ตอนที่ 1
น้องนกที่ออส
ท่าอากาศยานนานาชาติคิงส์ฟอร์ดสมิธซิดนีย์
เสียงประกาศเตือนผู้โดยสารที่กำลังจะเดินทางไปประเทศไทยให้รีบไปที่เกตเป็ครั้งสุดท้ายก่อนที่ประตูเครื่องบินจะปิดลงหญิงสาวคนหนึ่งสะพายกระเป๋าเป้สีแดงรีบสาวเท้าไปจุดหมายอย่างรีบร้อนเธอได้แต่ภาวนาในใจว่าขอให้ไปได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นคงต้องเสียเวลารอไฟลท์ใหม่
เมื่อไปถึงเกต คนเกือบตกเครื่องก็ใจชื้นขึ้นเมื่อเห็นว่ายังคงมีผู้โดยสารคนอื่นๆต่อแถวรอเข้าเครื่องพอสมควรเธอจึงรีบสาวเท้าไปต่อท้ายแถว
หญิงสาวเคาะหน้าผากตัวเองหนึ่งทีโทษฐานที่มัวแต่บ้าผู้ชายจนลืมเวลาขึ้นเครื่อง แต่นับว่ายังมีแต้มบุญสูงอยู่มากโรคแพ้คนหล่อจึงไม่ทำให้พลาดไฟท์สำคัญ เธอนึกขอบคุณรถไฟฟ้าที่นำพามาสนามบินรวดเร็วดุจจรวด
‘เกือบไปแล้วไหมล่ะ’
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย หญิงสาวจึงเดินไปยังที่นั่งของตัวเองก่อนหยิบสัมภาระเก็บไว้้า จากนั้นจึงทิ้งตัวลงบนเบาะนุ่มๆในท่าแสนสบายดวงตากลมโตมองออกไปนอกหน้าต่าง และหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อห้าชั่วโมงก่อนหน้านี้
ผู้คนเดินผ่านไปมาบริเวณหน้ามหาวิหารเซนต์แมรี่ โบสถ์คริสต์หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและสวนสาธารณะHype Park ของซิดนีย์ ความมั่งคั่งของเมืองเศรษฐกิจในรัฐนิวเซาท์เวลออสเตรเลียแห่งนี้ ไม่สามารถมาเติมเต็มหัวใจที่กำลังเฉาของแพรวนิดได้สถาปัตยกรรมโกธิก (Gothic Arts) ที่คล้ายคลึงกับโบถส์ในฝั่งยุโรปและยอดหอคอยทรงแหลมที่ดูมีความศักดิ์สิทธิ์น่าเกรงขามก็มิอาจดึงดูดใจให้หญิงสาวหลุดจากภวังค์
หากจะเปรียบที่แห่งนี้เสมือนฮอกวอร์ตเฉกเช่นแฮรรี่พอตเตอร์พ่อมดคนดังก็ไม่ผิดนัก ไม่ว่าจะเป็อาหารเพดานโค้งกำแพงกระจกหลากสีที่สะท้อนยามแสงแดดสาดส่องกระทบกำแพง ดูมีมิติชวนให้น่ามองรูปปั้นหินอ่อนและภาพวาดที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นมาด้วยพลังของศิลปินล้วนมีความประณีตทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นรู้สึกเหมือนเดินอยู่วิหารกรีกในเทพนิยายทุกๆวันจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยมาเยือนไม่ขาดสาย ทว่าวันนี้มีพิธีแต่งงานนักท่องเที่ยวจึงน้อยกว่าปกติ
เสียงบาทหลวงกำลังทำพิธีให้กับบ่าวสาวอยู่บนเวที แขกต่างๆที่มาร่วมงานอยู่ในอากัปกิริยาสงบนิ่งบาทหลวงอ่านพระคัมภีร์เกี่ยวกับชีวิตคู่เพื่อให้เ้าบ่าวเ้าสาวตระหนักถึงหน้าที่ของตน รวมไปถึงการใช้ชีวิตคู่ในสถานะสามีภรรยาก่อนจะให้ทั้งคู่กล่าวคำปฏิญาณและแลกแหวนซึ่งกันและกัน และลงเอยด้วยการจุมพิตต่อหน้าพระผู้เป็เ้า
‘เดี๋ยวนะ คือฉันมาทำอะไรที่นี่วะ มันใช่เวลามานั่งดูคนเขารักกันไหมคือฉันกำลังจะกลับไทยวันนี้แล้วนะ จะมานั่งซาบซึ้งกับความสุขของคนอื่นทำไมคนรู้จักเหรอ ก็ไม่ใช่ไง ฉันนี่บ้าจริงๆ ตั้งสติให้มั่นเข้าไว้คือแกจะมาขอพรความรักจากพระเยซูนะไอ้พริ้นท์’
แพรววนิดกวาดตามองไปรอบๆ ผู้คนมากมายต่างนั่งเป็สักขีพยานอยู่ในอาการสงบมีเพียงนักท่องเที่ยวบางคนยกกล้องขึ้นถ่ายรูปไว้เป็ที่ระลึก
‘เฮ้อ ฉันนี่ดวงมากับคำว่านกจริงๆ มาได้ถูกวันมากๆเมื่อวานโบสถ์ก็ไม่มีกิจกรรมอะไร ฉันก็ไม่มา ดีงามจริงๆค่ะ ปรบมือสิคะแพรววนิด’
แพรววนิดกลอกตามองบนในความดวงนกของตัวเองก่อนถอนหายใจเพราะเบื่อหน่ายที่ไม่มีอะไรสมใจสักอย่างเพราะตั้งใจว่าถ้ากลับไทยเมื่อไหร่จะควงแฟนหล่อไปเย้ยศัตรูที่ชอบลอบกัดและแย่งคนรักของคนอื่น แต่ดูสิ ตอนนี้โสดสนิทถ้ายายนั่นรู้ว่าเธอไม่มีปัญญาหาแฟน คงหัวเราะน่าดู คิดแล้วก็เจ็บใจชะมัด
เมื่อทำอะไรไม่ได้แล้ว เธอจึงได้แต่สลัดความคิดไร้สาระแล้วเพ่งจิตไปที่พระเยซูอย่างมุ่งมั่น ยกฝ่ามือทั้งสองข้างขึ้นมากุมไว้และอธิษฐานขอพรเื่ความรักหวังว่าท่านพอจะเข้าใจและรับพิจารณาคำขอของเธอ ถึงแม้ว่าตอนนี้ท่านจะกำลังอวยพรให้กับคู่บ่าวสาวก็ตามขอสักเศษเสี้ยวความเห็นใจ ได้โปรดประทานเนื้อคู่ให้เธอที
‘DearGod, please send my future hubby to me soon. Listen again, please send myfuture hubby to me soon. Help me pleasesssss’
ไม่เพียงแต่ขอร้องในใจแพรววนิดยังส่งสายตาอ้อนวอนพระเยซูอีกด้วย ลงทุนทำขนาดนี้ท่านคงไม่ใจร้ายกับเธอหรอกมั้ง หญิงสาวคิดเข้าข้างตัวเองก่อนยกกำปั้นทั้งสองข้างขึ้นมาแนบอกเรียกขวัญกำลังใจ
หลังจากเสร็จพิธีคู่บ่าวสาวจึงควงแขนกันตรงไปที่ประตูโบสถ์ ใน่ระหว่างที่คนทั้งสองฉีกยิ้มให้แขกทุกๆคนตามทางเดินทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้ดีจนกระทั่งเ้าสาวคนงามได้สบตากับแขกที่ไม่ได้เชิญนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ไม้ยาวด้านหลังสุด
ตึ้ง!
ไม่ใช่เสียงอะไรแต่เป็เสียงเอฟเฟ็คสะดุ้งใประกอบกับท่าทีของเ้าสาว ดวงตาของเธอแสดงความไม่พอใจกับการคนที่แต่งตัวไม่รู้จักกาลเทศะก่อนหันหน้าหนีก้าวขาฉับๆเดินหน้าโดยที่ไม่หันมาข้างหลังอีกเลย
แพรววนิดรู้ดีว่าทำไมจึงได้ถูกมองแรงเช่นนี้นั่นเพราะเสื้อที่เธอกำลังใส่อยู่ตอนนี้มันไม่เหมาะสมกับงานสักนิด เสื้อยืด กางเกงยีนและเสื้อแจ็คเก็ตสีเืหมู รวมถึงหน้าสดไร้เครื่องสำอาง คาดว่าเ้าสาวคงจะใกับสภาพหน้าตาธรรมชาติลงโทษหากว่ารู้ก่อนหน้านี้สักนิดว่าจะต้องมาร่วมงานแต่งงานคนระดับแพรววนิดก็คงจะอัญเชิญจิติญญาคุณแม่ชมพู่ อารยา มาประทับร่างและแต่งตัวให้พร้อมเสมือนไปเดินแบบเมืองคานส์ที่ฝรั่งเศสได้เลย
จากที่คิดว่าจะไปแอบเนียนร่วมชิงช่อดอกไม้เ้าสาวกับคนอื่นๆเธอจึงเปลี่ยนไปสำรวจรอบๆมหาวิหารแทน หากว่าเสนอหน้าไปมีหวังคงได้โดนเ้าของงานแหกอกกันแน่ๆ แม้จะนึกเสียดายดอกไม้ช่องามก็ตามที
“สวัสดีครับ” ชายชาวต่างชาติคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายแพรววนิดพร้อมส่งยิ้มให้เขาสวมแว่นตาสีดำ เสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำตาลพร้อมกับกีตาร์คู่ใจ
“อ่อ…สวัสดีค่ะ” คนถูกทักทายกะทันทันมองชายแปลกหน้าด้วยความงุนงงเพราะไม่รู้จักคนตรงหน้าเลยสักนิด ชายหนุ่มยิ้มให้เธออีกครั้งเมื่อเห็นความกังวลในดวงตากลมโต พร้อมกับส่งโทรศัพท์มือถือที่เปิดโหมดถ่ายรูปไว้แล้ว
“ถ่ายรูปให้ผมหน่อยได้ไหมครับ” เ้าของเสียงทุ้มละมุนบอกเจตนา
“ได้ค่ะ” แพรววนิดตอบรับ แม้จะสงสัยว่าทำไมเขาถึงเลือกทักเธอทั้งที่บริเวณมีผู้คนมากมายยืนถ่ายรูปกันอยู่
‘เอ๊ะ! หรือว่าพระเยซูจะประทานเนื้อคู่มาให้เฮ้ย เป็ไปได้ ท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆ น้องไม่นกแล้วจ้า’
ดูภายนอกแพรววนิดไม่ได้แสดงอาการอะไรออกไปเพราะอยู่ต่อหน้าผู้ชาย จึงต้องเก็บอาการนิดหนึ่งแต่ร่างในมิติที่สองกำลังะโโลดเต้นอย่างกับลิงทโมน เธอเพียงยิ้มให้ ก่อนรับกล้องมาถ่ายรูปให้ตามจุดต่างๆของมหาวิหาร
เมื่อได้รูปจนพอใจแล้วชายหนุ่มจึงถามแพรววนิดว่า้าถ่ายรูปบ้างหรือเปล่า แต่เธอตอบปฏิเสธเพราะเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้วทั้งคู่จึงเปลี่ยนไปนั่งคุยที่เก้าอี้ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง
“คุณชื่ออะไรครับ ผมชื่อเฟรดดี้ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”เขายื่นมือทักทายตามธรรมเนียมของการทำความรู้จักแบบสากล
“ฉันชื่อพริ้นท์ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”เธอยิ้มรับและยื่นมือกลับไปทั้งสองคนพูดคุยเกี่ยวกับเื่ราวส่วนตัวของแต่ละคน ดูเหมือนว่าเฟรดดี้เองก็ดูจะสนใจแม่สาวหน้าหวานไม่น้อยเพราะจากการที่เขาค่อยขยับตัวเข้ามาใกล้เธอมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้านแพรววนิดก็ได้แต่ลุ้นว่าเมื่อไหร่อีกฝ่ายจะขอไอดีไลน์หรือเฟซบุ๊กสักที ครั้นจะออกตัวแรงจีบผู้ชายก่อนจะกลัวเสียหน้าเหมือนความรักครั้งก่อน เรียกว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นทำเอาเธอเสียศูนย์และปิดหัวใจมาเกือบปีไม่คิดจีบใครและก็ไม่มีใครมาจีบ
เสียงหอนาฬิกาบอกเวลาดังกังวานบริเวณนั้นทำให้คนรอผู้ชายขอเฟซบุ๊กเงยหน้ามองต้นเสียง ก่อนทำตาโตเมื่อได้เห็นเวลาปัจจุบัน
‘เวรแล้วไอ้พริ้นท์ มีเวลาไปสนามบินก่อนขึ้นเครื่องสองชั่วโมงจะไปทันไหมวะ ไอ้บ้าเอ๊ย มัวแต่คุยกับผู้ชายจนลืมกลับบ้านเลยนะอีตานี่ก็ไม่ขอเฟซบุ๊กสักที ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายแล้วกัน ตายเป็ตายไม่มีอะไรจะเสียแล้ว’
“ฉันต้องไปแล้วค่ะ” อยากจะรู้เหมือนกันว่าอ่อยขนาดนี้แล้วเขาจะขอคอนแทกต์เธอไว้ไหม ความคิดอันปราดเปรื่องนี้ไม่ได้มาง่ายๆนะเกิดจากการสะสมประสบการณ์อ่อยผู้ชายมาหลายปีผู้เชี่ยวชาญด้านรักคุดโชกโชนยิ้มกริ่มภูมิใจตัวเอง
“ผมชอบคุณนะ น่าเสียดายที่เรารู้จักกันช้าไป”กลัวเ้าหล่อนจะไม่เชื่อเฟรดดี้จึงรีบขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิดและทำเนียนแตะไหล่บางสองสามครั้งย้ำให้รู้ว่าเขาสนใจเธอจริงๆ แต่เขาเป็คนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองจึงไม่กล้าเอ่ยปากขอคอนแทกต์หญิงสาวไว้
แต่แพรววนิดกลับตีความการกระทำของชายหนุ่มไม่ออกคิดว่าเขาคงหนาวก็เลยเขยิบเข้ามาใกล้
‘ชอบก็ขอไลน์ไว้สิโว้ย เนี่ย ฉันอ่อยขนาดนี้แล้วยังซื่อบื้ออยู่ได้’
ร่างในมิติที่สองมองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจทำไมเขาถึงได้ไม่รีบขอไลน์หรือเฟซบุ๊กของเธอไว้นะ แต่ก็นั่นแหละความเป็จริงก็ทำได้เพียงฉีกยิ้มหวานให้เขาเท่านั้น
แพรววนิดเริ่มลังเลว่าจะเป็ฝ่ายขอเฟซบุ๊กหรือไอดีไลน์ก่อนดีหรือเปล่าแต่ทว่าในอีกสิบวินาทีต่อมา เธอก็ตัดสินใจได้ว่า
‘ช่างแม่ง’
“ลาก่อนนะคะ หวังว่าเราจะได้เจอกันอีก” แพรววนิดส่งยิ้มให้ และรีบหันหลังโดยไม่แม้แต่จะรออีกฝ่ายกล่าวลารอยยิ้มค่อยๆหุบลงเรื่อยๆจนกลายเป็เส้นตรง ดวงตาคู่สวยมองขึ้นไปบนท้องฟ้า กลอกตาไปมาอย่างยอมรับชะตากรรมและแล้วเธอก็ต้องผิดหวังอีกครั้ง
“โอเค ฉันจะขอตั้งชื่อเื่นี้ว่า ‘น้องนกที่ออส’ ก็แล้วกัน” เธอพูดประชดโชคชะตา
เ้าหล่อนเลื่อนมือไปหยิบแว่นตาสีดำในกระเป๋าสะพายใบเล็กและเดินลากกระเป๋าสัมภาระไปที่สถานีรถไฟฟ้ามุ่งตรงไปยังสนามบินอย่างมั่นหน้าเธอคิดว่าว่าที่สามีคงไม่ได้อยู่ที่ออสเตรเลีย ตราบใดที่ยังมีชีวิต คนเราย่อมมีความหวังเพราะมีคติประจำใจคือ ‘ถึงไม่มีทองกองเท่าหัวแต่จะไม่มีผัวไม่ได้’ และ ‘วันพระไม่ได้มีหนเดียววันเจอสามีก็เช่นกัน’
อนิจจา...ช่างน่าสงสารแม่นกสาวหากแพรววนิดได้รู้ว่าเฟรดดี้เป็ผู้ชายที่พระเยซูประทานให้ตามคำขอเธอคงลงไปนอนดิ้นตายกับความซื่อบื้อของตัวเอง ขนาดท่านประทานผู้ชายมาให้ยังคว้าไว้ไม่ได้เลย สมฉายา ‘อินทรี’ เสียจริง
แต่ก็นั่นแหละพระเยซูคงไม่ใจร้ายกับแม่อินทรีสาวนานนักหรอกแน่นอนว่าท่านต้องส่งเนื้อคู่ที่สมน้ำสมเนื้อมาให้ตามคำขออยู่แล้ว
แรงสั่นะเืและเสียงของล้อเครื่องบินที่กำลังเคลื่อนตัว ทำให้คนที่อยู่ในภวังค์ความคิดได้สติดวงตากลมมองไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง หัวใจของแพรววนิดเต้นระส่ำเมื่อเครื่องบินยกตัวในระดับที่สูงขึ้นภาพวิวเมืองซิดนีย์ค่อยๆชัดเจนขึ้นเมื่อระยะทางเริ่มห่างจากพื้นดินจากเห็นเพียงจุดจุดเดียวก็เห็นพื้นที่ทั้งหมดกลายเป็ภาพวาดดั่งแผนที่
น่าแปลกที่เธอควรจะรู้สึกใจหายที่ต้องจากสถานที่ที่เสมือนเป็บ้านหลังที่สองแต่กลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างรออยู่ที่บ้านเกิดและนั่นจะเป็การเริ่มต้นเดินทางใหม่อีกครั้ง ทำไมถึงรู้สึกเช่นนี้กันนะแม้จะเพียรพยายามหาคำตอบ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถหาได้แต่เอาเป็ว่าอย่างน้อยที่นี่ก็สอนให้เธอรู้ว่า
‘นกบ่อยๆก็จะได้เป็อินทรี จ้าวแห่งนก’