อาจเป็นเพราะหน้าที่การงานหลูเจิ้งชิงจึงมีอุปนิสัยที่หนักแน่นและอ่อนโยน ไม่รีบร้อน ทำให้ผู้คนรู้สึกดีได้ง่าย
สายตาของเขาอ่อนโยนแฝงไปด้วยรอยยิ้มบางๆ “ไม่ทราบว่าแม่นางหวามาอยู่ที่นี่นานเท่าไรแล้ว?”
“...ที่นี่หรือ?”หวาชิงเสวี่ยรู้สึกสับสนเล็กน้อย ที่นี่หมายถึง...เซิ่งจิงหรือ?ดูเหมือนจะไม่กี่วัน แต่เขาถามเรื่องนี้ทำไม?
หลูเจิ้งชิงนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ใช้ปลายนิ้วเคาะเบาๆ ที่ขาของตน “แม่นางหวามาที่แคว้นต้าฉีเมื่อไร หรือก็คือ...มาที่โลกใบนี้เมื่อไร?”
หวาชิงเสวี่ยดวงตาเบิกโพลง!
คำพูดของเขาหมายความว่าอย่างไร?หรือว่า...หรือว่าเขาก็เป็น...
“ท่าน...” หวาชิงเสวี่ยตกใจจนพูดไม่ออก
หลูเจิ้งชิงยิ้มเล็กน้อย“ข้ามาที่นี่ได้สิบปีแล้ว”
“ข้าไม่คิดเลยว่า...”หวาชิงเสวี่ยมองเขาอย่างตกตะลึง “จะมีคนที่เหมือนกับข้า...ท่านมาได้อย่างไร?”
“ตอนเรียนจบ ข้านั่งเรือสำราญไปเที่ยวกับเพื่อนๆแต่เรือสำราญเกิดอุบัติเหตุ ข้าควรจะจมน้ำตายไปแล้ว” หลูเจิ้งชิงหัวเราะอย่างขมขื่น
ถึงอย่างไร นั่นเป็นเรื่องเมื่อสิบปีก่อนไปแล้วจากสีหน้าของเขา ดูเหมือนว่าจะทำใจได้แล้ว
หลูเจิ้งชิงถามหวาชิงเสวี่ยอีก“แล้วเจ้าล่ะ?”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย“ข้าจำไม่ค่อยได้ เหมือนกับว่า...จะตกตึกตายกระมัง”
“จำไม่ได้?”หลูเจิ้งชิงถามนางด้วยความสนใจ “เป็นเพราะแรงกระแทกตอนที่ข้ามมิติ ทำให้ความจำเสื่อมใช่หรือไม่?”
“ไม่แน่ใจ...” หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจเบาๆ“จำได้รางๆ แค่ว่าตัวเองเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโท บางครั้งก็จะนึกถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆในมหาวิทยาลัย แต่ชื่ออะไร พ่อแม่เป็นใคร บ้านอยู่ที่ไหน กลับจำไม่ได้เลย...”
“จำไม่ได้ก็ดีแล้ว ยิ่งจำได้มากก็ยิ่งเป็นภาระทางใจ” หลูเจิ้งชิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ตอนที่ข้ามาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ข้าแทบไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรเลยเอาแต่คิดถึงญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่บ้าน รู้สึกไม่ดีเอามากๆ”
การพลัดพรากจากบ้านเกิดอย่างกะทันหันในใจย่อมเกิดความรู้สึกแย่ หวาชิงเสวี่ยมองเขาอย่างใคร่รู้ “แล้วตอนนี้ท่าน...”
บนใบหน้าของหลูเจิ้งชิงยังคงมีรอยยิ้ม“ตอนนี้ข้าแต่งงานแล้ว มีภรรยากับลูกแล้ว ชีวิตก็ถือว่าดี แต่ก็เทียบกับเจ้าไม่ได้ถึงขั้นทำดินปืนออกมาได้ ทำให้แคว้นต้าฉีรอดพ้นจากสงคราม สร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชนชายแดนเรียกได้ว่าเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่”
เมื่อถูกเขาชมเช่นนี้หวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกประหม่าเล็กน้อย นางตอบกลับอย่างเขินอาย “แต่ละคนถนัดคนละด้านท่านก็เก่งมากเหมือนกันที่สามารถช่วยชีวิตคนได้”
หลูเจิ้งชิงส่ายหน้า“ตอนที่ข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็เรียนแพทย์ แต่แพทย์แผนตะวันตกกับแผนโบราณนั้นแตกต่างกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพทย์แผนปัจจุบัน ต้องพึ่งพาอุปกรณ์และยาที่ทันสมัยมากมาย เมื่อไม่มีสิ่งเหล่านั้นก็เหมือนกับคนที่ทำอาหารเก่ง แต่ไม่มีข้าวสารให้ปรุงอาหาร”
เขายิ้มแล้วกล่าวกับหวาชิงเสวี่ยว่า“ข้ารู้ว่าเจ้าอาจจะหัวเราะ ตอนที่ข้ามาถึงที่นี่ใหม่ๆ ข้าหางานทำไม่ได้ด้วยซ้ำ สุดท้ายก็ต้องไปทำงานใช้แรงงานแต่ร่างกายของข้าสู้พวกคนงานที่ทำงานหนักมาทั้งปีไม่ได้ ทำงานได้ไม่กี่วันก็ล้มป่วยโชคดีที่มีหมอใจบุญคนหนึ่งช่วยข้าไว้ เขาทำการรักษาข้าแล้วรับข้าเป็นศิษย์ สอนวิชาแพทย์ให้ข้าชีวิตของข้าถึงได้ค่อยๆ ดีขึ้น”
แม้ว่าหลูเจิ้งชิงจะมีอายุมากกว่าหวาชิงเสวี่ยถึงสิบกว่าปีแต่ทั้งคู่ก็เป็นคนข้ามภพที่ต้องประสบเคราะห์กรรมเหมือนกัน เมื่อพูดถึงช่วงเวลาที่เพิ่งข้ามภพมาใหม่ๆทั้งสองก็มีเรื่องที่เข้าใจกันได้ดี หวาชิงเสวี่ยจึงเล่าเรื่องน่าอับอายของตัวเองตอนที่เพิ่งข้ามภพมาให้หลูเจิ้งชิงฟังบ้าง
นางกล่าวว่า “ข้าตกลงไปในภูเขาตอนนั้นหิมะกำลังตก ข้าใส่แค่ชุดกระโปรงแขนสั้นบางๆ สุดท้ายก็หนาวจนสลบไป ถ้าไม่ได้ฮ่องเต้ช่วยข้าไว้ข้าคงแข็งตายไปแล้วมั้ง”
หลูเจิ้งชิงได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจแทนหวาชิงเสวี่ย“มันอันตรายจริงๆ”
จากนั้นเขาก็กล่าวต่อว่า“ข้าตกลงไปในก้นเหว ตอนนั้นเป็นหน้าร้อน แต่ก้นเหวกลับเย็นสบาย ข้าเดินอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืนกว่าจะออกมาได้ถึงจะต้องหิวโหยและเหนื่อยล้า แต่ก็ไม่มีอันตรายถึงชีวิต”
จากนั้นทั้งสองก็คุยกันเรื่องอาการป่วยของหวาชิงเสวี่ย
หลูเจิ้งชิงกล่าวว่า“ในสมองของเจ้า น่าจะมีสิ่งแปลกปลอมอะไรสักอย่าง กดทับเส้นเลือดฝอยในสมอง ทำให้เจ้าสลบไปแต่เสียดายที่นี่ไม่มีเครื่อง เอกซเรย์ หรือห้องซีทีสแกนข้าเลยไม่สามารถระบุตำแหน่งของสิ่งแปลกปลอม”
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะอย่างจนปัญญา“ข้ารู้ตำแหน่งที่แน่นอนของมันนะ แต่...นอกจากจะมีปัจจัยที่ทำให้ผ่าตัดสมองได้ ก็ไม่มีทางออกอื่นอีกแล้ว...”
“เจ้ารู้?”หลูเจิ้งชิงเบิกตากว้าง มองหวาชิงเสวี่ยอย่างเหลือเชื่อ
“ใช่ มีชิปอยู่ที่ตรงนี้”หวาชิงเสวี่ยชี้ไปที่บริเวณหน้าผาก “ท่านไม่มีหรือ?”
เมื่อเห็นว่าหลูเจิ้งชิงเงียบไปนางก็เข้าใจในทันที “พวกเราไม่ได้มาจากยุคเดียวกัน...”
หลูเจิ้งชิงอุทานด้วยความตกตะลึง“นั่นหมายความว่า ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า มนุษย์จะฝังชิปขนาดเล็กไว้ในสมองของตัวเองหรือ?นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว จะไม่อันตรายใช่หรือไม่?”
“ถือว่าปลอดภัยดีนะตัวผลิตภัณฑ์จะมีการอัปเกรดทุกๆ สองสามปี พอถึงเวลาก็เปลี่ยนที อย่างน้อยก่อนที่ข้าจะมาที่นี่ก็ไม่เคยได้ยินว่าใครได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจากการฝังชิป” หวาชิงเสวี่ยกล่าวจบก็ถอนหายใจอีกครั้ง“ถึงแม้จะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในยุคนั้น ก็เป็นแค่ปัญหาเล็กๆน้อยๆ เท่านั้นแหละ...”
ในยุคของนาง แค่ใช้หุ่นยนต์ขนาดจิ๋วก็สามารถส่งชิปไปยังตำแหน่งที่กำหนดได้การเปลี่ยนชิปจึงเป็นเพียงการผ่าตัดเล็กๆ ที่ไม่เจ็บปวดและไม่มีรอยแผล
แต่ในยุคนี้ ที่แห่งนี้ชิปเล็กๆ กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมา
สีหน้าของหลูเจิ้งชิงก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง
เขามาอยู่ที่นี่สิบปีนอกจากปรับปรุงการรักษาโดยใช้เทคนิคการเย็บแผลภายนอกของแคว้นต้าฉี เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีกไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำ แต่เป็นเพราะเขาทำไม่ได้
แค่เงื่อนไขพื้นฐานของการผ่าตัดที่ปลอดเชื้อเขาก็ไม่สามารถทำได้ แล้วจะพูดถึงยาสลบ เข็มฉีดยา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์พื้นฐานจนไม่สามารถเรียบง่ายไปมากกว่านี้ได้อย่างไร?
และการผ่าตัดสมองก็ยิ่งน่าสะพรึงกลัว
กรีดเปิดผิวหนัง ใช้สว่านเจาะเพื่อเปิดกะโหลกศีรษะโดยไม่ให้ทำลายเส้นประสาทในสมอง แล้วนำชิปขนาดเล็กเพียงไม่กี่มิลลิเมตรออกมา ใครจะทำได้?
หลูเจิ้งชิงเมื่อสิบปีก่อนเป็นเพียงแค่บัณฑิตจบใหม่จากคณะแพทย์มีประสบการณ์ฝึกงาน แต่ไม่เคยเป็นศัลยแพทย์หลักในการผ่าตัดสมองมาก่อน!
ถ้าแม้แต่เขายังทำไม่ได้บนโลกนี้ใครจะทำได้?
“ลองคิดในแง่ดีเข้าไว้”หลังจากเงียบไปนาน หลูเจิ้งชิงก็กล่าวช้าๆ “ในเมื่อเป็นชิปที่ใช้กันทั่วไป ก็ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยแน่นอนถึงแม้จะเสียหายไปแล้ว ถ้าไม่ไปกระตุ้นมันอีก ก็น่าจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต...”
หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจแล้วพยักหน้า“อืม ข้าคิดว่าที่สลบไปครั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะข้าเผลอใช้ชิปอีกแล้ว เมื่อคืนข้ากำลังร่างภาพแบบจำลองของกล้องส่องทางไกลเพราะมีข้อมูลบางอย่างที่ยังไม่แน่ใจ เลยใช้ชิปค้นข้อมูล...มันยากที่จะควบคุมจริงๆเพราะความรู้ทั้งหมดเชื่อมโยงถึงกันอยู่”
ยกตัวอย่างเช่น เรื่องกล้องส่องทางไกลความจริงแล้วหลักการมันง่ายมาก หวาชิงเสวี่ยเองก็รู้โครงสร้างโดยรวม แต่ระยะห่างของเลนส์เว้าเลนส์นูนเส้นผ่านศูนย์กลาง ความลึก เมื่อเจาะจงไปที่ค่าตัวเลขที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้ นางไม่สามารถจำได้ทั้งหมดแทบจะเป็นไปโดยสัญชาตญาณที่จะค้นหาข้อมูลจากคลังความรู้ในชิป
ใครจะคิดว่าผลลัพธ์จะเลวร้ายถึงขนาดนี้...
“อาจเป็นลิขิตสวรรค์ก็ได้”หลูเจิ้งชิงอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ “ท้ายที่สุดแล้ว ชิปนี้อาจจะไม่ควรจะมาปรากฏตัวในยุคสมัยนี้”
หวาชิงเสวี่ยได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกสับสน
พวกเขาคนหนึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาโทจากสถาบันวิทยาศาสตร์อีกคนเป็นบัณฑิตจบใหม่จากคณะแพทย์ ทั้งสองสถานะนี้ ควรจะเป็นคนที่ไม่มีทางเชื่อเรื่องผีสางเทวดาได้มากที่สุดแต่กลับมาปรากฏตัวในโลกนี้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่เรียกว่าไร้สาระก็คงไม่ได้
ทั้งสองพูดคุยกันอีกครู่หนึ่งพูดถึงความไม่คุ้นชินต่างๆ หลังข้ามภพมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัยรู้สึกเหมือนรู้จักกันมานาน แต่ด้วยความเป็นห่วงว่าหลี่จิ่งหนานกับฟู่ถิงเย่จะรอคอยนานจึงตกลงกันว่าจะนัดเจอกันใหม่แล้วรีบยุติการพูดคุยกัน
สีหน้าของหลี่จิ่งหนานกับฟู่ถิงเย่ดูแปลกๆตอนที่เข้ามา คงคิดไม่ถึงว่าจะคุยกันนานขนาดนี้ สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย มองสลับไปมาระหว่างทั้งสองคนที่อยู่ในห้อง
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกผิดจึงเบือนหน้าหนี
หลูเจิ้งชิงกลับมีท่าทีเปิดเผยลุกขึ้นทำความเคารพหลี่จิ่งหนานและฟู่ถิงเย่ กล่าวว่า “อาการป่วยของแม่นางหวาไม่ต้องใช้ยาแต่ต้องพักผ่อนให้ดี ต้องระวังไม่ให้ใช้สมองหรือทำงานหนักเกินไป”
“แค่นี้หรือ?”หลี่จิ่งหนานมีสีหน้าสับสนและตกใจ “พวกท่านคุยกันนานขนาดนี้ คุยกันแค่ไม่กี่คำหรืออย่างไร?”
หลูเจิ้งชิงเหลือบมองหวาชิงเสวี่ยไม่รีบร้อนก่อนจะกล่าวตอบว่า “เนื่องจากอาการป่วยของแม่นางหวาเกิดขึ้นกะทันหัน กระหม่อมจึงสอบถามเรื่องราวในอดีตของแม่นางหวาเล็กน้อยเพื่อที่จะทำความเข้าใจสาเหตุของอาการป่วยให้มากขึ้น”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าพลางกล่าวเสริมว่า “อืม คุยกันเกี่ยวกับเรื่องในอดีตเล็กน้อย ก็เลยนานไปหน่อย”
นางยิ้มให้หลี่จิ่งหนาน“รอนานแล้วใช่หรือไม่? ไม่ต้องห่วง ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว”
หลี่จิ่งหนานชะงักไปเล็กน้อยแล้วหันหน้าไปทางอื่นอย่างถือดี “ข้าไม่ได้เป็นห่วงเจ้าสักหน่อย!”
“แล้วเจ้าจะมาทำไม?”
“...ข้าแค่มาดูว่าเจ้าสำนึกผิดหรือยัง!”หลี่จิ่งหนานยืดอกด้วยท่าทางมั่นใจ แล้วกล่าวอย่างภาคภูมิ “ข้าเป็นบุรุษ จะไม่ถือสาหาความกับเจ้าดูจากที่เจ้าสำนึกผิดแล้ว ข้าก็จะยกโทษให้เจ้า!”
หวาชิงเสวี่ยคิดในใจข้ายังไม่ได้พูดอะไรสักคำเลยนะ...
สายตาของฟู่ถิงเย่กวาดมองอย่างเงียบๆไปที่หวาชิงเสวี่ยและหลูเจิ้งชิง แล้วกล่าวว่า “ครั้งนี้ลำบากหมอหลวงหลูแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปส่งท่าน”
“ไม่กล้ารบกวน ท่านแม่ทัพโปรดรั้งอยู่ที่นี่เถิด”หลูเจิ้งชิงสะพายหีบยาของตนขึ้นหลัง แล้วคารวะฟู่ถิงเย่ จากนั้นก็ก้มศีรษะทำความเคารพหลี่จิ่งหนานอีกครั้ง“กระหม่อมขอทูลลา”
หลี่จิ่งหนานโบกมืออย่างไม่ใส่ใจหลูเจิ้งชิงก็ก้มศีรษะแล้วถอยออกไป
ดูเหมือนฟู่ถิงเย่มีเรื่องอยากจะถามจึงเดินออกไปพร้อมกับหลูเจิ้งชิง ในห้องจึงเหลือเพียงหลี่จิ่งหนานและหวาชิงเสวี่ย
หวาชิงเสวี่ยยิ้มแล้วมองหลี่จิ่งหนาน“เจ้าวิ่งเข้าวิ่งออกวังหลวงอยู่ทุกสามวันเจ็ดวันเช่นนี้ ไม่เป็นอะไรจริงๆ หรือ?”
“ข้าเป็นฮ่องเต้ ใครจะกล้าว่าอะไรข้า?”หลี่จิ่งหนานฝืนตอบกลับอย่างเข้มแข็ง
หวาชิงเสวี่ยมองท่าทางเย่อหยิ่งของเขาในตอนนี้ก็รู้สึกใจอ่อนลง น้ำเสียงจึงอ่อนลงตามไปด้วย “ต่อไปอย่าลงโทษคนในวังตามอำเภอใจอีกเลยถึงจะลงโทษก็ควรมีขอบเขต”
“จู้จี้” หลี่จิ่งหนานเบะปากท้ายที่สุดก็ไม่ได้โต้แย้งนางอีก
“กระจกแตกก็แตกไปเถอะอย่าโกรธเรื่องนี้เลย” หวาชิงเสวี่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ยังเก็บเศษกระจกไว้หรือไม่?”
หลี่จิ่งหนานพยักหน้าสีหน้าก็ดูเหมือนยังรู้สึกผิด
ถ้าหากขันทีคนนั้นทำของใช้ธรรมดาๆในห้องแตก เขาอาจจะไม่โกรธขนาดนั้น แต่สิ่งที่แตกดันเป็นกระจกของหวาชิงเสวี่ย...
“ครั้งหน้าเจ้าเอาเศษกระจกมาให้ข้าเถอะ”หวาชิงเสวี่ยกล่าว
หลี่จิ่งหนานกะพริบตาปริบๆถามว่า “เจ้าซ่อมมันได้หรือ? ข้าติดไปหลายครั้งแล้วก็ไม่เห็นจะได้!”
หวาชิงเสวี่ยยิ้ม น้ำเสียงดูมีเลศนัย“เจ้าเอามาให้ข้าก่อน แล้วข้าจะบอกให้รู้ทีหลัง”