เราชนะแล้ว !?
มันไปแล้ว !?
การต่อสู้จบลงเหลือเพียงร่องรอยการต่อสู้และบาดแผลตามตัวของผู้ที่ยังยืนอยู่บนสนามรบ ลอเรนซ์ขมวดคิ้วไม่พอใจกับภาพตรงหน้าที่เห็นนัก มันถอย... ทำไม มันได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด ทำไมมันถึงยอมถอยกลับไป เกิดอะไรขึ้น
“พาคนเจ็บไปรักษาที่เกวียน คนที่เหลือพลัดกันเฝ้าเวรยาม เราจะปักหลักดูสถานการณ์ที่นี่ก่อนสักพัก”
โรเวนสั่งการรุ่นน้องเสร็จก็เดินมายัง ลอเรนซ์ที่ยังทำหน้าไม่สบอารมณ์บนเกวียน ดวงตาสองดวงสบมองกันเงียบ ๆ
“ทำไม มันถอย”
เสียงเคร่งของไธนอล ร่างใหญ่เต็มไปด้วยบาดแผลมีซาตานของป้อมที่สภาพไม่สู้ดีนักประคองมา ใบหน้าขี้เล่นตรึงเครียดดูน่ากลัวสมฉายา
“มันบ้าอะไรเนี่ย มันได้เปรียบชัด ๆ”
ลูคัส สบถอย่างหัวเสีย
“งั้นมีอย่างเดียวที่ทำให้มันยอมล่าถอย”
โรเวนวิเคราะห์สถานการณ์ ทุกสายตาหันไปมองยังภายในเกวียนที่อยู่ด้านหลังนักบวชทันที ลอเรนซ์ไหวตัวก่อน กระโจนเข้าไปสำรวจข้างใน แต่สิ่งที่พบคือ... ความว่างเปล่า
บ้าที่สุด... มันล่อให้ทุกคนออกไปแล้วเจาะเข้ามา
“มันได้ของที่ต้องการ”
โรเวนพูดเสียงเคร่ง การเดินทางครั้งนี้ผิดพลาดไปเสียหมด แผนที่วางไว้ในการตั้งรับใช้ไม่ได้ ถูกไล่ต้อนโจมตีอย่างรวดเร็วรวมกับมันรู้แผนของเขาอยู่ก่อนแล้ว แล้วมันก็ยังได้ของที่มันต้องการกลับไปอีกด้วย ไม่รู้ว่าทำไมพวกมันถึงต้องการตัวรุ่นน้องคนนี้นัก ทำไมเหล่ากษัตริย์สี่แคว้นใหญ่ให้ความสำคัญในการคุ้มครองตัว โดยเฉพาะเพื่อนของเขาคนนี้... นักบวช ลอเรนซ์
“เราต้องออกตามหา เฟริน”
ลอเรนซ์เอ่ยขึ้นขณะกัดฟันกรอด ดวงตาสี อเมทิตย์ วาวโรจน์ด้วยความโกรธที่ลุกโชน มันกล้ามากที่เอาตัวน้องชายเขาไป ภายในอาคมคุ้มครองของเขาราวกับจกของออกไปภายใต้จมูก
“หาแน่ ลอเรนซ์ หลังจากที่นายบอกว่า เฟรินเป็นใครกันแน่”
โรเวนหันไปคาดคั้น ลอเรนซ์ทางสายตา ลอเรนซ์นิ่งคิดก่อนถอนหายใจ ยังไงสถานการณ์ตอนนี้พูดยังไงก็ไม่ขึ้นอยู่ดี มองเพื่อนที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาในศึกนี้ทั้งสามคน
“เฟริน เกรเดเวล เจ้าชายรัชทายาทแห่งบารามอส บุตรของท่านจ้าวเอวิเดสกับองค์ราชินีอลิเซีย แห่งเดมอส พี่ชายฝาแฝดของเจ้าหญิงเฟลิโอน่า”
คำตอบเรื่อย ๆ เหมือนไม่สำคัญจากปากนักบวชแห่งป้อมอัศวิน ราวกับจะเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ แต่เพราะทั้งสามคนรู้จักคนพูดดีจึงรู้ว่าเรื่องที่ชายหนุ่มพูดคือเรื่องจริง
“ให้ตายสิ ลอรี่ นี่ล่ะก็น่าจะกระซิบบอกกันก่อน มารู้ตอนนี้... ตกใจ”
ลูคัส ขยับยิ้มคว้าแว่นตาขึ้นมาใส่คลายความตรึงเครียดลงอย่างที่เจ้าตัวถนัด
“ไอรุ่นน้องคนนี้ ไม่ธรรมดาตลอด”
ไธนอลพูดถึงรุ่นน้องที่หายไปตอนนี้ ทุกคนหัวเราะเบา ๆ อย่างเข้าใจความหมาย โรเวนขยับยิ้ม เขาพอจะมองออกว่ารุ่นน้องคนนี้ไม่ใช่หัวขโมยธรรมดาอย่างที่เจ้าตัวกล่าวอ้าง แต่ก็ไม่เคยเห็นเจ้าตัวดีเผยฝีมือออกมาให้เห็นแบบเต็ม ๆ สักที ไม่คิดว่าฝีมือรุ่นน้องคนนี้ที่เก็บซ่อนเอาไว้จะไม่ธรรมดาขนาดนี้
“แล้วทำไม เฟรี่ ต้องปกปิดตัวตนด้วยล่ะเนี่ย”
แค่เปลี่ยนฉายาก็ไม่น่าจะทำให้ ทริสทอร์ ทาสโดยสายเลือดแบบเขาไม่สามารถรับรู้กลิ่นอายของผู้เป็นนายไม่ได้แบบนี้ ขนาดน้องสาวฝาแฝดเจ้าตัวดี เขายังรู้ได้แท้ ๆ
“เฟรินเป็นสายเลือดแท้ ๆ ของเจ้าหญิงบารามอสก็จริง แต่เพราะเลือดอีกครึ่งเป็นเดมอส ในปัจจุบัน เอเดน – เดมอส ถึงแม้จะเป็นพันธมิตรกันแล้วก็จริง แต่เสนาขุนนางเก่า ๆ ที่เคยอยู่ในช่วงที่ เอวิเดสยังคงความร้ายกาจ ก็คงไม่เชื่อใจ เฟรินที่มีสายเลือดปีศาจไหลเวียนอยู่สักเท่าไร เพราะงั้นจนกว่าจะจบจากโรงเรียนพระราชาสมภาคภูมิ จึงต้องปกปิดตัวตนเอาไว้”
“แล้วที่นี่ เอาไง ศัตรูมีนับร้อยนับพัน”
ไธนอลเปิดประเด็นปัญหาที่ทำให้ทุกคนกลับมาหนักใจอีกครั้ง
“รุ่นน้องหลายคนยังบาดเจ็บอยู่ เกวียนแรกให้อยู่ที่นี่ มาทิลด้า แองจี้ เรนอน ลูคัส ไธนอส พวกนายอยู่ที่นี่กับรุ่นน้องก่อน เกวียนสองไปกับฉัน และ ลอเรนซ์ ตามหา เฟรินในป่า ครี้ด โร คาโลไปกับฉัน คาลิน่า เฟลิโอน่า คิล ไปกับ ลอเรนซ์”
โรเวนแจกแจงงานให้แต่ละคน
“ทำไมสั่งถอยล่า กำลังสนุกอยู่เชียว”
ชายร่างเล็กโวยวายใส่ชายแก่ร่างใหญ่มหึมา กระโดดไปมาด้วยความไม่สบอารมณ์นักกับคำสั่งที่ตนได้รับ เพราะการต่อสู้ของเขายังคงติดพันไม่รู้ผลแพ้ ชนะ
“อย่าให้มันมากนัก กาเรส”
หญิงสาวคนเดียวของกลุ่มเบรก แม้ว่าเธอจะไม่พอใจเท่าไรกับคำสั่งถอยของหัวหน้า
“ยื้อสู้ไปก็เปล่าประโยชน์ รีบตาหาเป้าหมายดีกว่า”
‘เป้าหมาย’ ทั้งสามถอนหายใจเบา ๆ งานของพวกเขาคือมาตามจับเด็กน้อย ฟังดูน่าอนาถยังไงชอบกล ป่าก็ไม่ใช่เล็ก ๆ เด็กก็ตัวแค่นั้นจะไปเจอโดยบังเอิญได้ยังไง
“รีบ ๆ หา รีบ ๆ กลับ งานน่าเบื่อ”
ทั้งสี่เดินลึกเข้าไปในป่าทางตอนใต้ตามกลิ่นอายจาง ๆ ของเป้าหมาย เส้นทางรกร้างเกินกว่าจะเป็นที่ ๆ เด็กตัวเล็ก ๆ จะเข้ามาได้ ฝนที่พึ่งหยุดตกลงมาได้ไม่นานทำให้ป่าดิบชื้น น้ำหนองตามทาง ทุลักทุเล ยิ่งเดิน ยิ่งลึก ยิ่งลำบาก
“เด็กนั่น เดินไปถึงไหนกันแน่ ให้ตายสิ”
ชายหนุ่มผมสีแดงเพลิงสบถอย่างไม่สบอารมณ์ เนื้อตัวเปื้อนไปด้วยดินโคลน และหยดน้ำ เขาหวังว่าจะได้ปะมือเจ้าชายรัตติกาลที่ล่ำลือ จึงได้ยอมรับงานนี้ แต่ไม่นึกว่าคนที่พบจะต้องกลับกลายเป็นแค่เด็กน้อยไร้พิษสงฆ์ เสียแทน
“ตามกลิ่นอายไป เรด มิดไนท์ จับกระแสอย่าให้ขาด”
ผู้อาวุโสที่สุดดุชายผมเพลิง ก่อนหันไปสั่งสาวน้อยคนเดียวของกลุ่ม ผู้ทำหน้าที่จับกระแสกลิ่นอายของเป้าหมาย
“มีคนอื่นตามมาด้วยค่ะ ท่านอาวุโส”
กระแสที่ปนเข้ามาทำให้กลิ่นอายของเด็กน้อยป่วนไปหมดจนแทบจับไว้ไม่ติด ผู้อาวุโสขมวดคิ้วไม่ชอบใจนัก
“เจ้าพวกนั้นคงตามมารับเด็กน้อยหลงทางกลับ”
ทางด้านเด็กน้อยหลงทาง
เด็กน้อยที่ใคร ๆ ต่างพากันตามหาตัว กำลังเดิน เตอะแตะ ด้วยความพึ่งหัดเดินไม่นาน เดินมุ่งมั่นลึกเข้าไปในป่าทางตอนใต้ ตามเนื้อตามตัวเต็มไปด้วยดินโคลนเลอะเทะ มอมแมม จากากล้มลุกคลุกคลานมาตามทาง
ป่าทึบชื้นแปรเปลี่ยนเป็นเส้นทางลาดด้วยอิฐสีแดง ยาวไปจนถึงทางเข้าหินที่น่าเหลือเชื่อว่าจะอยู่ในป่าแห่งนี้ได้ ดวงตาสีน้ำตาลอมดำสั่นระยิบ หัวเราะชอบอกชอบใจเบา ๆ วิ่ง เตอะแตะ เข้าไปยังภายใน
หินขนาดใหญ่ รูปปั้นคนสองตัวขยับเคลื่อนไหวมองเด็กน้อยที่หาญกล้าเข้ามายังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ดวงตาเด็กน้อยวาววับขัดใจที่โดนขวางทาง
“หยีก”
เสียงเล็ก ๆ สั่งผู้ที่หาญกล้ามาขวางทางเขา หากแต่หินยักษ์ตรงหน้าหาไม่ขยับตามคำสั่ง สร้างความหงุดหงิดให้ร่างเล็ก ๆ ของเด็กน้อยที่ยืนแก้มป่องด้วยความขัดใจ
“ข้าไม่อาจให้เจ้าเข้าไปได้หรอก เด็กน้อย”
หินขนาดใหญ่บอกเด็กน้อยตรงหน้า หวังให้เด็กน้อยเข้าใจและยอมกลับไปโดยดี แต่เด็กน้อยตรงหน้ากลับย่นหน้า น่าเอ็นดู กระพริบตาปริบ ๆ ไม่พอใจ
“ถ้าเจ้าไม่ไปเสีย ข้าคงต้องจัดการเจ้า ข้าขอโทธ เด็กน้อย”
....................................................................................................