซ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังกลุ่มกล่าวขึ้น
"ใช้! ข้าเห็นด้วย" มาร์คัสพยักหน้าตอบรับ แล้วกล่าวเสริมขึ้นมาอีกว่า "แต่ให้ตายเถอะข้ากลับหัวเราะไม่ออกกับคำพูดของเขา เ้าว่าความรู้สึกสับสนภายในใจของข้าตอนนี้คืออะไรฟีลิกซ์ เ้ารู้สึกได้ถึงพลังงานแปลกๆเมื่อครู่นี้หรือไม่ เพียงแค่คำพูดของเขาไม่กี่คำกลับสามารถทำให้โลกทั้งใบนี้เหมือนกับจะหยุดนิ่งลงไปได้ ั้แ่เกิดมาข้ายังไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนเลย" กล่าวจบกลางหลังของมาร์คัสก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
"นั่นสิ! ดูก็รู้ว่าเขาไม่มีพลังอะไรเลย แต่ข้ากลับรู้สึกไม่ปลอดภัยทุกครั้งที่จ้องมองเขา" ฟีลิกซ์กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ตึงเครียด "ขอบอกพวกเ้าตามตรง ตลอดเส้นทางที่พวกเรากลับมายังป้อมปราการ ข้าไม่เคยลดการเฝ้าระวังของตนเองเลย ไม่รู้สิข้าก็อธิบายไม่ถูก แต่สัญชาตญาณของข้ามันบอกกับข้าว่า หากข้าชะล่าใจเมื่อไหร่ พวกเราอาจจะตายยกปาร์ตี้ก็ได้"
มาร์คัสกับคริสติน่าหันไปมองฟีลิกซ์ด้วยสายตาตกตะลึง และในระหว่างนั้น ในที่สุดมาร์คัสก็พูดทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดขึ้นมาว่า
"ช่างเถอะพวกเรารีบเข้าไปด้านในป้อมปราการกันดีกว่า จะได้รีบรักษาอาการาเ็ของลีโอนาร์ดเสียที"
ทั้งสามคนกับอีกหนึ่งร่างที่สลบอยู่ค่อยๆพากันเดินเข้าไปในป้อมปราการ ไม่นานพวกเขาก็หายเข้าไปในป้อมปราการ
ด้านในป้อมปราการผู้คนเดินกันขวักไขว่ไปมาอย่างเร่งรีบ บรรยากาศด้านในป้อมปราการเหมือนกับตกอยู่ในความโกลาหล เออิจิเบี่ยงตัวหลบผู้คนที่กำลังเดินสวนทางไปมาอย่างเร่งรีบ เขาขมวดคิ้วเข้าหากัน แต่ก็เลือกที่จะวางเื่แปลกประหลาดนี้เอาไว้ก่อน
'ฟูจิกิ เออิจิ นามนี้เป็นามของเ้าของร่างเดิม ในเมื่อข้า่ชิงร่างกายของเขามาแล้ว เช่นนั้นนอกจากคำสัญญาที่ข้าได้มอบไว้ให้กับเขา หลังจากนี้ต่อไปในอนาคต ข้าจะทำให้ชื่อเสียงของนามนี้โด่งดังไปให้ถึง์ และอยู่คู่กับฟ้าดินไปตราบชั่วนิจนิรันดร์ ให้สมกับที่มีนามว่าเออิจิ' เออิจิเดินไปเบื้องหน้าพร้อมกับคิดเื่เหล่านี้ในใจ
เออิจิใช้เวลาในการเดินนานพอสมควร แต่ในที่สุดเขาก็มาถึงจุดหมายปลายทางของเขา
"ในที่สุดก็มาถึงสักที หอสมุดแห่งป้อมปราการฟอร์ทลูมิน่า" เออิจิเดินมายังหอสมุดแห่งนี้เพื่อสืบหาประวัติความเป็มาของโลกใบนี้ เพราะใน่เวลาที่เขาจากไป ดูเหมือนว่าแดนปราณ์แห่งนี้จะไม่มีผู้ฝึกยุทธหลงเหลืออยู่อีกเลย
เพราะในความทรงจำเดิมของเ้าของร่างกาย มีสิ่งที่เขาอยากรู้อยู่น้อยมาก เนื่องจากเ้าของร่างกายเดิมยังเด็กมากเกินไป ทำให้เขาอ่อนต่อโลกอย่างถึงที่สุด และเกิดความคิดบ้าๆอย่างการบุกเข้าไปในแดนรกร้างด้วยตัวคนเดียว เด็กหนุ่มหวังเพียงว่าจะได้พบเจอกับโชคชะตาวาสนาอันยิ่งใหญ่ แต่น่าเสียดายเพราะสิ่งที่รอเขาอยู่ก็คือความตายนั่นเอง
เด็กหนุ่มใช้เวลาสองเดือนกว่าเพื่อบุกเข้าไปด้านในแดนรกร้าง ในระหว่างนั้นเขาใช้ชีวิตยากลำบากอย่างถึงที่สุด เพราะต้องคอยหลบหนีจากเหล่าสัตว์อสูรและอันตรายที่มองไม่เห็นอีกนานัปการ เด็กหนุ่มมุ่งหน้าไปอย่างไร้จุดหมาย หวังเพียงว่าจะได้เจอโชควาสนาที่ทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น
แต่แล้วก็เหมือนกับโชคชะตาเล่นตลก เด็กหนุ่มถูกฝูงหมาป่าขนแดงไล่ล่าอย่างคาดไม่ถึง แม้ว่าเขาจะซ่อนร่องรอยของตัวเองเป็อย่างดีแล้วก็ตาม แต่สุดท้ายจุดจบที่น่าอนาถก็ได้มาถึง ในตอนแรกเด็กหนุ่มคิดว่าตนเองจะตายไปอย่างไร้ประโยชน์โดยไม่สามารถช่วยเหลือน้องสาวของตนเองได้ และในระหว่างที่ความตายอันเย็นะเืกำลังคืบคลานเข้ามานั่นเอง
จู่ๆมีใครก็ไม่รู้ที่เขาไม่รู้จักโผล่มา คนคนนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลงหลอมแปริญญาของเขาเลยทันที ในตอนแรกเด็กหนุ่มหวาดกลัวเป็อย่างมาก อีกทั้งการหลอมแปริญญาก็เ็ปอย่างถึงที่สุด แต่เด็กหนุ่มก็กัดฟันฝืนต่อสู้กับโชคชะตาอันแสนรันทด และได้ฝากฝังสิ่งสุดท้ายก่อนตายไว้ให้กับคนคนนั้น นั่นก็คือคำร้องขอสุดท้ายให้ช่วยเหลือน้องสาวของเขานั่นเอง
เออิจิเดินเข้าไปด้านในหอสมุด เขาเลือกเดินไปที่หมวดหมู่ประวัติศาสตร์ จากนั้นก็หยิบเอาตำราเล่มหนาเตอะออกมาหลายเล่ม เล่มแรกมีชื่อว่าจุดเริ่มต้นของผู้ใช้เวทมนตร์และออร่า เล่มที่สองมีชื่อว่ามหาปราชญ์เวทมนตร์และเทพดาบใครแข็งแกร่งกว่ากัน ส่วนเล่มที่สามนั้นมีชื่อว่าสามจักรวรรดิ และยังมีอีกหลายเล่มที่ถูกวางซ้อนกันอยู่บนนั้น
เออิจิเลือกมุมๆหนึ่งในหอสมุด จากนั้นก็เริ่มพลิกอ่านตำราเ่าั้อย่างจริงจัง
เวลาค่อยๆไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานดวงตะวันก็ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว เออิจิมีสีหน้าเหม่อลอยหลังจากได้อ่านตำราเ่าั้จนครบทุกเล่ม
'เื่ราวที่ถูกบันทึกเอาไว้ในตำราเหล่านี้ มากสุดก็คือเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน ในตำราประวัติศาสตร์ทั้งหมดที่อ่านมา ไม่มีเล่มไหนบันทึกเกี่ยวกับผู้ใช้พลังลมปราณอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว หากอ้างอิงจากหนังสือเหล่านี้ เช่นนั้นในยุคนี้ก็คือยุคสมัยแห่งดาบและเวทมนตร์ เป็ยุคที่ไม่มีผู้ใช้พลังลมปราณอยู่เลยแม้แต่คนเดียว' เออิจิเอื้อมมือขึ้นมานวดขมับของตนเองเบาๆ
'นี่โชคชะตาคิดจะเล่นตลกอะไรกับข้ากันแน่' เออิจิมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย 'แล้วศัตรูคู่แค้นของข้าบัดนี้ไปอยู่ที่ไหน ที่แท้แล้วแดนปราณ์เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดยุคสมัยของข้าถึงไม่ถูกบึนทีกและกล่าวถึงเลยแม้แต่น้อย'
เออิจิรู้สึกเศร้าใจกับความจริงตรงหน้า เื่ราวทั้งหมดนี้เหมือนค้อนั์ที่ฟาดใส่ศีรษะของเขาอย่างจัง มันทั้งหนักหน่วงรวดเร็วและบ้าคลั่ง ทำให้ชายผู้มีปณิธานแน่วแน่อย่างเขาเกิดความรู้สึกท้อแท้ใจขึ้นมาได้
แต่ความท้อแท้ใจและเลื่อนลอยเ่าั้ก็อยู่ในใจของเขาได้เพียงไม่นาน ในที่สุดดวงตาของเขาก็มีไฟลุกโชนขึ้นมา
"ในเมื่อยุคสมัยของผู้ใช้ลมปราณได้หมดสิ้นไปแล้ว เช่นนั้นข้าจะสร้างมันขึ้นมาใหม่เอง โดยใช้ความรู้ที่อัดแน่นอยู่ในความทรงจำทั้งหมดของข้า ข้าไม่เชื่อหรอกว่าด้วยความแข็งแกร่งของข้าจะไม่สามารถฟื้นฟูยุคสมัยของผู้ใช้ลมปราณขึ้นมาใหม่ได้" เออิจิยืนขึ้นแล้วกล่าวด้วยความรู้สึกที่แน่วแน่
"จากประวัติศาสตร์ที่ได้อ่านมามีผู้คนจำนวนมากที่ไม่สามารถเป็จอมเวทย์และผู้ใช้ออร่าได้ ในยุคสมัยของข้าผู้ฝึกยุทธมีมากมายราวกับเม็ดฝนจากท้องฟ้า เช่นนั้นหากข้าสร้างตำหนักเทพเตาเทียนขึ้นมาใหม่ได้ ยุคสมัยแห่งผู้ฝึกยุทธก็จะกลับมาอีกครั้ง" เออิจิรู้สึกฮึกเหิมเป็อย่างมาก แต่เพียงแค่แว๊บเดียวเขาก็เหมือนกับฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"จริงสิในชาตินี้เราตัดสินใจว่าจะใช้หอกนี่นา ฉะนั้นแล้วตำหนักเทพเตาเทียนที่แปลว่าดาบ์ ดูแล้วเหมือนกับจะไม่ค่อยเหมาะสำหรับอาวุธที่เราใช้ฝึกในปัจจุบัน แต่ก็ช่างมันเถอะ เพราะทันทีที่ตำหนักเทพเตาเทียนมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอีกครั้งในแดนปราณ์ ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนในยุคสมัยของเราหลงเหลืออยู่ก็เป็ได้ ถึงอย่างไรพอฝึกฝนถึงระดับเสมือนเทพอายุขัยก็ยืดยาวออกไปอีกหลายล้านปี และการที่ไม่มีผู้ฝึกยุทธหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่คนเดียว อาจจะเป็ความตั้งใจของใครบางคนก็เป็ได้" เออิจิรู้สึกมองเห็นเส้นทางในชาตินี้ของเขาได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น แม้เื่ราวในยุคปัจจุบันจะดูคลุมเครือ แต่เออิจิก็ไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นใจแต่อย่างใด เขาค่อยๆเดินออกไปจากหอสมุดด้วยท่วงท่าสง่างาม
ด้านในหอสมุดผู้คนจำนวนมากกำลังตกตะลึงกับสิ่งที่พวกเขาเห็น พวกเขาหันหน้ามองกันไปมาอย่างไม่เข้าใจ ในที่สุดก็มีชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาว่า
"เด็กนั่นจู่ๆก็คึกอะไรของเขากันนะ เขาบ้าหรือเปล่า?"
"ไม่รู้สิ สงสัยจะเกิดแรงบันดาลใจอะไรขึ้นมาละมั้ง?"
"เฮ้อ~~ เด็กสมัยนี้นับวันมารยาทยิ่งเสื่อมลง คิดได้ไงถึงะโขึ้นมากลางหอสมุด สงสัยสมองจะไม่ปกติ"
หอสมุดเกิดเสียงเม้ามอยกันเซ็งแซ่ พวกเขาพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ ยิ่งพูดก็ยิ่งลื่นไหลไม่นานในหอสมุดก็ตกอยู่ในความโกลาหล
คอมเมนต์เป็กำลังใจให้ผมด้วยนะครับ