
.....แสงแดดยามสายสาดส่องลงมาทางหน้าต่างไม้ของร้านน้ำชาขนาดกลางในหมู่บ้านเล็กๆ กลิ่นชาหอมกรุ่นและเสียงจานชามกระทบกันดังลั่น ผสมกับเสียงพูดคุยคลอเคล้ากันอย่างคึกคัก
โต๊ะไม้เก่าๆ หนึ่งมุมมีหญิงสาวสองคนและชายหนุ่มนั่งพูดคุยกันซุบซิบอย่างลับๆ
“ได้ยินไหมล่ะ ว่า สำนักหยางหลงถูกมือสังหารล้างเผ่าจนแทบไม่เหลือซาก!” หญิงสาวคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ใช่ๆ แล้วก็มีอีกสองสำนักที่ไม่มีใครกล้าพูดชื่อ แต่โดนสังหารโเี้ไม่แพ้กัน” ชายหนุ่มตอบ พลางผงกหัวหนักๆ
“เขาว่ากันว่า มือสังหารนั่นมีดอกไม้ปีศาจสีดำทมิฬติดตัวด้วยนะ!” หญิงสาวอีกคนเสริมเสียงหวาดกลัว
“ดอกไม้ปีศาจ? โถ่ นั่นมันเื่เล่าหลอกเด็กไม่ใช่เหรอ?” คนโต๊ะข้างๆ หันมาสวนกลับพร้อมกับยักไหล่ “แต่ถ้าเป็เื่จริงล่ะก็ สองสำนักนั่นคงตายไม่เป็ท่าแน่ๆ”
เสียงหัวเราะเบาๆ จากคนโต๊ะใกล้เคียงทำให้บรรยากาศเบาลง
ในขณะที่สามคนนั้นยังคุยกันอย่างสนุกสนาน เสี่ยวเอ้อก็เดินยกถาดอาหารมาถึงโต๊ะ พร้อมรอยยิ้มกวนๆ
“เอาของว่างมาส่งครับท่าน” เสี่ยวเอ้อพูดพร้อมหยอดตาใส่หญิงสาวสองคน
“เสี่ยวเอ้อ เ้าก็มาร่วมวงนินทาด้วยซิ” หนึ่งในหญิงสาวยั่วเล่น
เสี่ยวเอ้อหัวเราะเสียงดัง “ก็ได้ๆ ผมขอแจมด้วย! มือสังหารนั่นถ้าต้องเจอผมเข้าไปล่ะก็... ผมว่าคงกลัวจนวิ่งไม่ทัน ฮ่าๆ!”
“กลัวจริงไหมล่ะ?” ชายหนุ่มหัวเราะ “เสี่ยวเอ้อ หน้าอย่างนาย จะไปสู้กับมือสังหารระดับเซียนได้ยังไง?”
“ก็เอาเถอะ ฉันว่าถ้าเสี่ยวเอ้อทำหน้าเคร่งขรึมใส่มือสังหารล่ะก็... คงไม่มีใครกล้าจัดการนะ!” หญิงสาวแหย่เล่น
ทุกคนหัวเราะกันครื้นเครง
แต่ชายหนุ่มกลับเบ้ปากพูดขึ้น “แต่ถ้าข่าวพวกนี้แพร่ไปทั่ว สักวันมือสังหารจะได้ยินเข้า... แล้วพวกเรานี่แหละที่น่าจะหนีไม่พ้น”
เสี่ยวเอ้อยักไหล่ “ก็ต้องหวังว่าเ้ามือสังหารจะไม่อยากยุ่งกับพวกเรานะ ฮ่าๆ”
หญิงสาวอีกคนพูดด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด “ก็หวังว่างั้นนะ แต่ข่าวลือแบบนี้ มันเหมือนลมพายุที่กำลังจะมา…”
เสียงพูดคุยและหัวเราะค่อยๆ เบาลง เมื่อภาพของมือสังหารที่ล้างสำนักหยางหลงและสำนักอื่นๆ อย่างโเี้ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของทุกคน
ในมุมมืดของร้านน้ำชา ใต้แสงอ่อนๆ ของโคมไฟ เสียงคนหนึ่งนั่งเงียบๆ ... หลี่หานเหวิน เขานั่งจิบชาอย่างนิ่งสงบ ราวกับไม่ได้สนใจเสียงนินทาทั้งหมดนี้เลย....
เมื่อเดินออกจากโรงน้ำชาเขาเหลือบเห็นชายแก่ที่คุ้นเคย "เฒ่าฉีเตา" เขาเข้ามาทำอะไรในเมืองแห่งนี้? หานเหวินคิดในใจ
เฒ่าฉีเตาเข้าไปร้านขายโลงศพ สักพักเขาถือกระดาษกงเต๊กออกมาปึ้งใหญ่ ตอนแรกหานเหวินไม่สนใจจะเดินจากไป แต่สุดท้ายก็อดสงสัยไม่ได้จึงแอบตามเฒ่าฉีเตามาด้านหลังแบบลับๆ
เฒ่าฉีเตาเดินเข้าไปทีู่เาด้านหลังเขาก่อนจะเข้าเขตสำนักอวิ๋นหลิน ตรงจุดนี้ไม่ห่างจากบ้านของผู้เฒ่าเท่าไหร่
พบว่ามีป้ายหินหลุมศพทำแบบง่ายๆ ตาเฒ่าหยิบกระดาษเผาใบกงเต๊กพร้อมรินเหล้าลงพื้นให้ โดยไม่พูดอะไร ทำอยู่สักพักจนกระดาษเผาหมด ผู้เฒ่าก็เดินจากไป
หานเหวินออกมาจากที่ซ่อนตัวเดินมาที่ป้ายหลุมศพ ใจเขาเต้นแรง หายใจไม่ทั่วท้อง ในใจภาวนาขออย่าให้เป็คนๆนั้น คน....ที่เขายังคิดถึงเสมอ
หานเหวินค่อยๆดูป้ายอย่างประหม่า เมื่อเห็นป้ายเขาก็ถึงกับทรุดตัวลงกับพื้น "พี่!"
แต่ก่อนที่น้ำตาจะร่วง หานเหวินจับรังสีอำมหิตได้ เขาจึงสั่งกระบี่พุ่งลอยไปตรงนั้น
"ข้าเอง" ชายชราพูดพรางใช้สองนิ้วจับปลายกระบี่ไว้อย่างมั่นคง เขาก็คือเฒ่าฉีเตานั่นเอง
"ข้ามีของๆเขาจะให้เ้า" แล้วผู้เฒ่าก็หยิบป้ายไม้ชื่อ "เจี้ยงหยวน ศิษย์ระดับ 1 แล้วไง"
หานเหวินสั่งกระบี่กลับมาและรับป้ายไม้ศิษย์พี่มาด้วย ข้อความกวนๆแบบนี้แหละ ใช่เขาไม่ผิดแน่
"เ้าจะแก้แค้นหรือไม่ก็ตามใจ แต่อย่าศาลานั่งเล่นตรงริมน้ำนั่น เพราะศิษย์พี่เ้าเขารักเขาเคยนั่งเล่นอยู่ตรงนั้น คนเดียว"
"ใครๆก็บอกว่าศิษย์พี่เ้าสดใสร่าเริง แต่ที่จริงเขาไม่มีเพื่อนสนิทเลย ข้าเห็นเขามาั้แ่เด็กๆ ก็มีเ้าเป็คนแรกนี่แหละที่เขายิ้มหัวเราะได้จริงๆ"
พูดจบผู้เฒ่าก็หันหลังเดินกลับกระท่อมอย่างใจเย็น
หานเหวินยืนตัวแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือดและดวงตากลมโตชื้นน้ำ เหงื่อเย็นซึมตามซอกคิ้ว ร่างกายสั่นเทาแต่ใจกลับแน่วแน่ เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ ไร้เมฆหมอกใด ๆ เหมือนโลกนี้ยังคงหมุนไปอย่างไม่สนใจความสูญเสียที่เขาเพิ่งประสบ
น้ำตาค่อย ๆ ไหลรินลงแก้ม ใบหน้าที่เคยแข็งแกร่งกลับเปราะบางอย่างไม่น่าเชื่อ หานเหวินก้าวเข้าไปใกล้ หลุมศพกลายเป็ที่พิงแห่งความทรงจำอันเ็ป
แล้วดอกหงเซียนดำก็ดูดน้ำตานั้นไปหมด หานเหวินพยายามจะร้องไห้ แต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาอีกเลยเพราะพลังของดอกไม้ปีศาจ เขาจึงหัวเราะเสียงดังด้วยเสียงที่เ็ปที่สุดในหัวใจ....
.....หานเหวินยืนอยู่กลางป่าทึบ สายฝนโปรยปรายเหมือนน้ำตาที่ตกลงมาไม่หยุด
หัวใจแตกสลายเมื่อรู้ว่าศิษย์พี่ เจี้ยงหยวน จากไปแล้ว
โลกทั้งใบเหมือนพังทลายรอบตัว มือของเขากำกระบี่แน่น
สายตาว่างเปล่า แต่ร่างก้าวเข้าไปในป่าลึก ฝนชโลมเสื้อผ้า ผมเหนียวติดใบหน้า
ความเ็ปทั้งหมดถูกระบายผ่านดาบ แต่ละฟันดาบของหานเหวินไม่ใช่จังหวะธรรมดา
ลำแสงสีเงินผุดขึ้นตามทางดาบ ส่องแสงท่ามกลางฝนและหมอก
ทุกฟันดาบพัดพา ใบไม้รอบตัวหมุนวนขึ้นตามการเคลื่อนไหว
เหมือนธรรมชาติเองก็เข้าร่วมรำลึกถึงความเศร้า
ร่างเขาหมุนตัว ฟาดฟัน จ้วงแทง เส้นสายดาบพริ้วไหวราวกับวาดลวดลายในอากาศ
ดวงไฟเล็ก ๆ ของิญญาเก่าโผล่ขึ้นเป็ประกายตามทางดาบ ทุกจังหวะคือบทเพลงแห่งความสูญเสีย
ฝนตกแรง เสียงน้ำกระทบพื้น เสียงลมพัดใบไม้ผสมกับเสียงดาบ ทุกจังหวะสะท้อนความทรงจำ
ใบหน้าของเจี้ยงหยวนปรากฏในหัวใจเขา รอยยิ้ม เ้าเล่ห์ เสียงหัวเราะ และคำพูดกวนตีนแว่วขึ้นในความคิด
แต่แล้วก็เลือนหายเหมือนฝนที่พร่างพราย
ความคิดถึงเจี้ยงหยวนพร่าเลือน ปนกับความโศกเศร้าและความช็อก
หานเหวินหมุนตัวต่อ ฟาดฟันจนร่างกลายเป็ เงาแห่งเทพเซียน
ทุกฟันดาบคือคำอาลัย ทุกจังหวะคือความเศร้า
ใบไม้หมุนวนรอบตัวลอยตามดาบ
ลำแสงและดวงไฟิญญาสาดส่องราวกับจักรวาลสะท้อนอารมณ์ของเขา
ร่างเขาคลายความเ็ปไม่ได้ แต่กระบวนท่ากระบี่เต็มไปด้วย พลังและความสง่างามเหนือจอมยุทธ
ความคิดถึงเจี้ยงหยวนแทรกเข้ามาในทุกจังหวะ
หานเหวินร้องไห้ ฟาดฟันต่อในความมืดมิดและสายฝนที่ไม่รู้จบ.....