เมืองหลวง แคว้นหลิงหนาน
ปลายวสันต์ต้นคิมหันต์ของทุกปี โดยปกติแล้วเป็่เวลาที่ต้นไม้ใบหญ้างอกเงยทัศนียภาพวิจิตรงดงามเสมอมา แต่ในเช้าวันนี้ฝนกลับเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ท้องฟ้ามืดมิดั้แ่เช้าจนผู้คนต่างพากันหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในเรือน หยุดพักกิจกรรมกลางแจ้งที่มองแทบไม่เห็นแสงอาทิตย์ แม้ว่ายามนี้จะเป็่เวลาบ่ายคล้อยแล้วก็ตาม
ภายในจวนแม่ทัพใหญ่สกุลหลี่ฝั่งตะวันออก ผ่านประตูฉุยฮวา (ประตูใหญ่กั้นพื้นที่ระหว่างพื้นที่ส่วนหน้ากับส่วนในของจวน) ร่างแบบบางของหญิงสาวเ้าของดวงหน้างาม นอนหลับตาไม่สนิทดิ้นรนอยู่บนเตียงไม้ขนาดใหญ่ปูด้วยผ้าห่มสีขาวนวลฉลุลายโบตั๋นสีชมพูอ่อนอยู่เพียงลำพัง
แม้ว่าฝนที่ตกมาทั้งวันจะทำให้อากาศโดยรอบหนาวเย็น แต่หลี่จื่ออิงบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านแม่ทัพใหญ่หลี่หยวนตงกลับนอนร่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“พี่ชาย..ท่านพูดอะไร พี่..ช่วยข้าด้วย..ทรมาณเหลือเกิน” มือเล็กๆ ของหญิงสาวไขว่คว้าไปมาในอากาศ
ประตูบ้านเล็กถูกเปิดออกแ่เบาร่างของสาวใช้สูงวัยผู้หนึ่งตรงมาที่เตียงของหลี่จื่ออิง
“คุณหนูเ้าคะ..คุณหนู..” เฉินอ้ายแม่นมชรายื่นมือไปจับมือของหลี่จื่ออิงเอาไว้แน่น คุณหนูของนางคงจะฝันร้ายเป็แน่ ดูเอาเถิดเหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผากของคุณหนูจนเส้นผมสีดำสนิทเปียกชื้นไปหมด
หญิงสาวได้รับความอบอุ่นจากฝ่ามือของบ่าวรับใช้สูงวัยก็เริ่มสงบลง ในความฝันฝ่ามือหยาบหนาของหลินสวินกุมมือนางเอาไว้แน่น สายตาของเขาประสานกับดวงตาคู่งามของนางฉายแววโศกเศร้าเหลือกำลัง พร้อมทำปากขมุบขมิบกล่าวอะไรบางอย่างอยู่
“ท่านกล่าวว่าอะไรข้าได้ยินไม่ชัดเ้าค่ะ พี่สวิน!” หลี่จื่ออิงกล่าวประโยคนี้พร้อมกับลืมตาลุกพรวดขึ้นมาจากเตียง
เพดานห้องที่คุ้นตากับบรรยากาศโดยรอบที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันทำให้หญิงสาวต้องรีบมองสำรวจไปรอบๆ
“เฉินอาหมู่!!” (อาหมู่เป็คำเรียกสตรีมีอายุโดยทั่วไป ตลอดจนหญิงรับใช้หรือแม่นม)
“บ่าวอยู่นี่แล้วเ้าค่ะ คุณหนูคงจะฝันร้าย ไม่ต้องกลัวนะเ้าคะ” เฉินอ้ายใช้ท่อนแขนผอมบางของนางช่วยผยุงแผ่นหลังของหญิงสาวให้ลุกขึ้น พลางส่งเสียงเรียกหญิงรับใช้ที่อยู่ด้านนอกอีกสองคนให้เข้ามาช่วยเช็ดตัวให้นายหญิง
หลี่จื่ออิงยังคงตกตะลึงกับใบหน้าชราที่นางไม่ได้พบเจอมานานของเฉินอาหมู่ไม่คลาย แท้จริงแล้วนางได้ยินข่าวมาว่าเฉินอาหมู่หรือชื่อแซ่จริงก็คือเฉินอ้ายตายไปั้แ่เมื่อสองปีก่อนแล้วมิใช่หรือ?
“เสี่ยวถิง เสี่ยวลู่ พวกเ้าอยู่ที่นี่กันทั้งหมด" หญิงสาวดีใจจนหลั่งน้ำตาไหลลงอาบแก้ม นางไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นสาวใช้ผู้ภักดีทั้งสองของนางอีกครั้ง
เสี่ยวถิงและเสี่ยวลู่เป็บ่าวที่ติดตามนางออกเรือนไปยังสกุลฟู่ แต่เป็เพราะอาการป่วยกะทันหันของตัวนางเองที่เป็ต้นเหตุให้สองสาวใช้ถูกมารดาสามีโบยและขับไล่ออกจากจวนสกุลฟู่ไปโดยไม่รู้ชะตากรรม
ความเย็นจากผ้าชุบน้ำที่สองสาวใช้ลูบไล้ไปที่ใบหน้าและท่อนแขนของหญิงสาวทำให้นางรับรู้ได้ว่านางไม่ได้ฝันไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับความลึกลับที่แปลกประหลาดเป็ที่สุด
นางกลับมาอยู่ในจวนสกุลหลี่ได้อย่างไร? คนทั้งสามเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่? นางไม่ได้ฝัน! ดอกไม้ในแจกันโหย่วเหมยบนโต๊ะหัวเตียงส่งกลิ่นหอมรวยรินยิ่งเป็การตอกย้ำว่านางยังมีลมหายใจเข้าออกเป็ปกติ
“ข้ายังไม่ตายหรือ?” หลี่จื่ออิงมั่นใจเต็มสิบส่วนว่านางได้ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่์เห็นใจนางที่ต้องจบชีวิตไปโดยยังค้างคาใจเื่สาเหตุการตายของตนจึงได้ส่งนางกลับมามีชีวิตอีกครั้ง!!
“คุณหนูกล่าวอันใดออกมากัน! ท่านก็แค่ฝันร้ายเ้าค่ะ อากาศเย็นรีบดื่มน้ำบ๊วยอุ่นๆ เสียก่อนนะเ้าคะ” เฉินอาหมู่ยกมือขึ้นแตะริมฝีปากหญิงสาวเบาๆ เป็การห้ามปราม ก่อนจะส่งถ้วยน้ำให้หลี่จื่ออิง เห็นหญิงสาวยังคงนิ่งเงียบสีหน้าสับสน นางก็ทำท่าจะป้อนใส่ปากให้อีกฝ่าย
“เฉินอาหมู่ ข้าอยากออกไปสูดอากาศด้านนอกเสียหน่อย พอแล้วไม่ต้องเช็ดตัวอีกแล้วเสี่ยวถิง เสี่ยวลู่”
“ฝนตกมาั้แ่เช้ามืดแล้วเ้าค่ะ คุณหนูออกไปที่ไหนไม่ได้หรอกประเดี๋ยวจะป่วยไข้เอาได้ เอาอย่างนี้นะเ้าคะ บ่าวจะไปหยิบไพ่มาเล่นเป็เพื่อนท่านเอง” เสี่ยวถิงรีบเสนอตัว
คุณหนูของนางไม่นิยมอ่านตำราหรือฝึกฝนงานเรือน มีเพียงการละเล่นทุกประเภทเท่านั้นที่หลี่จื่ออิงสนใจ แต่เวลานี้ฝนยังตกอยู่ ก็เหลือเพียงไพ่ใบไม้ที่พอจะสร้างความบันเทิงใจให้นางได้เท่านั้น
“ไม่ละเสี่ยวถิง เ้าไปหยิบพู่กันกับกระดาษมาให้ข้า ข้าอยากคัดลอกพระสูตรสงบจิตใจสักหน่อย”
“คัดพระสูตร!!” เสี่ยวถิงกับเสี่ยวลู่อุทานออกมาพร้อมกันอย่างไม่อยากจะเชื่อหู มิน่าเล่า! วันนี้ฝนถึงได้ตกรุนแรงราวกับฟ้าจะถล่มก็ไม่ปาน เพราะคุณหนูของนางคิดจะคัดพระสูตรนั่นเอง!!
“คุณหนูให้ไปทำอะไรพวกเ้าก็ไปทำ มัวชักช้าอันใดกันอยู่เล่า” เฉินอ้ายถลึงตาใส่สองสาวใช้
มองตามร่างเล็กที่นั่งลงบนโต๊ะหนังสือหญิงชรายิ่งนึกเจ็บใจที่วันนี้ฝนยังไม่หยุดตก ไม่เช่นนั้นนางจะรีบไปตามนายท่านให้มาดูคุณหนูจับพู่กันเสียให้รู้แล้วรู้รอด เื่เช่นนี้หาได้พบเห็นบ่อยครั้งไม่ โดยเฉพาะเป็การจับพู่กันด้วยเจตนาของคุณหนูเองหาใช่การบังคับ!!
พอพู่กันกับกระดาษส่งมาถึงมือ หญิงสาวก็ตั้งสติจุ่มพู่กันลงกับน้ำหมึก บรรจงคัดพระสูตรด้วยน้ำหนักมือที่แม่นยำมั่นคงจนสาวใช้ทั้งสามต้องตื่นตะลึงไปอีกครั้งแต่ไม่กล้าส่งเสียงรบกวน
การคัดพระสูตรเพื่อตั้งสมาธิข่มกลั้นความพลุ่งพล่านภายในใจของหลี่จื่ออิง เป็เื่ที่นางทำเป็ประจำมาตลอดสามปีภายในจวนสกุลฟู่
นับั้แ่คืนแรกที่นางเหยียบเข้าจวนสกุลฟู่ไปในฐานะสะใภ้ใหม่นางก็เริ่มล้มป่วยไร้เรี่ยวแรงมาโดยตลอด แต่จิตใจที่ขี้อิจฉาริษยาของตนเอง ทำให้หลี่จื่ออิงอาละวาดอยู่บนเตียงไม่หยุดหย่อนและนับวันก็รังแต่จะบั่นทอนร่างกายของนางให้ทรุดโทรมลงไปกว่าเดิม
ภายหลังเสิ่นฮูหยินมารดาของฟู่หนานซีผู้เป็สามี จึงได้ส่งตำรามาให้นางคัดลอกเพื่อให้หายฟุ้งซ่าน แต่ทั้งหมดก็เริ่มจากความไม่เต็มใจของนาง นางจึงถูกมารดาสามีทุบตีอย่างทารุณอยู่บ่อยครั้ง ผ่านไปอีกหลายเดือนอาการป่วยก็ยังไม่ดีขึ้นจนในที่สุดนางก็เริ่มสนใจเื่สวดมนต์ภาวนา ขอพรจากพระพุทธองค์ให้ช่วยดลบันดาลให้นางพ้นจากความทุกข์ยากนี้ไปเสียที
สามปีให้หลัง หลินสวินพี่ชายบุญธรรมของนางมาเยี่ยมนาง เขาแอบเอากากยาที่นางกินเป็ประจำไปตรวจและพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงพยายามหาหนทางส่งท่านหมอเข้ามาตรวจอาการของน้องสาวที่จวนสกุลฟู่
อยู่ดีๆ อาการป่วยของนางก็กำเริบหนักถึงขั้นหลั่งโลหิตออกจากปาก จมูกและใบหู นางนอนหายใจรวยรินด้วยความเ็ปอยู่บนเตียง โดยมีฟู่หนานซีและหรั่นเซียงหยูสหายรักที่กลายเป็อนุภรรยาของสามีคอยดูแลอยู่ข้างกายไม่ห่าง
วันนั้นหลินสวินผลักประตูเข้ามาในห้องพักของนางพร้อมกับท่านหมอชรา นางเห็นดวงตาของพี่ชายบุญธรรมแดงก่ำแววตาดุดันคล้าย้าสังหารคน
เขาตวาดไล่เสิ่นฮูหยินมารดาของฟู่หนานซีที่ยืนพร่ำบ่นกล่าวหานางไม่ขาดปากว่าเป็ตัวอัปมงคล จนเสตรีใจร้ายผู้นั้นสงบปากคำและหลบหน้าไป
ท่านหมอชราตรวจอาการของนางอยู่เพียงเสี้ยวอึดใจก็หันไปส่ายหน้าให้กับหลินสวิน นางเข้าใจท่าทางเช่นนั้นของท่านหมออย่างแจ่มแจ้ง ตัวนางกำลังจะตายและคิดว่าบางทีนี่อาจเป็เื่ดีด้วยซ้ำที่จะไม่ต้องทุกข์ทรมาณอยู่บนเตียงอีกต่อไป
สายตาของหลี่จื่ออิงเคลื่อนผ่านใบหน้าพี่ชายบุญธรรมไปมองสามีเป็ครั้งสุดท้าย
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรกับความคิดของนาง วาระสุดท้ายก่อนที่จะหมดลมหายใจ นางตัดสินใจกวักมือเรียกพี่ชายบุญธรรมมาใกล้ๆ แทนที่จะเรียกสามี
“ข้าขอโทษ ข้ามาช้าเกินไปจื่ออิง”
หลี่จื่ออิงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติแฝงอยู่ในคำพูดของหลินสวิน นางพยายามเปล่งเสียงถามพี่ชายบุญธรรม ้าให้เขาอธิบายความหมายให้ชัดเจน แต่กลับไม่รู้เลยว่า่เวลานั้นลมหายใจสุดท้ายของนางได้หมดลงไปแล้วและย้อนกลับมามีชีวิตอีกครั้งใน่เวลาที่นางยังไม่ได้แต่งเข้าจวนสกุลฟู่