เทียนฟางลืมตาตื่นมาในเช้าวันใหม่หลังจากพักผ่อนมาหลายราตรี ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้หายเป็ปลิดทิ้งไปนานหลายวันแล้วเหลือทิ้งเพียงอาการติดขัดยามขยับตัวอยู่บ้างเล็กน้อยเท่านั้นไม่ง่ายเลยกับการต่อสู้กับสำนักบัวหิมะในศึกที่ผ่านมาและพวกพ้องยามนี้ต่างเริ่มต้นเดินทางไปตามเส้นทางของแต่ละคนเป็ที่เรียบร้อยแล้วบางทีเขาเองก็สมควรเริ่มต้นก้าวเดินต่อไปได้เสียที
เทียนฟางขยับร่างเล็กน้อยลุกออกจากเตียงที่นอนจนรู้สึกคุ้นเคยใน่หลายวันมานี้ก่อนจะเริ่มจัดเก็บหมือนและผ้าห่มให้เรียบร้อยเช่นทุกวันสองมือง่วนทำงาน ในใจพลันคิดถึงยามปู่ของเขาพร่ำบ่นยามที่เขาดื้อรั้นไม่ยอมเก็บที่นอนยามเช้าความรู้สึกคิดถึงบ้านประเดประดังเข้าสู่หัวใจจนอดคิดถึงเสียไม่ได้
กระท่อมหลังเก่าบัดนนี้จะเป็เช่นไร...จะยังคงอยู่ดีเช่นเดิมหรือพังทลายลงไปเสียแล้วตามกาลเวลา
กลิ่นหอมจางๆ พัดผ่านมาตามกระแสลมเย็นฉ่ำให้ได้ชื่นเชย เทียนฟางสูดหายใจเข้าลึกรู้สึกสดชื่นกว่าที่เป็อยู่ราวกับพลังแห่งฟ้าดินนั้นซึมซับเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างสะดวกดายยิ่ง ก้าวเท้าไปอย่างเนิบช้ามั่นคงก่อนเปิดประตูห้องออกไปยังเบื้องนอก ตัวตึกที่มันอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะมองคราใดความใหญ่โตโออ่าของสมาคมการค้าอัสนีประจำหุบเขาทมฬยังชวนให้ตื่นตะลึงแลประทับใจได้เสียทุกครา
ทางเดินทอดยาวก่อนจะหักเลี้ยวไปทางขวามือบันไดไม้แกะลสักรูปดอกไม้และเหล่าสกุนาโบยบินยังปรากฏอยู่ตามรายทางรวมถึงผนังทั้งสองด้าน ราวกับภาพสลักมีชีวิตบางครั้งเทียนฟางถึงกลับได้ยินเสียงนกเ่าั้ส่งส่งร่ำร้องเจื้อยแจ้วใช้เวลาไม่นานหลังจากเดินตามบันไดที่ทอดยาวลงมาห้องโถงด้านล่างถึงหกชั้นในที่สุดเทียนฟางก็มาถึงด้านล่างสุดได้เสียที
หลังจากสอดส่ายสายตาเสาะหาิิอยู่ไม่นานเขาก็พบว่าหญิงสาวกำลังเดินมาทางเขาก่อนจะหยุดยืนและย่อกายทักทายเขาเช่นเดียวกับทุกครั้ง
“สัมภาระที่นายท่านร้องขอทางเราจัดเตรียมให้เป็ที่เรียบร้อยแล้ว” หญิงสาวพูดพลางยืนกระเป๋าสัมภาระขนาดไม่ใหญ่นักให้เขาภายนอกทำเป็กิ่งไม้สานอย่างง่ายๆเพื่อป้องกันการปล้นชิง สิ่งของยิ่งหรูหราเพียงใดย่อมดึงดูดหอกดาบมากเท่านั้น เทียนฟางที่ต้องเดินทางไกลเพียงลำพังย่อมสะดวกกว่าหากทำตัวให้เรียบง่ายที่สุด
ชายหนุ่มพยักหน้าตอบกล่าวคำขอบคุณและร่ำลาเล็กน้อย จัดแจงยกกระเป๋าสัมภาระขึ้นสะพายหลังเสื้อผ้าที่รเรียบง่ายธรรมดาเช่นเดียวกับเหล่าชาวยุทธ์ทั่วไปแท้จริงคุณภาพสูงล้ำเทียบเท่าชุดคลุมดอกท้อเมื่อครั้งได้รับจากผู้คุมตึกกระบี่สีเงินเงางามถูกเหน็บเอาไว้กับกระเป๋า จัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมอีกเล็กน้อยจึงหันเดินออกมาจากสมาคมการค้าอัสนี
ข้างเอวห้อยไว้ไว้ด้วยป้ายไม้ธรรมดาแผ่นหนึ่งสลักคำว่า อัสนีทับกับรูปสลักสายฟ้าฟาด บ่งบอกสถานะศิษย์สายนอกแห่งสำนักอัสนีครามเื้ัแห่งสมาคมการค้าอัสนีที่กระจายตัวอยู่ทั่วภูมิภาคให้แก่ผู้ที่พบเห็น อย่าเห็นว่ามันเป็เพียงป้ายไม้ธรรมดาเพราะผู้คนในหุบเขาอสูรทมิฬต่างรู้ว่าการตอแยสมาคมการค้าอัสนีนั้นน่าหวั่นเกรงเพียงใด
ระยะเวลาไม่ถึงเดือนข่าวสำนักบัวหิมะแห่งเมืองต้นหลิว ถูกจัดการสังหารหมู่ภายในค่ำคืนเดียวกลับแพร่สะพัดราวกลับไฟลามทุ่งตอกย้ำคำเตือนก่อนหน้าได้ดีกว่าสิ่งใด
เทียนฟางมารู้ภายหลังว่าเหล่าผู้าุโหลายสิบคนรวมถึงฟ่านลู่ หลังจากสังหารผู้คุมตึกต้วนอันไปได้คิดอาจหาญปล้นชิงสมาคมการค้าอัสนีสาขาเมืองต้นหลิว โดยที่ไม่ได้คาดคิดกลับต้องจบชีวิตลงอย่างเอน็จอนาจด้วยน้ำมือของของสตรีนางเดียว มิหนำซ้ำแม้แต่ฟ่านผู้ที่เป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตจิติญญาปฐีกลับต้องยอมสละแขนข้างหนึ่งเพื่อหลบหนี แถมยังได้รับาเ็ภายในอย่างหนัก
คิดถึงเื่นี้แล้วช่างชวนปวดใจผู้าุโต้วนอันแม้ไม่ได้สนิทชิดเชื้อแต่ก็ลอบช่วยเหลือพวกเขาหลายครั้งครามาตอนนี้กลับต้องจบชีวิตไปก็อดใจหายไม่ได้ แต่ที่น่าแปลกใจกลับเป็ผู้หญิงที่สามารถจัดการฟ่านลู่และคนอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย
ผู้จัดการสาขาสมาคมการค้าอัสนีประจำหุบเขาอสูรทมิฬเซียวซู! ช่างเป็สตรีที่น่าหวั่นเกรงอย่างแท้จริง
“ถึงเวลาที่เราต้องก้าวเดินต่อไป...แม้ว่าการก้าวเดินที่ว่าจะเป็การเดินกลับบ้านก็เถอะนะ”เทียนฟางยิ้ม เขาสะบัดหัวเล็กน้อยเพื่อไล่ความสับสนภายในจิตใจให้ออกไปจนหมดสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนที่จะก้าวเดินไปตามถนนหนทางที่ทอดยาวไปสู้ประตูเมืองเบื้องหน้า
สมกับเป็เมืองหลวงของหุบเขาอสูรทมิฬที่นี้คลาคล่ำไปด้วยร้านค้ามากมาย สำนักคุ้มภัยจำนวนมากต่างสามารถพบเจอราวกับต้นหญ้าริมทางสำนักฝึกยุทธ์ใหญ่น้อยต่างประดับประดาตำตึกของตนเองจนโอ่อ่าใหญ่โต ผู้คนหลากหลายจนชวนให้เวียนหัวยามมองเห็นหูที่แทบหนวกเพียงเดินผ่านร้านรวงที่ะโเรียกลูกค้าไม่ขาดสายช่างเป็ภาพที่มีชีวิตชีวาไม่ได้
มาถึงตรงนี้ก็อดคิดถึงคนอื่นๆ ไม่ได้ ทิวรั่วซานคงกำลังจัดการเื่ราวต่าง ๆ ในพรรคดินแดนมารฟ้าส่วนเยี่ยซุนก็คงกำลังหาทางช่วยเหลือฟงหยานอย่างสุดความสามารถ สักวันคงได้เจอกันอีกไม่สิ...จะต้องได้เจอกันอีกแน่
เทียนฟางกระชับกระเป๋าสัมภาระบนหลังก่อนจะก้าวเดินจนพ้นประตูเมืองอกมาในที่สุด “เขาเลือกที่จะเดินทางไปกับกองคาราวานพร้อมกับผู้ร่วมเดินทางคนอื่นๆ
ทั้งพ่อค้าจอมยุทธ์ บัณฑิต ปะปนกันไปหมด คาราวานที่มีผู้เดินทางร่วมร้อยคนย่อมไม่สามารถเดินทางได้เร็วนัก แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของเทียนฟาง เขานั่งขัดสมาธิอยู่ตรงมุมเล็กๆมุมหนึ่งท้ายเกวียนก่อนที่จะค่อยๆชักนำพลังแห่งฟ้าดินให้ไหลเวียนเข้ามาในร่างผ่านจุดลมปราณตามร่างกายก่อนจะชักนำให้มันโคจรไปตามวิถีเคล็ดวิชาโลหิตสังหารอย่างเงียบๆ
เสียงพูดคุยจอแจภายในเกวียนที่โดยสารมาแว่วให้มาได้ยินแต่ก็ไม่ได้ทำให้เทียนฟางเสียสมาธิแต่อย่างไร
“พี่ชายท่านกำลังจะไปที่ใดดูจากการแต่งตัวท่านน่าจะเป็บัณฑิตมากกว่าผู้ฝึกยุทธ์นะ”เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น
“ใช่แล้วท่านข้าเป็บัณฑิต มิใช่จอมยุทธ์จริงอย่างที่ท่านกล่าว ข้ากำลังเดินทางไปยังเขตน้ำหนาวเพื่อสอบเป็ข้าราชการในเมืองแห่งนั้น นี่ก็เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนแล้ว”
“เป็เช่นนั้นชีวิตบัณฑิตเช่นพวกท่านดูท่าจะลำบากไม่น้อย แต่เขตน้ำหนาวมิใช่ว่าต้องผ่านหุบเขาธงม่วงที่นั่นกลุ่มโจรกล้าแข็งท่านมิหวั่นเกรงความตาย?”
“ใครเล่าจักมิกลัวความตายเล่าพวกท่านเป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์ยังหวั่นเกรงแม้เพียงได้ยินชื่อ กลุ่มโจรธงม่วงนับประสาอะไรกับคนธรรมดาอย่างข้าเล่า”
“แล้วท่านจะทำเช่นใด”ชายอีกคนเอ่ยถามอย่างสงสัยคนเราหากรู้ว่ามีอันตรายสมควรเลี่ยงเลี่ยงหาใช่วิ่งเข้าหาเช่นนี้ สิ่งที่จะทำให้คนผู้หนึ่งมีความกล้าทำเื่บ้าบิ่นเช่นนั้นมีเพียงคนผู้นั้นได้เตรียมการป้องกันไว้ก่อนแล้วและก็เป็ดั่งที่คิด บัณฑิตกล่าวถึงที่มาของความกล้าบ้าบิ่นครั้งนี้ว่า
“พวกท่านมิได้สังเกตหรือว่าขบวนคาราวานขบวนนี้มีกองกำลังหนึ่งที่ดูแตกต่างจากผู้อื่น”
“หรือเ้ากำลังพูดถึงกลุ่มสำนักคุ้มภัยประกายดารา”
ชายผู้เป็บัณฑิตพยักหน้ารับคำก่อนที่กล่าวตอบไปว่า “ใช่แล้ว สำนักคุ้มภัยประกายดาราเป็ถึงสำนักคุ้มภัยอันดับต้นๆในเมืองหลวงของหุบเขาอสูรทมิฬทั้งกองกำลังที่นำมาครั้งนี้ไม่มีผู้ใดอยู่ต่ำกว่าขอบเขตรวบรวมลมปราณ อีกทั้งครั้งนี้นายน้อยแห่งสำนักคุ้มภัยประกายดาราเสี่ยวเหยียน ยังมาเองอีกด้วย”
“หรือเ้าหมายถึงนายน้อยเหยียน อัจฉริยะที่ก้าวเข้าสู้ขั้นสูงสุดของขอบเขตรวบรวมลมปราณทั้งที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปีผู้นั้น”
บัณฑิตพยักหน้าก่อนที่เสียพูดคุยสนทนาระหว่างคนอื่นๆจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
เทียนฟางลืมตาขึ้นเมื่อตะวันลาลับขอบฟ้าดวงดาราเริ่มส่องประกาย เขาสูดหายใจลึกก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดบิดร่างไปซ้ายทีไปขวาทีอย่างเมื่อยขบ เทียนฟางเดินออกไปนอกเกวียนก่อนจะเลือกนั่งลงข้างกองไฟกองหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนักหยิบเนื้ออสูรที่ิิเตรียมไว้ให้ บรรจงเสียบไม้อย่างพิถีพิถัน ก่อนจะย่างไฟอีกเล็กน้อยกลิ่นหอมของมันลอยฟุ้งจนคนอื่นที่อยู่ใกล้ต่างหันมามองด้วยสายตาที่อิจฉา บางคนถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างช่วยไม่ได้บางคนทนไม่ไหวทำท่าจะเดินเข้ามาขอแบ่งเนื้อย่างกับเทียนฟาง แต่ก็ถูกคนอื่นดึงไว้ก่อนที่จะชี้ไม้ชี้มือมาที่บริเวณข้าเอวของเทียนฟาง
ป้ายอัสนีที่เป็แผ่นไม้!...สัญลักษณ์แห่งสถานะที่น่าหวั่นเกรงใน่นี้
หลายคนถอดใจก่อนที่จะนั่งลงด้วยความเสียดายแต่พวกเขาก็หวาดหวั่นเกินกว่าจะกล้ามาขอส่วนแบ่งเทียนฟางแม้รับรู้แต่ก็เลือกที่จะนิ่งเฉย เพื่อผูกมัดตัวเขาให้เข้าร่วมกับสมาคมการค้าอัสนีเซียวซุที่เป็ที่หวั่นเกรงสำหรับคนอื่นกลับยอมลงให้เขาหลายต่อหลายส่วนเนื้อที่ิิเตรียมเอาไว้ให้เขาแน่นอนว่าต้องเป็ของคุณภาพสูงที่แม้แต่ผู้ร่ำรวยหลายคนยังต้องทบทวนหลายต่อหลายหนเพื่อซื้อมันสักครั้งนี่รวมถึงของใช้อื่นๆด้วยเช่นกัน
แต่เหมือนว่าจะไม่ใช่ทุกคนที่หวั่นเกรงเทียนฟาง
ชายวันกลางคนในร่างกำยำคนหนึ่งสวมใส่เสื้อผ้ากระชับได้รูป หัวไหล่ประดับเกราะอ่อน ประทับตราเป็รูปดวงดาวกำลังส่องประกายท่ามกลางม่านเมฆายามรัตติกาล เพียงมองดูก็รู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้อยู่สังกัดใดร่างกำยำเดินถือค้อนขนาดใหญ่เอาไว้ในมือคราบเืที่แห้งเกรอะกรังติดกับตัวค้อนถูกทิ้งเอาไว้อย่างจงใจทำให้ผู้คนที่พบเห็นต่างอดรู้สึกขนลุกได้ความหวาดกลัวไม่ได้
เมื่อชายคนดำกล่าวเดินมาถึงคนอื่นๆที่เหลือต่างพากันถอยกรูไปกันคนละทิศละทางอย่างรู้งานในใจร่ำร้องว่าค่ำคืนนี้คงเป็ค่ำคืนที่โหดร้ายสำนักเด็กน้อยผู้นั้นแล้วบางคนถึงกลับกระซิบกระซาบขอระดมทุนเอาไว้จับจ่ายยารักษาเพื่อมอบให้เด็กน้อยเป็การผูกสัมพันธ์ในภายหลัง
ตึงงงงง!!
เสียงค้อนกระแทกกับพื้นดังดังสนั่นยิ่งในราตรีที่สงัดเช่นนี้ เรียกให้ผู้คนหันมาให้ความสนใจเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็ตาเดียวชายถือค้อนทำท่าทางขึงขังมันยืดอก ราวกับกับลังสะกดข่มเด็กน้อยเบื้อหน้าเอาไว้ก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงห้วนๆ ว่า
“เนื้ออสูรวัวหิมะแดนเหนือมิสมควรถูกกินด้วยเด็กเมื่อวานซืนเช่นเ้า ส่งมันมาให้ข้าซะนั่นรวมถึงส่วนที่เหลือในกระเป๋าของเ้าด้วย นายน้อยเหยียนอุตส่าห์เมตตารับของจากเ้าเ้าควรยินดีให้มากแล้ว”
“ไม่”