ปรมาจารย์ ไร้เดียงสา
บทที่ 8 ท่านอาจารย์
หลังจากที่มี่มี่ได้รับความช่วยเหลือจากหญิงชรา นางก็ได้บอกเล่าเื่ราวของที่ผ่านมาของตัวเองให้หญิงชราผู้นั้นฟัง หญิงชรารู้สึกสงสารในโชคชะตาของเด็กน้อยจึงให้นางพักอยู่ที่นี่ไปก่อน ระหว่างที่มี่มี่พักอยู่กับหญิงชราผู้นี้ นางไม่ได้พักอยู่เฉยๆ นางทำงานบ้านทั้งหมดแทนหญิงชรา เมื่อมีเวลาว่างนางจะมานั่งเรียนเื่สมุนไพรกับอี้เฉิน
บ้านแห่งนี้อยู่ในป่าลึก จากที่อี้เฉินเดินสำรวจพบว่ามีสมุนไพรมากมายปลูกอยู่รอบๆบ้าน ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจกันแน่ แต่พืชรอบๆบ้านส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็สมุนไพรที่มีพิษทั้งสิ้น ทำให้สัตว์ร้ายไม่กล้าเข้ามาในบริเวณบ้านหลังนี้ อี้เฉินจึงได้วางใจให้เด็กหญิงตัวน้อยอาศัยที่นี่เป็การชั่วคราวไปก่อนได้
เวลาผ่านไปสิบกว่าวันหญิงชราที่เห็นเด็กหญิงตัวน้อยมักไปหยิบจับสมุนไพรรอบๆบ้านมาดูก็อดถามขึ้นไม่ได้ว่า
"แม่หนูน้อย เ้ากำลังทำอะไรอยู่รึ"
"ข้ากำลังเรียนรู้เื่สมุนไพรเ้าค่ะ"
หญิงชราขมวดคิ้วด้วยความสงสัย นางอายุเท่าไหร่กันเชียวถึงได้มานั่งเรียนรู้เื่สมุนไพรด้วยตัวเองได้
"ไหนเ้าลองบอกข้าที ว่าในมือเ้าคือต้นอะไร"
"เอ๋ ท่านยายก็อยากรู้หรือเ้าคะ อันนี้คือผลชวนเลี่ยนจื่อ มีพิษเล็กน้อยควรนำไปคั่วเพื่อลดพิษก่อนใช้ สรรพคุณใช้ขับพยาธิตัวกลม แก้โรคเรื้อน น้ำมันจากเมล็ด ทาแก้ปวดข้อ ได้เ้าค่ะ"
"ใครเป็คนสอนเ้า"
มี่มี่ครุ่นคิดนิดหนึ่ง นางไม่แน่ใจว่าควรจะบอกเื่ของอี้เฉินกับผู้มีพระคุณดีหรือไม่ สุดท้ายนางก็ตัดสินใจชี้ไปที่อี้เฉินก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"เป็มาวมาวที่สอนทุกอย่างเ้าค่ะ"
หญิงชราหรี่ตาลงมองไปที่เด็กหญิงตัวน้อยอย่างประหลาดใจ ไม่ใช่ว่านางไม่เชื่ออย่างเด็ดขาด เพราะนางก็ผ่านโลกมามาก เจอเื่เหลือเชื่อมากมาย แต่การจะเชื่อต้องมีเหตุผลสนับสนุน
"เ้าบอกว่าแมวสอนเ้า เขาสอนเ้าอย่างไร?"
"ข้าสามารถสื่อสารกับมาวมาวผ่านทางความคิดได้เ้าค่ะ"
อี้เฉินที่ถูกกล่าวถึงก็มองไปทางหญิงชราอย่างโอ้อวดเป็เชิงว่า ข้านี่แหละที่สอนนาง ทำให้สัญชาตญาณการอยากเอาชนะของหญิงชราลุกโชนขึ้นมา นางจึงเอ่ยขึ้นว่า
"แม่หนูน้อย ข้าจะสอนการใช้พิษให้เ้าเอง เ้าสนใจเป็ศิษย์ของข้าหรือไม่"
มี่มี่ไม่เข้าใจว่าการใช้พิษที่หญิงชราตรงหน้าเอ่ยถึงมันคือสิ่งใด แต่การได้เรียนรู้สิ่งอื่นๆเพิ่มขึ้นย่อมต้องดีกว่าอย่างแน่นอน ดังนั้นนางจึงตอบรับขึ้นว่า
"มี่มี่สนใจเป็ศิษย์ท่านยายเ้าค่ะ"
อี้เฉินที่ได้ยินดังนั้นก็โวยวายไม่หยุดว่า
เหมียวๆ เหมี๊ยวๆ เหมี๊ยวววว (อยู่ๆเ้าจะมาแย่งศิษย์ของข้าได้อย่างไร ข้าไม่ยอมมมม)
หญิงชราไม่ได้สนใจเสียงร้องของเ้าแมวที่อยู่ตรงหน้า นางไม่รู้หรอกว่าเ้าแมวตัวนี้จะสามารถสอนแม่หนูน้อยผู้นี้ได้จริงหรือไม่ แต่นางรู้สึกหมั่นไส้สายตาของแมวตัวนี้ อีกทั้งแม่หนูน้อยยังดูมีพร์ ดังนั้นนางจึงเสนอที่จะรับแม่หนูน้อยผู้นี้เป็ศิษย์เสียเลย
"แต่การจะเป็ศิษย์ของข้ามีข้อแม้อยู่สามอย่าง หนึ่งคือเ้าต้องอยู่ปรนนิบัติข้าที่นี่เป็เวลาสิบปี จึงจะออกไปสู่โลกภายนอกได้ ข้อสองเมื่อเ้าออกไปภายนอกแล้ว ห้ามเอ่ยถึงเื่ข้าและเื่ของที่นี่เด็ดขาด และข้อสามเ้าไม่สามารถยกเลิกการฝึกกลางคันได้ เ้าจะยอมรับหรือไม่"
'เ้าจะยอมไม่ได้นะ'
'ทำไมถึงไม่ได้ล่ะ'
'ก็...'
อี้เฉินพูดอะไรไม่ออก เขาไม่เคยบอกนางเื่้าความช่วยเหลือ และเขาไม่อยากบอกเพราะกลัวว่านางจะไม่ให้ความร่วมมือ มี่มี่ที่เห็นอี้เฉินไม่ตอบอะไรจึงหันไปตกลงกับหญิงชรา
"ยอมรับเ้าค่ะ"
"ดี ต่อไปเ้าจะเป็ศิษย์คนสุดท้ายของข้า"
"ท่านยายมีศิษย์คนอื่นอีกหรือเ้าคะ"
"เรียกผิดแล้ว เ้าต้องเรียกข้าว่าอาจารย์ เ้ามีศิษย์พี่ผู้หนึ่ง แต่ตอนนี้นางออกไปท่องโลกกว้าง มีโอกาสเ้าคงจะได้เจอกับนาง"
อี้เฉินได้แต่นั่งลงจ้องมองทั้งสองด้วยความหดหู่ใจ ต้องอยู่ที่ที่แทบจะไร้ซึ่งผู้คนผ่านไปผ่านมาแห่งนี้ตั้งสิบปีเชียวนะ เฮ้อ เมื่อไหร่ข้าจะได้กลับร่างเดิมเสียทีกันล่ะนี่ เอาเถอะ ถึงแม้เด็กหญิงตัวน้อยจะออกไปโลกภายนอกตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดี อีกสิบปีนางก็อายุ 15 ปี ทนรอไปก่อนก็แล้วกัน
และแล้วหนึ่งศิษย์สองอาจารย์ก็มาอาศัยอยู่ร่วมกันในกระท่อมกลางป่า เมื่อมี่มี่มีเวลาหลังจากทำงานบ้านนางจะมานั่งเรียนการอ่านเขียนเบื้องต้นกับหญิงชราก่อน เพราะการใช้พิษนางต้องศึกษาจากตำราที่หญิงชรามอบให้ อี้เฉินที่ไม่มีเวลาจะได้สอนการแพทย์ให้กับเด็กหญิงตัวน้อยก็ออกมาประท้วง ด้วยการส่งเสียงร้องก่อกวนตลอดเวลาการสอนของหญิงชรา
เมี๊ยว เมี๊ยว ม๊าววว~~
ศิษย์ตัวน้อยบอกว่าแมวตัวนั้น้าขอเวลาให้นางได้เรียนรู้กับเขาบ้าง มิเช่นนั้นจะก่อกวนไม่หยุดจนกว่าจะยอม หญิงชราจึงลองแบ่งเวลาบางส่วนให้แมวตัวนั้น ปรากฏว่าแมวตัวนั้นไม่มาก่อกวนอีกเลย อีกทั้งลูกศิษย์ตัวน้อยดูเหมือนจะมีความรู้ด้านการแพทย์เพิ่มมากขึ้นจริงๆเสียด้วย จากที่ตอนแรกหญิงชราเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเื่ของอี้เฉิน แต่ตอนนี้นางกลับเชื่อหมดใจ
เวลาผ่านไปเรื่อยๆจนมี่มี่เติบโตขึ้น นางได้เริ่มเรียนรู้การใช้พิษนอกตำรา อาจารย์ของนางบอกว่าการจะเรียนรู้ให้จดจำได้แม่นยำที่สุดคือการต้องทดลองด้วยตัวเอง ตอนนั้นมี่มี่ฟังแล้วกลับไม่ค่อยเข้าใจมากนัก แต่ตอนนี้นางเข้าใจอย่างถ่องแท้ในคำสอนของอาจารย์
"อาจารย์ข้าคันจนทนไม่ไหวแล้วเ้าค่ะ"
"เ้าคันเช่นนี้ เ้าต้องแก้อย่างไร"
มี่มี่ที่ได้ฟังไหนเลยจะมีสติคิดทบทวนในสิ่งที่อาจารย์ของนางพูด นางคันจนลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเรียนรู้มาจนหมดสิ้นแล้ว หญิงชราได้แต่ยืนมองนิ่งๆก่อนจะพูดต่อไปอีกว่า
"หากเ้านึกไม่ออกก็ทนคันเช่นนี้ต่อไปก็แล้วกัน"
กล่าวจบหญิงชราก็เดินจากไปทันทีปล่อยให้มี่มี่อ้าปากค้างอย่างพูดอะไรไม่ออก นางจึงหันไปพูดกับอี้เฉินขึ้นว่า
'มาวมาว เ้ารู้ใช่ไหมว่าพิษนี้มันต้องแก้ยังไง ช่วยบอกข้าทีเถอะ'
'เฮอะ อยากหายก็ให้อาจารย์ของเ้าช่วยไปก็แล้วกัน'
กล่าวจบอี้เฉินก็เดินสะบัดหางออกไปกินลมชมวิวนอกกระท่อม ปล่อยให้มี่มี่ที่กำลังคันไปทั้งตัวจนอยากจะร้องไห้นั่งอยู่ที่เดิมและคิดทบทวนสิ่งที่เรียนมา สงสัยนางต้องตั้งใจศึกษามากกว่านี้เสียแล้ว
วันเวลายังคงผ่านไปวันแล้ววันเล่าปีแล้วปีเล่า มี่มี่ไม่ได้ถูกใช้เป็ตัวทดลองพิษเพียงอย่างเดียว แต่นางเป็ตัวลองผลิตภัณฑ์เสริมความงามของอี้เฉินอีกด้วย จากวันที่นางมาที่นี่ผ่านไปแล้ว 5 ปี ตอนนี้มี่มี่มีอายุ 10 ปีแล้ว อาจารย์ทั้งสองต่างเห็นสิ่งที่อีกฝ่ายสอน ทำให้พวกเขายิ่งแข่งขันกันมากขึ้น แม้จะพูดคุยกันไม่ได้ แต่การกระทำของทั้งสองได้จุดประกายของการแข่งขันของกันและกันขึ้นมา
แรกๆพวกเขาแข่งกันว่ามี่มี่จะเชี่ยวชาญด้านใดมากกว่ากัน ซึ่งมี่มี่ก็ไม่ได้ทำให้ทั้งสองผิดหวัง นางทำได้ดีในทั้งสองวิชา
เมื่อวัดกันไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างก็แข่งกันดูแลมี่มี่ จนมี่มี่ที่ได้รับการบำรุงอย่างหนัก มีผิวพรรณผุดผ่อง เนียนขาวราวกับเด็กแรกเกิด ทำให้ทั้งคู่ต่างพึงพอใจในผลงานของตัวเอง
แต่เมื่อมาลองวัดกันแล้ว กลับไม่สามารถแยกได้ว่าวิธีการของฝ่ายใดที่ทำให้มี่มี่งดงามได้ถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเขาต่างล้มเลิกการแข่งขัน ต่างคนต่างแยกย้าย จนมี่มี่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับทั้งสองกันแน่