“พวกเรายินดี!” จบคำของกู้อวี้ หยางเม่าหลินรีบกล่าวออกไปทันทีเรื่องนี้ยังต้องให้ปรึกษากันอีกหรือ ตนกำลังเครียดอยู่พอดีว่าจะทำอย่างไรกับน้องชายดีบุญคุณของคุณชายและแม่นางน้อยที่มีต่อพวกเขาสองพี่น้องชาตินี้คงไม่อาจตอบแทนได้หมดคงต้องตามไปชดใช้ต่อในชาติหน้า
กู้อวี้ไม่ได้รับปากในทันที เพียงแค่ให้คนทั้งสองลองปรึกษากันดูก่อน จากนั้นบอกให้รักษาตัวให้ดีก่อนจะขอตัวกลับ
ในขณะที่อีกด้านหลิ่วเหวินไฉไปแจ้งความกับที่ว่าการเช่นกันเพียงแต่โชคไม่ดีที่ไปแจ้งหลังจากที่หยางเม่าหลินไปมอบตัว โดยเพิ่งจะเอ่ยปากว่ามาแจ้งความก็ถูกเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการทำร้ายเสียแล้ว
“อะไรกันนักกันหนา ไฉนวันนี้ถึงมีคนมาแจ้งความเยอะนัก จะแจ้งความเรื่องใดอีก!”
“พอได้แล้ว ข้าเป็นซิ่วไฉ ข้าไม่แจ้งความแล้วก็ได้…”หลิ่วเหวินไฉเป็นบัณฑิตแต่ไม่รู้วรยุทธ์มีหรือจะทนได้ เพียงแค่วิงวอนร้องขอชีวิตออกมา
เจ้าหน้าที่ของที่ว่าการ “…”
‘ซิ่วไฉ?’
‘ไม่ใช่ว่าจะมามอบตัวหรอกหรือ’
‘แย่แล้ว พวกเขาตีผิดคน!’
แต่เจ้าหน้าที่ของทางการหรือจะยอมรับผิด
ไม่มีทาง!
แกล้งทำเป็นไม่รู้ดีกว่า!
“หากเจ้าเป็นซิ่วไฉพวกข้าก็เป็นจวี่เหรินแล้ว
“ไสหัวไป หากไม่มีธุระก็ห้ามมาที่นี่อีก หาไม่แล้วพวกข้าจะตัดขาเจ้าเสีย!”
เจ้าหน้าที่ของที่ว่าการนำตัวหลิ่วเหวินไฉออกมาโยนไว้ด้านนอก ท่าทีนั้นเฉกเช่นโยนสุนัขตายแล้วตัวหนึ่งก็ไม่ปานทั้งยังข่มขู่อีกว่า หากมาที่นี่อีกจะฆ่าให้ตาย
หลิ่วเหวินไฉรู้สึกรันทดใจอย่างยิ่ง ตอนแรกสาวใช้ในจวนขโมยเงินไปยามนี้ยังถูกเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการที่ไม่แยกแยะถูกผิดซ้อมอีก เรื่องนี้ทำให้เจ้าตัวได้บทเรียนมาหนึ่งบทนั่นคือการที่ตนเป็นซิ่วไฉไม่นับเป็นอะไรในสายตาเจ้าหน้าที่เหล่านี้ เช่นนั้นต้องเป็นถึงจวี่เหรินจึงจะใช้ได้!
เหลิ่วเหวินไฉพาร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลไปจนถึงโรงหมอ เคราะห์ดีที่เขาบาดเจ็บแค่เพียงภายนอกจึงไม่ต้องใช้เงินรักษาตัวมากมายแต่ถึงแม้เงินค่ารักษาจะไม่มากมาย ทว่าเขาก็ต้องควักเงินติดตัวที่มีอยู่ไปทั้งหมด
ด้วยความจนปัญญาจึงต้องไปหาผู้ดูแลร้านหนังสือฉีซั่นเพื่อขอเงินค่าหนังสือล่วงหน้าทางร้านเห็นหลิ่วเหวินไฉเป็นดังต้นไม้เงินต้นไม้ทองก็ย่อมยินดีจะจ่ายเงินล่วงหน้าให้อยู่แล้วอีกทั้งยังใจกว้างให้ไปถึงหนึ่งร้อยตำลึง ซ้ำยังถามถึงบาดแผลตามร่างกาย และให้เงินค่ารักษาตัวอีกสิบตำลึงเพราะไม่อยากให้บาดแผลนั้นส่งผลกระทบต่อการเขียนนิยายเรื่องต่อไป
หลิ่วเหวินไฉรับเงินมาพร้อมกับกล่าวขอบคุณก่อนจะนั่งรถเทียมล่อที่เถ้าแก่ของร้านหนังสือจ้างมาให้กลับจวน
ครั้นหญิงม่ายหลิ่วเห็นบาดแผลตามตัวบุตรชายก็ตกใจอย่างยิ่ง ‘คนสารเลวคนใดมันทำร้ายบุตรชายของข้าจนบาดเจ็บเช่นนี้!’
“ไป พวกเราไปแจ้งความกับที่ว่าการกัน” นางพูดพร้อมกับดึงชายแขนเสื้อหลิ่วเหวินไฉจะพาออกไปนอกจวน
ทว่าทันทีที่อีกฝ่ายได้ยินคำของมารดาก็รีบสะบัดแขนออก“ข้าสะดุดล้มต่างหาก!” พูดจบก็เดินกลับห้องแล้วปิดประตูดัง ปัง
หญิงม่ายหลิ่วถูกบุตรชายสะบัดแขนออกจนเกือบจะล้มลงไปกับพื้นใบหน้าเปลี่ยนเป็นตกตะลึงทันที นางนึกไม่ถึงว่าบุตรชายจะทำเช่นนี้กับตัวเอง แต่เมื่อมาคิดดูอีกทีเมื่อครู่อีกฝ่ายคงไม่ได้ตั้งใจจึงเดินไปเคาะประตู “เจ้าเป็นอะไรไปถูกใครรังแกมาใช่หรือไม่ มีผู้ใดกล้ารังแกเจ้า ข้าจะไปเอาคืนให้ ไม่ได้สิ ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องไปแจ้งความกับที่ว่าการเจ้าเป็นถึงซิ่วไฉ อย่างไรเจ้าหน้าที่ที่นั่นก็ต้องเห็นแก่หน้าเจ้า…”
“ท่านแม่เลิกพูดเถิด!” ทันใดนั้นประตูก็ถูกหลิ่วเหวินไฉเปิดออกมา เขาพูดกับมารดาด้วยน้ำเสียงคับแค้นใจ
“ท่านฟังไม่เข้าใจหรือ ข้าบอกว่าข้าสะดุดล้มเองไม่ได้ถูกผู้ใดรังแกทั้งสิ้น!” พูดจบก็ปิดประตูดัง ปัง อีกครั้ง
หญิงม่ายหลิ่วผงะไป นางนิ่งยืนอยู่กับที่อย่างตกตะลึงผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่ได้สติกลับคืนมา
หากมีผู้ใดในหมู่บ้านมาตะโกนใส่เช่นนี้ นางคงเถียงกลับแล้วแต่ผู้ที่ตะคอกใส่นางครั้งนี้คือบุตรชายสุดที่รัก แม้ในใจจะน้อยเนื้อต่ำใจถึงเพียงใดก็ทำได้แค่กล้ำกลืนมันลงไปช่างเถิด บุตรชายคงกำลังอารมณ์ไม่ดี นางไปทำอาหารดีกว่าทว่าพอเข้าไปในห้องครัวกลับพบว่าถังข้าวสารนั้นว่างเปล่า จึงต้องเดินกลับไปเคาะประตูห้องเรียกบุตรชายอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้
“คือ ที่บ้านไม่มีข้าวสารแล้ว”
ไม่นานนักประตูก็เปิดออก เงินหนึ่งก้อนถูกโยนออกมา มันกลิ้งหลุนๆ แล้วไปนอนแน่นิ่งอยู่ในน้ำสกปรกแอ่งหนึ่งไม่ใช่น้ำสกปรก แต่เป็นกองมูลต่างหาก ให้ตายสิ...เมื่อคืนยังไม่ได้จัดการกับมูลที่เพื่อนบ้านสาดใส่นางเลย
ภายในเมือง
ร้านหนังสือสองร้านที่จะวางขายนิยายเรื่องใหม่ต่างนำป้ายชื่อเรื่องมาแขวนไว้ที่หน้าร้านนิยายที่จะวางขายมีชื่อเดียวกัน แต่ผู้แต่งคนละคน ราคาก็คนละราคา
ผู้ซื้อที่ไม่ขาดแคลนเงินล้วนซื้อจากทั้งสองร้านส่วนผู้ซื้อที่ขาดแคลนเงินต่างมุ่งหน้าไปซื้อจากร้านที่มีราคาถูกกว่าทำให้ช่วงเช้าร้านหนังสืออวี้หลินขายดีกว่าร้านหนังสือชุ่ยเหวินมากนี่ทำให้เถ้าแก่ของร้านอวี้หลินยิ้มกว้างอย่างยินดีปรีดาเมื่อสุขอกสุขใจก็อยากจะไปเยาะเย้ยคน
คิดได้ดังนั้นจางต้าหย่งก็พาคนของตัวเองไปเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวหน้าร้านหนังสือชุ่ยเหวินพอไปถึงเห็นมีคนมากมายกำลังพูดคุยถึงนิยายสองเล่มที่เพิ่งออกวางขายในวันนี้อยู่พอดีต่างพูดกันว่าทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกันแต่ไฉนร้านหนึ่งถึงขายแพงอีกร้านขายถูก ซื้อจากร้านที่ถูกกว่าจะคุ้มค่าที่สุด
“ไอ้หยาเถ้าแก่หยางก็อยู่ด้วยหรือ เป็นอย่างไรบ้าง วันนี้นิยายเล่มใหม่มียอดขายดีหรือไม่”
หยางหงรุ่ยยิ้มตอบ ยกมือขึ้นกุมหมัดแล้วคารวะ “ก็พอใช้ได้อย่างไรก็สู้เถ้าแก่จางไม่ได้หรอก”
จางต้าหย่งเอามือไพล่หลังก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้ามาในร้านหนังสือชุ่ยเหวินเขาเดินวนไปรอบๆ ร้านหนึ่งรอบ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซือ[1] หน้าฉากกั้นลายภูเขาแม่น้ำหยางหงรุ่ยเห็นเช่นนี้ก็เดินตามมานั่ง ก่อนจะสั่งให้คนไปยกน้ำชามา
“ท่านนี่ใช้ไม่ได้เอาเสียเลยเหตุใดถึงขายนิยายชื่อเดียวกันกับข้า ท่านทำการค้าเช่นนี้ใช้ไม่ได้จริงๆเพียงแต่น่าเสียดายที่ตั้งราคาสูงเกินไป หากคิดจะปรับราคาลงตอนนี้ก็นับว่ายังทันอย่างไรก็คนทำการค้าด้วยกัน อีกอย่างข้าเองก็เป็นคนใจกว้างหากท่านยินดีเปลี่ยนชื่อ…”
หยางหงรุ่ยยกถ้วยชาขึ้นแล้วเอ่ยตัดบท “ชานี้ไม่เลว เถ้าแก่จางลองชิมดู”
พูดจบเปิดฝาถ้วยชาขึ้น หยางหงรุ่ยวนถ้วยชาสองสามรอบก่อนจะยกขึ้นจิบ กล่าวพลางยิ้มอ่อน“ใต้หล้านี้มีคนชื่อจางต้าหย่งมากมาย หากท่านทำให้พวกเขายอมเปลี่ยนชื่อแซ่ได้ข้าก็ยินดีจะเปลี่ยนชื่อนิยายเล่มใหม่ด้วยเช่นกัน”
จางต้าหย่งนิ่งชะงักไป
หยางหงรุ่ยกล่าวต่อ “ไม่ต้องพูดถึงเรื่องชื่อคน ชื่อเรื่องนิยายซ้ำกันก็มีถมเถไปข้าทุ่มเงินไปมากเพื่อซื้อนิยายเรื่องนี้มาจากในเมืองหลวงไม่เหมือนท่านที่จ่ายเงินไปเพียงแค่เล็กน้อยซื้อมาจากในตรอกซอกซอยเรื่องลดราคาอย่างไรก็คงไม่อาจทำได้ แม้จะเป็นนิยายที่คัดลอกออกมาแล้วเก็บอยู่ในคลังสินค้าก็ไม่อาจลดได้!”
จางต้าหย่งแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างเย็นชาก่อนจะกล่าวว่า “เถ้าแก่หยางท่านช่างร่ำรวยเสียจริง ข้าไม่อาจเทียบได้เลยนิยายเรื่องตำนานเก้าสวรรค์ของร้านข้าขายดีอย่างมากข้าคงไม่อาจอยู่ที่นี่คุยเล่นเป็นเพื่อนท่านได้นาน ข้าต้องรีบกลับไปช่วยงานที่ร้านแต่ในเมื่ออย่างไรข้าก็มาแล้ว เช่นนั้นจะช่วยอุดหนุนนิยายเล่มใหม่ของท่านก็แล้วกันข้าขอซื้อหนึ่งเล่ม!”
หยางหงรุ่ยลุกขึ้นยืนส่งแขก “เช่นนั้นข้าก็ขอขอบคุณท่านมากทั้งหมดหกตำลึง!”
จางต้าหย่งสั่งให้คนของตัวเองจ่ายเงินหกตำลึงให้แก่เถ้าแก่หยางทันทีที่เดินพ้นประตูร้านตะโกนเสียงดังว่า “เถ้าแก่หยางราคานิยายเรื่องตำนานเก้าสวรรค์ของท่านหนึ่งเล่มเท่ากับราคานิยายเรื่องใหม่ของข้าสองเล่มทำการค้าจะโลภมากไม่ได้ หาไม่แล้วต่อให้มีคนรู้จักมาช่วยซื้อก็คงช่วยได้ไม่กี่มากน้อยทุกท่านโปรดฟังทางนี้ นิยายเรื่องตำนานเก้าสวรรค์ของร้านอวี้หลินขายเล่มละสามตำลึงในคลังเหลืออีกแค่ไม่กี่เล่มแล้ว ผู้ใดสนใจรีบไปจับจองหาซื้อกันเถิด ไปเร็วก็ได้ไปช้าก็อด หากซื้อไม่ทันก็จะต้องรออีกครึ่งเดือน…”
ทุกคนที่ก่อนหน้านี้ยืนมุงอยู่หน้าร้านชุ่ยเหวินอย่างลังเลพอได้ยินประโยคนี้ก็รีบพากันวิ่งไปยังอีกร้านทันที
จางต้าหย่งเห็นเช่นนี้ก็จงใจหันไปยิ้มเยาะเย้ยให้แก่หยางหงรุ่ย
ผู้ดูแลร้านชุ่ยเหวินเห็นท่าทางของจางต้าหย่งแล้วก็รู้สึกเดือดดาลยิ่งนัก“เถ้าแก่ ท่านดูเขา มาแย่งลูกค้าถึงหน้าร้านของพวกเรา!”
[1]เก้าอี้ไท่ซือเก้าอี้ไม้ของจีน มีพนักพิงด้านหลังและมีที่วางแขนด้านข้าง