ฝุ่นผงสีเทาขมุกขมัวลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ กลิ่นไหม้ สนิม และกลิ่นอับชื้นอันเป็เอกลักษณ์ของความตายและการผุพัง คลุ้งผสมปนเปกันจนแทบสำลัก มันคือกลิ่นของจุดจบ ของโลกที่เคยคุ้นเคยซึ่งบัดนี้แหลกสลายเป็เพียงเศษซาก ท้องฟ้าเหนือซากเมืองฉงอัน เคยเป็สีฟ้าสดใส บัดนี้กลับถูกบดบังด้วยม่านควันหนาทึบ แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาจึงดูหม่นหมองราวกับกำลังร่ำไห้ให้กับโศกนาฏกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้น
ท่ามกลางภาพแห่งความพินาศนั้น เด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งขดตัวอยู่บนกองอิฐที่เคยเป็ส่วนหนึ่งของกำแพงบ้าน เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่น สกปรกมอมแมม มีรอยเืแห้งกรังและคราบเขม่าจับอยู่ทั่วไป ใบหน้าเรียวตอบซีดเซียว ดวงตาจ้องมองเหม่อลอยไปยังซากตึกสูงที่เอียงกระเท่เร่ราวกับจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ เด็กหนุ่มผู้นี้คือ หลี่ชิง วัยเพียงสิบห้าปี แต่แววตาของเขากลับดูแก่เกินวัยไปหลายสิบปี มันเป็แววตาที่ได้เห็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรจะได้เห็น ได้ประสบกับความสูญเสียที่ยากเกินจะทานทน
มือทั้งสองข้างของหลี่ชิงกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เล็บจิกเข้าเนื้อฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บแปลบ แต่ความเ็ปทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความปวดร้าวที่บีบคั้นอยู่ในอก ในหัวของเขายังคงดังก้องไปด้วยเสียงกรีดร้อง เสียงะเิ และเสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวของสิ่งมีชีวิตจากต่างมิติ... พวกมันคือมอนสเตอร์ที่ทะลักออกมาจาก "เกท" รอยแยกมิติสีดำสนิทที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นกลางเมืองเมื่อสามวันก่อน
"พ่อ... แม่... เสี่ยวเยว่..." เสียงพึมพำแหบพร่าหลุดออกมาจากริมฝีปากแห้งผากของหลี่ชิง หยาดน้ำตาที่ไม่รู้ว่าเหือดแห้งไปั้แ่เมื่อไหร่ เริ่มก่อตัวขึ้นที่ขอบตาอีกครั้ง ภาพความทรงจำสุดท้ายยังคงฉายชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
"ชิงเอ๋อร์! รีบวิ่งไป! อย่าหันกลับมา!" เสียงะโของพ่อดังแข่งกับเสียงโกลาหลรอบด้าน ร่างสูงใหญ่ของพ่อพยายามใช้ตัวบังเขาและน้องสาวตัวน้อยไว้จากเศษหินที่ถล่มลงมา
"ไม่! พ่อ! แม่!" หลี่ชิงกรีดร้อง น้ำตาไหลพราก เขามองเห็นใบหน้าซีดขาวแต่ยังคงพยายามยิ้มของแม่ที่ถูกบางสิ่งทับอยู่ แขนของเธอยังคงเอื้อมมาหาเขาอย่างอ่อนแรง
"พี่ใหญ่... หนู... หนูกลัว..." เสียงเล็กๆ ของเสี่ยวเยว่ น้องสาววัยเจ็ดขวบสั่นเครือ เธอกอดแขนเขาไว้แน่น ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
แสงสว่างวาบ! พร้อมกับเสียงคำรามก้อง ร่างมหึมาของสัตว์ประหลาดคล้ายหมาป่าแต่มีเกล็ดสีดำมะเมื่อมและดวงตาสีแดงก่ำหลายคู่ กระโจนเข้าใส่กลุ่มคนที่กำลังหนีตาย เสียงกรีดร้องดังขึ้นระงม พ่อผลักหลี่ชิงและเสี่ยวเยว่อย่างแรง
"หนีไป!!!" นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่เขาได้ยินจากพ่อ ก่อนที่ร่างของพ่อจะถูกกรงเล็บแหลมคมตวัดใส่จนกระเด็นหายไปในฝุ่นควัน
หลี่ชิงพยายามดึงมือน้องสาววิ่งฝ่าความโกลาหลไปตามสัญชาตญาณ เสียงะเิดังขึ้นใกล้ๆ แรงอัดมหาศาลทำให้เขากระเด็นไปกระแทกกับกำแพง ความเ็ปแล่นพล่านไปทั่วร่าง สติของเขาดับวูบไปชั่วขณะ…
เมื่อเขารู้สึกตัวอีกครั้ง สิ่งแรกที่เห็นคือความมืดและความเงียบสงัด เขาพยายามเรียกหาน้องสาว แต่ไร้เสียงตอบรับ เขามองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากซากปรักหักพังที่ทับถมอยู่รอบตัว เขาติดอยู่ใต้ซากอาคาร... และเขาอยู่คนเดียว
ความเงียบในปัจจุบันช่างน่ากลัว มันตอกย้ำถึงความจริงอันโหดร้าย หลี่ชิงรอดมาได้ แต่ครอบครัวของเขา... ไม่ พ่อ แม่ และเสี่ยวเยว่... พวกเขาหายไปแล้ว ถูกพรากไปโดยอสูรร้ายจากเกท ถูกกลืนหายไปในหายนะครั้งนี้ เหลือเพียงเขาคนเดียวที่ยังมีลมหายใจอยู่บนโลกที่แหลกสลายใบนี้
"ทำไม... ทำไมต้องเป็พวกเรา..." หลี่ชิงทุบกำปั้นลงบนกองอิฐอย่างแรง ความเ็ปแล่นริ้วขึ้นมาตามแขน แต่มันช่วยบรรเทาความอัดอั้นในใจได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น "พวกมันเป็ใคร... มาจากไหน... ทำไมต้องมาทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง!"
เขาลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ขาที่าเ็ยังคงสั่นเทา แต่ความแค้นที่คุกรุ่นอยู่ในใจทำให้เขามีกำลังใจที่จะก้าวเดิน เขาเดินโซซัดโซเซไปตามถนนที่เคยคึกคัก บัดนี้เหลือเพียงเศษซากอาคาร รถยนต์ที่ถูกบดขยี้ และคราบเืที่แห้งกรังเป็หย่อมๆ บางครั้งเขาก็สะดุดเข้ากับร่างไร้ิญญาของผู้คน ที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่ในสภาพที่น่าสังเวชเกินกว่าจะบรรยายได้
หลี่ชิงกัดฟันแน่น พยายามข่มความรู้สึกคลื่นไส้และหวาดกลัวเอาไว้ เขาต้องเข้มแข็ง เขาต้องรอด ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อครอบครัวที่จากไป เขาต้องมีชีวิตอยู่เพื่อจดจำ เพื่อแก้แค้น!
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งสะท้อนแสงแวววาวอยู่ใต้กองเศษเหล็ก มันคือดาบเล่มหนึ่ง ดาบแบบมาตรฐานที่พวกทหารรักษาการณ์ในเมืองเคยใช้ มันดูธรรมดา ไม่ได้มีพลังพิเศษอะไร ใบดาบมีรอยบิ่นและคราบเืติดอยู่ ด้ามจับหักเสียหาย แต่สำหรับหลี่ชิงในตอนนี้ มันคือสัญลักษณ์ คือประกายแสงแห่งความหวังอันริบหรี่
เขาค่อยๆ เดินเข้าไปหยิบดาบเล่มนั้นขึ้นมา มันหนักกว่าที่คิด แต่เขาก็กำด้ามจับที่เหลืออยู่ไว้แน่น ความเย็นเยียบของโลหะแล่นผ่านฝ่ามือเข้าสู่หัวใจ ปลุกเร้าความมุ่งมั่นที่เกือบจะมอดดับไปให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
"มอนสเตอร์..." เขาพึมพำชื่อเรียกของสิ่งมีชีวิตจากเกทที่ผู้คนต่างเรียกขานกัน "พวกแก... พวกแกพรากทุกอย่างไปจากฉัน..."
ดวงตาของหลี่ชิงทอประกายแข็งกร้าวขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน น้ำตาที่เคยเอ่อคลอ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็เพลิงแค้นที่แผดเผา เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดหม่น กำดาบในมือแน่นขึ้นไปอีก
"ฉันสาบาน..." เสียงของเขาดังขึ้น ชัดเจนและหนักแน่นท่ามกลางความเงียบงัน "ต่อหน้าดวงิญญาของพ่อ แม่ และเสี่ยวเยว่... ฉัน หลี่ชิง จะต้องแข็งแกร่งขึ้น! แข็งแกร่งพอที่จะฆ่าพวกแกทุกตัว! ไม่ว่าพวกแกจะมาจากขุมนรกขุมไหน ฉันจะตามไปล้างแค้นให้ได้!"
คำปฏิญาณดังก้องอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ แต่มันคือเป้าหมาย คือเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ต่อไปของเขา เขาไม่รู้วิธี ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร แต่เขารู้แค่ว่าเขาต้องทำ เขาจะต้องหาทางแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
เขาเคยได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับ "ผู้ปลุกพลัง" หรือ "ฮันเตอร์" คนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับพลังพิเศษหลังจากปรากฏการณ์เกทเริ่มเกิดขึ้น พวกเขาคือคนที่ต่อสู้กับมอนสเตอร์ ปกป้องผู้คน บางที... บางทีนั่นอาจจะเป็หนทางของเขา? ถ้าเขาสามารถปลุกพลังขึ้นมาได้ ถ้าเขาสามารถเป็ฮันเตอร์ได้ เขาก็จะมีพลังพอที่จะต่อสู้ จะมีพลังพอที่จะล้างแค้น
ความคิดนี้จุดประกายความหวังขึ้นในใจที่มืดมิด แม้จะริบหรี่ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาก้าวต่อไปได้
หลี่ชิงสูดหายใจลึก พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ เขากระชับดาบในมือ มองตรงไปยังเส้นทางเบื้องหน้าซึ่งยังคงเต็มไปด้วยซากปรักหักพังและความไม่แน่นอน เขาไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็อย่างไร แต่เขามีเป้าหมายแล้ว เขาจะมุ่งหน้าไป เขาจะตามหาหนทางสู่ความแข็งแกร่ง เขาจะกำจัดมอนสเตอร์ทุกตัวที่ขวางหน้า เพื่อครอบครัว เพื่อแก้แค้น และเพื่อไม่ให้ใครต้องมาประสบชะตากรรมอันโหดร้ายเช่นเดียวกับเขาอีก
แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านม่านควันลงมา ดูเหมือนจะสว่างขึ้นเล็กน้อย ราวกับเป็กำลังใจให้กับเด็กหนุ่มผู้รอดชีวิต ที่กำลังจะเริ่มต้นการเดินทางอันยาวไกลและเต็มไปด้วยขวากหนาม บนเส้นทางที่โรยด้วยเืและความแค้นนี้เอง ท่ามกลางซากปรักหักพังและความสิ้นหวังของโลกใบเก่าที่กำลังจะดับสูญไป…
หลายวันผ่านไปนับั้แ่หลี่ชิงเปล่งคำสาบานอันหนักแน่นท่ามกลางซากปรักหักพัง เวลาในสถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้าและไร้ความหมาย แต่ละวันคือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด การดิ้นรนหาน้ำสะอาดและเศษอาหารที่พอจะประทังชีวิตได้ตามซากร้านค้าหรือบ้านเรือนที่ถูกทิ้งร้าง ความหิวโหยและความอ่อนล้ากัดกินร่างกาย แต่เพลิงแค้นและความมุ่งมั่นที่สลักลึกลงในใจกลับเป็เหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้เขายังคงก้าวเดินต่อไปได้
หลี่ชิงใช้เวลาส่วนใหญ่หลบซ่อนอยู่ในซากอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งที่โครงสร้างยังพอแข็งแรง ชั้นใต้ดินที่มืดและอับชื้นกลายเป็ที่พักพิงชั่วคราว มันไม่ใช่สถานที่ที่น่าอยู่ แต่ก็ปลอดภัยกว่าการเปิดเผยตัวอยู่ด้านนอก ซึ่งยังคงมีอันตรายจากทั้งโครงสร้างที่ไม่มั่นคง และบางครั้ง... ก็มีเสียงหรือร่องรอยของมอนสเตอร์หลงฝูงที่ยังคงวนเวียนอยู่ในเงามืด…