หลังจากกินเม็ดยาจะต้องกลั่นเอาพลังจากเม็ดยาทั้งหมดออกมาหากไม่สามารถกลั่นได้ในครั้งเดียวจนมีบางส่วนตกค้างอยู่ในร่างกาย ส่วนที่ตกค้างจะส่งผลเสียต่อร่างกายและการบ่มเพาะในอนาคตได้
หลังจากฝึกฝนทั้งคืนตอนเช้าเยี่ยซางก็ไปอาบน้ำที่ลำธารซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักแรมนักแล้วทั้งกลุ่มจึงมุ่งหน้าไปยังนครชื่อเหยียนต่อ
ตอนเที่ยงพวกเขาได้พบกับอินทรีปีกเขียว เยี่ยซางไม่รู้ว่าครั้งล่าสุดที่เจอมันคือพื้นที่แถวนี้หรือไม่ทว่าเขายังไม่ทันได้เตรียมพร้อมจะต่อสู้ ทุกอย่างก็จบลงไปแล้ว
ควรจะกล่าวว่าการต่อสู้ยังไม่เริ่มต้นเสียมากกว่าเพราะเมื่ออินทรีปีกเขียวปรากฏตัวขึ้นชิงจีก็กระโดดจากร่างของชิงเตียวแล้วใช้ดาบเพียงเล่มเดียวผ่าครึ่งอินทรีปีกเขียวจากหัวจนถึงหางโดยทันทีเสียแล้ว
หลังจากชิงจีฆ่าอินทรีปีกเขียวแล้วชิงเตียวก็บินวนไปรับอย่างทันท่วงที “ช่างรนหาที่ตายเสียจริง”
“อาจารย์น้าหกขอรับเราไม่ลงไปดูของดีจากมันหรือ?” เมื่อเห็นว่าชิงจีและหยางเหล่ยไม่ยอมหยุดพักเจ่อจ้วงก็ถามขึ้น
“สัตว์อสูรที่มีฐานการฝึกเจี่ยตันไม่มีของมีค่าอะไรในร่างกายของมันหรอก ช่างมันเถิด”ชิงจีส่ายหัวโดยไม่แม้แต่จะมองไปที่ร่างของอินทรีปีกเขียว
“เจ่ออู่เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนที่อาจารย์อาสิบสามกับข้าเดินทางจากนครชื่อเหยียนไปยังหุบเขาโอสถเราได้พบกับอินทรีปีกเขียวที่เกือบจะฆ่าเราไปแล้วด้วย” ถังเทียนยังคงรู้สึกหวาดกลัวเหมือนเดิมเมื่อคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งก่อน
“ในบ้านเกิดของเราก็มีสัตว์อสูรเช่นกันแต่มีกลุ่มพันธมิตรร้านค้าอยู่ในเมือง ถ้ามีสัตว์อสูรมาผู้คุ้มกันของกลุ่มพันธมิตรร้านค้าจะเป็นคนไปจัดการมันเอง ดังนั้นมันจึงไม่ได้คุกคามความปลอดภัย”เจ่อจ้วงกล่าว
“ไม่จำเป็นต้องพูดถึงถังเทียนหรอกครอบครัวของเขาอยู่ในนครชื่อเหยียน มีศิษย์ของหุบเขาโอสถอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว เจ่อจ้วงบ้านเกิดของเจ้าอยู่ที่ไหนกันครั้งนี้เราจะให้คนจากเมืองที่ใกล้ที่สุดไปดูแล อย่างไรตอนนี้มันก็รวมเป็นพื้นที่คุ้มครองแล้ว”ชิงจีถาม
“เมืองเจี้ยนหนานขอรับเป็นส่วนหนึ่งของนครชื่อเหยียน” เจ่อจ้วงกล่าว
“เช่นนั้นก็ดีพวกเราจะไปที่นครชื่อเหยียนเพื่อจัดการเรื่องนี้ สิบสามเมืองใหญ่ที่สุดที่ใกล้บ้านเกิดของเจ้าคือเมืองอะไร?” ชิงจีถามขณะที่นางมองไปเยี่ยซางที่อยู่ข้างหลัง
“ข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกันข้าออกจากภูเขาแล้วเจอเมืองหนึ่ง แต่หลังจากนั้นข้าก็ตรงไปที่หุบเขาโอสถเพียงอย่างเดียว”เยี่ยซางพูดอย่างเขินอายเล็กน้อย
“ไม่ต้องกังวลถ้าเรารู้ทิศทางแล้ว เราจะค่อยๆ มองหามันเอง” หยางเหล่ยพูดด้วยรอยยิ้มนางสามารถบอกได้ว่าเยี่ยซางรู้สึกผิดเล็กน้อย อีกฝ่ายดูกลัวว่าจะสร้างปัญหาให้นางกับชิงจี
วันต่อมาพวกเขามาก็ถึงนครชื่อเหยียนที่นอกเมืองมีคนสองสามคนมารับชิงเตียวและเทียนอวี่เยี่ยซางจึงทำได้เพียงให้เทียนอวี่ไปอยู่ในพื้นที่ฝึกสัตว์ชั่วคราว
เมื่อเข้าสู่นครชื่อเหยียนแล้วพวกเขาไม่ได้ไปที่คฤหาสน์ของเจ้านคร แต่กลับไปแวะรับประทานอาหารที่ร้านก่อน
ทันทีที่พวกเขาเข้าไปนั่งลงในร้านอาหารชายคนหนึ่งที่โต๊ะอื่นก็กดหมวกไม้ไผ่บนศีรษะลงแล้วรีบเร่งเดินออกไปทันที
“ศิษย์พี่หกข้าพบบุคคลแปลกๆผู้หนึ่ง ตอนแรกเขาดูสงบมาก แต่พอเห็นศิษย์พี่หญิงทั้งสองก็ดูเหมือนจะกลัวมากจนกดหมวกปิดหน้าแล้วรีบเดินออกไป”เยี่ยซางกล่าวหลังจากนั่งลง
“หน้าตาเป็นอย่างไร”หยางเหล่ยถามหลังจากจิบชา
“ข้าไม่ได้สนใจมากนักแต่เขามีเคราหนาและมีรอยแผลเป็นที่คอของเขา!” เยี่ยซางกล่าว
“ลัวซื่อไห่ไล่ล่ามัน!” หลังจากได้ยินคำพูดของเยี่ยซางหยางเหล่ยก็ตกใจจากนั้นใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าทันที เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยซางสีหน้าของหยางเหล่ยและชิงจีก็เปลี่ยนไป พวกเขาลุกขึ้นและรีบออกจากร้านอาหารโดยพลัน
เยี่ยซางก็เดินออกจากร้านอาหารเช่นกัน
“ตรงนั้น!”เยี่ยซางชี้ไปทางทิศตะวันตกของถนนหน้าร้านอาหาร แม้ว่าชายคนนั้นจะถอดหมวกออกแต่เยี่ยซางก็รับรู้ได้จากรูปร่างของเขา
“มันเป็นคนที่ฆ่าสิบสองวันนี้ข้าจะฆ่ามันเสีย” หยางเหล่ยคำราม เท้าของนางขยับจากนั้นก็พุ่งเข้าหาคนที่อยู่ข้างหน้า
เมื่อเห็นว่าพื้นหินใต้เท้าของหยางเหล่ยที่กระแทกแตกเป็นเสี่ยงๆเยี่ยซางก็ตกใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากยากจะจินตนาการได้ว่าร่างกายที่เพรียวบางของหยางเหล่ยกลับมีพละกำลังมากขนาดนี้ได้อย่างไร
ชิงจีก็ขยับตัวอย่างรวดเร็วเช่นกันร่างของนางสั่นไหวพร่าเลือนขณะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าบนใบหน้าของนางมีเจตนาสังหารอยู่ไม่ต่างกับกับหยางเหล่ยแม้แต่น้อย
“รีบตามไปดูเถิด”เจ่อจ้วงตะโกนและวิ่งไปข้างหน้า เมื่อเยี่ยซางได้ยินเสียงอีกฝ่ายตะโกน ก็รีบไล่ตามไป
ทุกคนออกมาเกือบจะพร้อมกันแต่ในชั่วพริบตาชิงจีและหยางเหล่ยก็พุ่งออกไปมากกว่าสิบหมี่ลัวซื่อไห่ที่อยู่ข้างหน้าก็เร่งความเร็วเช่นกัน
ทันทีที่เยี่ยซางเปลี่ยนความคิดเขาก็เรียกเทียนอวี่ “บิน!”
ในขณะที่เทียนอวี่ออกบินเยี่ยซางก็กระโดดขึ้นและใช้มือซ้ายของเขาคว้ากรงเล็บขวาของเทียนอวี่
“เทียนอวี่ถ้าข้าผลักมือไปทางซ้ายเจ้าก็บินไปทางซ้ายถ้าข้าผลักมือไปทางขวาเจ้าก็บินไปทางขวานะ ตอนนี้บินให้เร็วที่สุด”เยี่ยซางบอกกับเทียนอวี่เขาเข้าใจดีว่าการฆ่าลัวซื่อไห่มีหมายความอย่างไรสำหรับศิษย์ทั้งหมดของหลิ่วหยางอวี่
เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยซางเทียนอวี่ก็ร้องรับ มันกระพือปีกอย่างรวดเร็วแล้วบินด้วยระดับต่ำไม่ช้าเยี่ยซางและเทียนอวี่ก็สามารถตามชิงจีและหยางเหล่ยได้ทันเขาเห็นร่างของลัวซื่อไห่ ชิงจีและหยางเหล่ย ระยะห่างระหว่างนางและลัวซื่อไห่นั้นแคบลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เทียนอวี่ร้องออกมาอีกครั้งก่อนจะบินผ่านศีรษะของชิงจีและหยางเหล่ยไล่ตามลัวซื่อไห่ไป
“สิบสามกลับมา!” หยางเหล่ยตะโกนอย่างเป็นกังวล นางเป็นห่วงความปลอดภัยของเยี่ยซาง อย่างไรแล้วลั่วซีไห่ก็ไม่ใช่คนธรรมดาอีกฝ่ายสามารถฆ่าผู้ฝึกตนระดับเยี่ยซางได้ด้วยมือเดียว
“ศิษย์พี่เก้ารีบไปอย่าให้เขาหนีไปได้ ข้าจะพยายามสกัดไว้”เยี่ยซางตะโกนถือหอกสังสารวัฏไว้ข้างหลังเขาขณะเดียวกันก็ส่งปราณทั้งหมดในร่างไปแขนของเขา
ความเร็วของเทียนอวี่นั้นเร็วมากมันเข้าใกล้ลัวซื่อไห่มากขึ้นเรื่อยๆ
ยามนี้ลัวซื่อไห่ที่อยู่ข้างหน้าเขาหันกลับมามองและต้องการเปลี่ยนเส้นทางเข้าไปในตรอกเล็กๆ
อ้า!
เยี่ยซางเปล่งเสียงคำรามต่ำหอกสังสารวัฏในมือของเขาถูกขว้างออกไป เพื่อเปลี่ยนทางเส้นของลัวซื่อไห่ไม่ให้เข้าไปในตรอกเล็กๆนั้น
ลัวซื่อไห่ซึ่งกำลังจะวิ่งเข้าไปในตรอกเล็กได้ยินเสียงบางอย่างแหวกอากาศมาจากด้านหลัง เขารีบเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว และไม่กล้าเข้าไปในถนนสายเล็กๆอีก
ตอนที่ชิงจีและหยางเหล่ยเข้าไปในร้านอาหารลัวซื่อไห่จำพวกนางได้จึงรีบออกจากร้านอาหารโดยทันที หลังออกมาจากร้านอาหารเขาก็คิดว่าคงไม่เป็นอะไรแล้ว แต่เมื่อเห็นชิงจีและหยางเหล่ยวิ่งออกมาก็รู้ได้ทันทีว่าคงจบสิ้นแล้ว เขาจึงทำได้เพียงรีบหนีอย่างสิ้นหวังแต่ตอนนี้ทางหนีของเขาถูกขัดขวางโดยหอกสังสารวัฏของเยี่ยซางทำให้ระยะหว่างระหว่างชิงจีและหยางเหล่ยที่อยู่ข้างหลังเขาสั้นลง
หอกสังสารวัฏของเยี่ยซางพุ่งทะลุต้นไม้ใหญ่ริมถนนทีละต้นก่อนจะหยุดลงหลังจากผ่านต้นไม้ใหญ่มาสามต้น แล้วปักคาอยู่บนต้นไม้เก่าแก่ต้นที่สี่
เมื่อเทียนอวี่บินมาถึงต้นไม้ที่มีหอกสังสารวัฏติดอยู่เยี่ยซางก็กระโดดลงมา
“วนกลับมารับข้า”เยี่ยซางที่กระโดดลงจากเทียนอวี่ตะโกนบอก
หลังจากตะโกนเยี่ยซางก็ทุบกำปั้นขวาของเขาที่ปลายด้ามของหอกสังสารวัฏจากนั้นรีบคว้าหอกสังสารวัฏซึ่งหลุดออกจากลำต้นของต้นไม้ที่มันปักคาอยู่เขากระโดดขึ้นคว้ากรงเล็บอันแหลมคมของเทียนอวี่ที่บินกลับมาอีกครั้ง
ในเวลานี้ชิงจีและหยางเหล่ยกลับไล่ตามลัวซื่อไห่ด้วยตัวเองไปแล้วไม่ใช่ว่าพวกนางไม่ต้องการเรียกชิงเตียว แต่เป็นเพราะเส้นทางนั้นคดเคี้ยวเกินไปพวกนางไม่สามารถควบคุมชิงเตียวเหมือนแขนขาได้ อย่างไรแล้วชิงเตียวของพวกนางก็ไม่คล่องแคล่วเท่าเทียนอวี่
เทียนอวี่รีบบินตามหยางเหล่ยและชิงจีจนทันในที่สุด
“ศิษย์พี่เก้าขึ้นมา!” เยี่ยซางตระหนักว่าเขาไม่สามารถหยุดลัวซื่อไห่ได้ดังนั้นเขาจึงเรียกหยางเหล่ยให้ขึ้นมา
หยางเหล่ยได้ยินเสียงคำรามของเยี่ยซางนางก็กระโดดไปทางเทียนอวี่โดยฉับพลัน
เยี่ยซางไม่มีเวลาบอกเทียนอวี่ให้ยืดกรงเล็บไปให้หยางเหล่ยแต่หยางเหล่ยเลือกที่จะคว้าแขนซ้ายของเยี่ยซางที่จับกรงเล็บของเทียนอวี่อยู่แทน
เมื่อเห็นหยางเหล่ยและเยี่ยซางอาศัยเทียนอวี่บินไล่ตามชิงจีก็เรียกชิงเตียวออกมาเช่นกัน นางให้ชิงเตียวบินขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่ออ้อมไปดักอีกทางเป็นการป้องกันไม่ให้ลัวซื่อไห่หนีไป
ความเร็วของเทียนอวี่ทางด้านเยี่ยซางลดลงเล็กน้อย เนื่องจากลัวซื่อไห่เคลื่อนตัวเข้าไปในตรอกทำให้เทียนอวี่ไม่สามารถบินได้อย่างเต็มที่