ดร๊อกป้าสะดุ้งตื่น เขารีบกระโจนออกจากที่นอนทันที สายตาแข็งกร้าวมองผู้บุกรุกที่กำลังผลักประตูปิดให้สนิท
“พวกท่านมาทำอะไร” เขาพูดอย่างสุภาพ แต่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง
หนึ่งในชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่ข้างหน้าสุดพูดเสียงเย็น ยกไม้ชี้ขึ้นมาทางพวกเขา
“ไม่ต้องถาม! เพียงอยู่นิ่งๆ ก็พอ”
“ถ้าท่าน้าอะไร บอกพวกข้าได้ พวกข้าจะจัดการให้” แม้ดร๊อกป้าจะพูดอย่างนั้น แต่ร่างของเขาขยับเข้าใกล้ขวานตัดไม้อย่างช้าๆ
“บอกว่าอย่าขยับไง นึกว่าข้าไม่เห็นท่าทางของเ้ารึ!” ชายฉกรรจ์ข้างหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างเมื่อเห็นท่าทางของดร็อกป้า
แต่เมื่อเห็นว่าร่างดร๊อกป้ายังไม่ยอมหยุด มันพุ่งตัวพร้อมกับเหวี่ยงไม้เต็มแรงไปที่ร่างของเขา
“ไอ้เด็กนี่ บอกว่าอย่าขยับไง!”
จังหวะนั้น ร่างของอาโปก็ขยับตัวอย่างรวดเร็ว มือซ้ายสะบัดไปข้างหน้า
“ผลัวะ!”
ชายฉกรรจ์ที่พุ่งเข้ามา พบว่าจู่ๆ หน้าของมันก็สะบัดไปข้างหลังอย่างฉับพลัน พร้อมกับความเ็ปที่ปะทุขึ้นมา
มันเดินถอยหลังมาอย่างมึนงง มองไปที่ชายหนุ่มผมขาวที่เคยยืนหลบหลังชายร่างใหญ่เมื่อกี้ แต่ตอนนี้เคลื่อนไหวมาอยู่ข้างหน้าแล้ว
“ไวดีนี่ ตัวประหลาดสีขาว แต่หมัดแกเบาไปหน่อยวะ” ชายร่างใหญ่ยิ้มพลางกระชับไม้ในมือ แล้วยกไม้ฟาดอาโป
แต่ไม่ทันที่ไม้จะถึงตัว เสียง “ผลัวะ!” ก็ดังขึ้น
ความเ็ปพลันปะทุที่หน้ามันอีกครั้งหนึ่ง
สีหน้าใต้ผ้าคลุมที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของมันก็หายไป แม้มันจะตั้งใจมอง แต่มันก็พบว่ามองตามการโจมตีของชายหนุ่มไม่ทัน
“ยืนอยู่เฉยๆ ทำไม มาช่วยจัดการมันสิ!” มันกล่าวอย่างเคร่งเครียด
อาโปมองภาพนี้อย่างไม่แยแส
คนเยอะขึ้น?
ไม่ยาก ก็แค่ปล่อยหมัดไวขึ้นเท่านั้น
ก่อนที่ชายอีกสี่คนจะได้เคลื่อนไหว อาโปก็ไม่หยุดนิ่ง เขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ มือขวาของเขาตวัดไปยังจุดยุทธศาสตร์ของชายร่างใหญ่ตรงหน้า
“ผัวะ!”
เสียงการกระแทกดังสนั่น ใบหน้ามันช็อกจนแทบจะกรีดร้อง แต่ยังไม่ทันได้กรีดร้อง มือซ้ายของอาโปก็พุ่งตรงเข้าไปที่คางอย่างรุงแรง
“ผัวะ!” เสียงกระแทกครั้งนี้ทำให้ร่างใหญ่ล้มลงไปกับพื้นในเวลาเพียงไม่กี่วินาที สติของเขาหายไปทันทีจากการโจมตี
‘จุดอ่อนอยู่ที่คางเหมือนมัจฉาคาสินะ’ อาโปคิดในใจ ดวงตาสาดประกาย การเคลื่อนไหวของเขาไม่หยุดลง เขาเคลื่อนที่ไปหาเป้าหมายที่สองอย่างรวดเร็ว ไม่ให้โอกาสใครได้ตั้งตัว
“ผัวะ! ผัวะ!”
เสียงต่อยหมัดสองครั้งดังขึ้นพร้อมกับร่างชายฉกรรจ์คนที่สองที่ค่อยๆ ทรุดตัวลงนอนกับพื้น
ชายที่เหลืออีกสามคนยืนตัวแข็ง มองภาพนั้นอย่างใ หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว
“สัตว์ประหลาด!” หนึ่งในนั้นร้องออกมา แล้วยกท่อนไม้ขึ้นฟาดใส่อาโป
อาโปมองทุกอย่างด้วยความใจเย็น ในสายตาของเขา ทุกการเคลื่อนไหวทุกอย่างดูเชื่องช้า เขาหมุนตัวไปข้างๆ ด้วยความเร็วที่ไม่มีใครตามทัน พร้อมตวัดขาถีบราวกับมัจฉาคาสะบัดหางกระแทกไปที่ท้องของชายคนที่สาม
“ผัวะ!”
การโจมตีทำให้ชายผู้โชคร้ายล้มลง เขาถูกกระแทกจนหายไม่ออก ล้มลงไปกับพื้น นอนหายใจหอบๆ พยายามจะยันตัวเองขึ้น แต่ไม่สามารถทำได้
ดร๊อกป้าที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ด้านหลังก็เริ่มเคลื่อนไหว เขาไม่อาจปล่อยให้อาโปจัดการทั้งหมดเพียงลำพัง เมื่อมือของเขาััขวาน เขาก็วิ่งตรงไปยังชายสองคนที่เหลือ ซึ่งตอนนี้เหมือนถูกขู่ขวัญโดยชายหนุ่มผมขาว
ในจังหวะที่พวกมันไม่สนใจเขา ดร๊อกป้าก็ไปอยู่ด้านข้างและเหวี่ยงขวานใส่ เมื่อมันรู้ตัวและใช้ไม้ป้องกันอย่างลนลาน ใบมีดขวานก็เฉาะเข้าไปในต้นขาของมันแล้ว
“อ๊ากกก!” ชายฉกรรจ์คนที่สี่กรีดร้องออกมาอย่างเ็ป ท่อนไม้ในมือเขาร่วงหล่นไปพร้อมเืที่ไหลพุ่งกระฉูดออกมา
ชายคนสุดท้ายไม่พูดอะไร มันรีบวิ่งออกไปจากห้องด้วยสีหน้าซีด สถานการณ์พลิกผันไว้เกินไปจนไม่ทันตั้งตัว แต่ไม่ทันได้ไปไหนร่างเงาสีขาวก็ขว้างมันไว้
อาโปมองสีหน้าสิ้นหวังของชายตรงหน้าอย่างครุ่งคิด หมัดของเขาเสยเข้าไปที่คางของชายฉกรรจ์คนสุดท้าย
“ผัวะ!” สติของมันก็พลันดับวูบไปและล้มลงกับพื้น
อาโปพบว่าการต่อสู้นั้นง่ายเกินเมื่อเทียบกับมัจฉาคา
เขาหันไปที่ดร๊อกป้าแล้วถาม
“ต้องใช้ขวานตัดมันทุกคนไหม”
‘ทุกคน!?’ ดร๊อกป้าสะดุ้ง ก่อนจะหัวเราะพรืด
“ไม่จำเป็หรอก แค่คนเดียวก็พอ จะได้ถือว่าเป็การป้องกันตัว ถ้ามากไปกว่านั้น พวกเราจะเป็ฝ่ายผิดแทน”
ดร๊อกป้าหันมองร่างทั้งห้าที่ถูกจัดการเรียบร้อย” แต่ไม่อยากเชื่อเลย พ้นระยะคุ้มครองไปแค่แป๊บเดียว ก็มีคนมาหาเื่เราแล้ว”
“ระยะคุ้มครอง?” อาโปสงสัย
“หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาเราอยู่ในการคุ้มครองของท่านบัลคา เลยทำให้ไม่มีใครมายุ่งวุ่นวาย” ดร๊อกป้ากล่าว
“พวกเราต้องถามพวกมันหน่อยแล้วว่ามาหาเื่พวกเราทำไม แถมยังใส่ผ้าปิดหน้าอีก ตอบข้ามาสิ ถ้าไม่ตอบขาอีกข้างของเ้าไม่รอดแน่ “ดร๊อกป้ากระชากผ้าคลุมใบหน้าของชายที่ถูกฟัน มันเป็คนเดียวที่ยังมีสติอยู่
ชายฉกรรจ์ที่ถูกกระชากผ้าคลุมเผยให้เห็นใบหน้าซีดเผือด รอยเหงื่อซึมผ่านหน้าผากและหยดลงพื้นขณะที่ดวงตาเบิกโพลง
“พูดมา” ดร๊อกป้ากดเสียงต่ำ สายตาแข็งกร้าว
ชายคนนั้นตัวสั่นเทา ก่อนจะเอ่ยเสียงแหบราวกับคนกำลังจะขาดใจ
“พวกข้า…พวกข้าแค่้ายาวิเศษ…”
ดร๊อกป้าขมวดคิ้ว พลางมองไปยังขวดยาข้างที่นอน
“พวกเ้าจะเอายาไปทำไม”
เมื่อได้ยินคำถามของดร๊อกป้า สีหน้ามันเปลี่ยนเป็เศร้าหมอง
“เพื่อเอาไปรักษาลูกสาวของข้า นางแอบขึ้นไปเล่นบนกำแพงดินใน่น้ำท่วมแล้วเผลอตกลงไป แม้จะช่วยชีวิตขึ้นมาได้ แต่นางก็ยังไม่ได้ฟื้นสติอีกเลย”
ดร๊อกป้ากล่าวอย่างสงสัย “แล้วทำไมพวกเ้าถึงไม่ขอมันจากทางอาราม”
“ข้าไปขอร้องทางอารามแล้ว…แต่ทางอารามบอกว่านางหมดหวังแล้ว บางทีอาจมีเพียงปรมาจารย์เท่านั้นที่ช่วยนางได้ แต่เราเป็แค่ผู้รับใช้ต่ำต้อยเท่านั้น ปรมาจารย์จะสนใจเราได้อย่างไร” ชายคนนั้นพูดอย่างเศร้าใจ ดวงตาแดงก่ำ
“ถ้าทางอารามบอกอย่างนั้น แล้วทำไมพวกเ้าถึงยังได้พยายามอยู่…” ดร๊อกป้าชะงัก เมื่อรู้ว่าตัวเองพูดเื่โง่ๆ ออกไป
ชายฉกรรจ์ก้มหน้า มือที่กุมต้นขาที่เืไหลไม่หยุดกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในผิวเนื้อของตัวเอง “ทำไมนะเหรอ!? ต่อให้ทางอารามจะบอกว่าไร้ความหวัง! แต่ตราบใดที่ยังมีความหวังเพียงเล็กน้อย ข้าก็อยากช่วยเหลือลูกสาวข้าให้ได้ ถึงสิ่งนั้นจะเป็หนทางชั่วร้ายก็ตาม!” ชายคนนั้นกล่าวอย่างคลุ้มคลั่ง เขาทิ้งหัวลงกระแทกพื้นจนดังสนั่น
“แม้มันดูหน้าด้านที่พูดแบบนี้หลังจากคิดจะทำเื่เลวร้ายกับพวกเ้า แต่ได้โปรดช่วยลูกสาวข้าด้วย…ได้โปรดเถอะ! หลังจากนี้จะต้มยำทำแกงอะไรข้าก็ยอม…”
ดร๊อกป้าหยุดนิ่ง สายตาของเขามองร่างชายผู้สิ้นหวังที่แทบจะแตกสลายตรงหน้า มันทำให้เขานึกถึงอดีต ในตอนที่เขาดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง
การที่ต้องเลือกระหว่างการกินยาซึ่งจะทำให้แขนซ้ายหายไวขึ้นกับเลือกที่จะให้ยาเด็กสาว แม้ความจริงแล้วอาจไม่มีประโยชน์ก็ตาม
ไม่มีความจำเป็ต้องคิด ไม่มีความจำเป็ต้องเลือก
สายตาอ้อนวอนที่มองมาจากพื้นเบื้องล่างนี้ ได้กำหนดคำตอบไว้แล้ว
เขากล่าวกับชายที่ยังกุมขาอยู่
“ปลุกทุกคนให้ตื่น ข้าขอไปดูเด็กก่อน ถ้าเป็ความจริง ข้าจะมอบยาขวดนี้ให้”
อาโปมองการตัดสินใจนี้อย่างสนใจ เขาอยากรู้ว่าบทสรุปของเหตุการณ์นี้จะเป็อย่างไรต่อ