พลิกฟ้า ย่ำปฐพี

    บทที่ 3 คณะฑูตและความฝัน

    เว่ยเมิงงุ่นงงแต่ก็ตามไปพวกเขาเข้าไปที่ห้องรับแขกของตงฟางโม่จือ ในมีคนอยู่เจ็ดคน สองคนในนั้นคือ ท่านปู่และท่านปู่ใหญ่ ส่วนอีกห้าคนที่เหลือเว่ยเมิงคิดว่าคงเป็นทูตจากเมืองหลวงที่ท่านปู่รองบอก คนทั้งประกอบไปด้วยบุรุษสามคน ชายชราหนึ่งคน ที่สะดุดตาเว่ยเมิงคือคนสุดท้ายซึ่งเด็กผู้หญิงวัยคราวเดียวกับ ที่นางทำให้เว่ยเมิงสนใจไม่ใช้หน้าตาอันงดงามที่กำลังทำตงฟางเฉียงมองตาค้าง หรือท่าทางสูงศักดิ์ที่มองพวกเขาราวกับข้ารับใช้หากแต่เป็นหยกสีส้มลายหยดน้ำก้อนเล็กๆที่ข้อมือของนาง‘หยกเหมือนกับของพี่สาวหงอวี่เลย’ เว่ยหมิงจ้องหยกนั้นชั่วครู่ก่อนเก็บสายตาทำตัวเหมือนไม่เคยมองสิ่งใด“เว่ยเมิง เฉียนเอ๋อร์ นี่คือ-” ขณะที่ท่านปู่กำลังจะแนะนำชื่อของคณะทูต หนึ่งในบุรุษทั้งสามก็เดินออกมาขัดจังหวะเสียก่อน“ท่านตงฟางซาน ข้าพเจ้าต้องขออภัยจริงๆที่ขัดจังหวะหากแต่มิใช่เวลาที่จะมาแนะนำตัว กองกำลังมือสังหารอาจจะเข้าถึงตัวองค์หญิงได้ทุกเมื่อ ข้าคงต้องขอให้ท่านจัดที่หลบภัยเตรียมที่ปลอดภัยเดี่ยวนี้” แม้พูดอาจจะดูเหมือนเกรงใจแต่น้ำเสียงแต่กลับไม่มีความรู้สึกผิดซักนิด“ฮาฮาฮาฮา ท่านหัวหน้าองค์รักษ์มิต้องกังวลไป หมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ของเราไม่ใช้จะเข้าออกโดยง่าย พวกเรามียอดฝีมือคอยตรวจตราตลอดเวลา ต่อให้องค์หญิงยืนอยู่กลางสนามไม่มีทางเป็นอันตรายเป็นแน่ แต่เพื่อความไม่ประมาทข้าข้อรับรองได้ว่าที่ๆท่านอยู่ในนี้คือที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว ตำหนักของข้าแม้เป็นยอดฝีมือระดับแปดมาเองก็ยังมีถอยกันบ้าง” ท่านปู่รองตอบแทนท่านปู่หัวหน้าองค์รักษ์มองไปรอบๆก่อนพยักหน้ายิ้มให้กับท่านปู่รองโดยไม่สนใจสิ่งใดอีก“เช่นนั้นพวกข้าคงไม่ขอรบกวน เว่ยเมิงเจ้ามากับปู่เถอะ” ตงฟางซานบอกลากับทุกคน เว่ยเมิงพยักเห็นด้วยเขาหันไปบอกลาทุกรวมถึงคณะทูตที่ไม่รู้จักชื่อ หลานปู่เดินเดินทางกลับบ้านด้วยความเงียบสงัด ในที่สุดเว่ยเมิงก็อดเอ่ยถามไม่ได้“ท่านปู่พวกเขาเป็นใครกันหรือ?”เว่ยเมิงเห็นประกายความลังเลแวบหนึ่งในดวงตาของท่านปู่ แต่ในที่สุดท่านปู่ก็เอ่ยปากบอก“พวกเขาคือ...คณะฑูลจากแคว้นลู่ เด็กผู้หญิงที่เจ้าเห็นคือองค์หญิงลู่หลิ่งเอ๋อร์นางเดินทางจากแคว้นลู่เพื่อมาเป็นตัวประกัน....เอ่อ ปู่หมายถึงนางเดินทางมาศึกษาวิชาในแคว้นชิงน่ะ” ตงฟางซานเปลี่ยนคำพูดเมื่อเห็นเว่ยหมิงทำหน้างงไม่เข้าใจความหมายจองตัวประกัน“ช่างเถอะๆปู่รู้ว่าวันนี้เจ้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เจ้าไปพักเถอะ” ตาฟางซานลูบหัวเว่ยเมิงเบาๆ เดินแยกไปเรือนของตนเว่ยเมิงมองท่านปู่ค่อยเดินหายไป ก่อนมุ่งหน้าไปเรือนของมารดา มารดาได้ขอแยกตัวกลับมาก่อนตอนที่พวกเขาไปพบคณะฑูต เว่ยเมิงเข้าไปพูดคุยเล่นกับมารดาจนดึกดื่น ในที่สุดท้ายมารดาทนความง่วงไม่ไหวจึงไล่เขากลับไปนอน“คุณชายท่านจะเข้านอนเลยหรือไม่ขอรับ” เสี่ยวซุนซึ่งตามมาเงียบๆ ตั้งเว่ยเมิงกลับมาเอ่ยถามเสียงสั่น มันพยายามคิดว่าคุณชายของมันจะต้องเหนื่อยมาทั้งวันและวันนี้จะเข้านอนอย่างสงบเสงี่ยมเป็นแน่แท้........น่าเสียดายว่าวันนี้โชคก็ไม่ข้างมันอีกครั้งเว่ยเมิงหันไปยิ้มอย่างอ่อนโยนให้เสี่ยวซุน แน่นอนว่านี่เป็นรอยยิ้มที่เสี่ยวซุนหวาดกลัวที่สุด ในขณะมันกำลังจะอ้าปาก ร่างกายกายของเว่ยเมิงค่อยๆพร่าเรือนพุ่งหายไปอย่างรวดเร็ว จนมันไม่ทันได้พูดด้วยซ้ำเสี่ยวซุนมองตาค้างอดเกาหัวอย่างช่วยไม่ได้นับวันวิชาตัวเบาตัวของคุณชายของมันยิ่งพิสดารขึ้นทุกวันจริงๆยามค่ำคืนอันเงียบสงบตอนนี้เว่ยหมิงกำลังนอนแช่น้ำร้อนอย่างสบายตัว ไม่ว่าจะเหนื่อยหรือง่วงแค่ไหนของเพียงแค่ได้มาแช่บ่อน้ำร้อนลึกลับนี่ความเหนื่อยทุกอย่างที่เขาประสบมาทั้งวันก็หายเป็นปลิดทิ้งนี่นับเป็นช่วงเวลาที่เขาผ่อนคลายที่สุด เว่ยหมิงหลับตาลงดื่มด่ำกับความรู้สึกผ่อนคลายที่บ่อน้ำร้อนมอบให้ จนในที่สุดเขาก็เผลอหลับไปเหมือนทุกครั้ง“ฝันเช่นนี้อีกแล้วหรือ?” เว่ยหมิงมองไปรอบๆที่มีแต่ความว่างเปล่านับตั้งแต่ผ่านการกระตุ้นลมปราณเขาก็มักจะฝันเช่นนี้เสมอ มีเพียงเขายืนอยู่ท่ามกลางความว่างปล่าวอันไร้ท่สิ้นสุด“............”เขายืนนิ่งเงียบอยู่ซักพักก็ถอนหายใจ “งั้นครั้งนี้เล่นกระบี่ก่อนแล้วกัน” พูดจบความว่างเปล่ารอบกระพริบบิดเบี้ยวไปมา และมีร่างๆหนึ่งเดินออกมาจากความบิดเบี้ยวนั้น คนๆนั้นมีหน้าตาที่เหมือนกับเว่ยเมิงทุกประการต่างกันก็เพียงดวงตาของมันที่เป็นสีขาวทั้งดวงทั้งสองยืนจ้องมองกันอยู่ราวอึดใจเดียวเท่านั้น ความว่างเปล่ารอบๆค่อยๆกลายมาเป็นกระบี่ในมือของทั้งสอง พริบตาที่ความว่างเปล่ากลายมาเป็นกระบี่ เว่ยเมิงเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว เพียงแค่กระพริบตาหนึ่ง กระบี่ของเขาก็ฟันลำคอของอีกฝ่ายไปแล้ว ทว่าตอนนั้นเองร่างที่ไร้ลำคอพลันเคลื่อนไหว เช่นกันกับเว่ยเมิง กระบี่ของร่างจากความว่างเปล่าไม่ได้ช้ากว่าเลยแม้แต่น้อย กระบี่ของมันฟันใส่ลำคอของเว่ยเมิงในตำแหน่งเดียวกัน ดวงตาของเว่ยเมิงสว่างวาบ ขาก้าวเท้าสลับไปมาด้วยท่าทีพิสดารอยู่ๆร่างที่ควรจะถูกฟันใส่ค่อยๆพร่าเลือนหายไป ร่างของเว่ยไปเมิงปรากฏตัวห่างจากร่างแยกไปเกือบยี่สิบก้าว“ฮาฮา เว่ยเมิงนำไปหนึ่งกระบี่” เว่ยหมิงยิ้มอย่างมีความสุข มีไม่กี่อย่างที่ทำให้เขายิ้มออกมาได้อย่างใจจริง และการชนะร่างแยกจากความว่างเปล่าก็เป็นหนึ่งในนั้น เขามีความรู้สึกว่าร่างแยกจากความว่างเปล่ามีความแข็งแกร่งเท่าเทียมกับตนเอง นั้นเท่ากับว่าทุกครั้งที่เขาเอาชนะมันได้แสดงว่าเขาแข็งแกร่งกว่าเดิมทุกครั้งร่างที่ไร้หัวยังคงยืนอยู่ และค่อยๆเดินเขามาหาเว่ยเมิงทันใดนั้นมันก็เริ่มเคลื่อนไหวในท่วงท่าเดี่ยวกับเว่ยเมิง ร่างของมันพร่าเรือนและไปปรากฏที่เบื้องหน้าเว่ยเมิง พร้อมกับฟันกระบี่ลงมา“เสียใจด้วย เอาไว้เล่นกันคร่าวหน้านะ” เว่ยเมิงแสยะยิ้มล้อเลียนกระบี่ที่กำลังฟันมาที่เข้าหน้าตน กระบี่ที่ฟันลงมาสลายไปก่อนที่จะถึงตัวเว่ยเมิงเช่นเดียวกับร่างแยกจากความว่างเปล่าที่ค่อยๆหายไป“ต่อไปก็วิชาตัวเบา~” ความว่างป่าวตรงหน้าเว่ยเมิงค่อยๆกลายเป็นป่าขนาดย่อมๆ ลำต้นและกิ่งก้านของมันเป็นสีดำสนิท ตามลำต้นหรือกิ่งก้านไม่ได้มีใบไม้เขียวชอุ่มหากแต่เป็นหนามอันแหลมคมนับไม่ถ้วน เว่ยเมิงยิ้มอย่างร่าเริงกระโดดเข้าไปในป่าที่เต็มไปด้วยหนามอย่างปราศจากความลังเลและความกลัว ร่างเล็กๆกระโดดไปตามหนามแหลมคมอย่างสนุกสนานทว่าไม่ใช้เพียงแค่นั้น ทั้งป่าเหมือนกับมีชีวิตและความคิด กิ่งก้านแหลมคมค่อยๆขยับพุ่งไปทิ่มแทงร่างของเด็กน้อยที่กำลังกระโดดไปมาบนยอดหนาม เว่ยเมิงหัวเราะอย่างชอบใจ เด็กน้อยขยับซ้ายทีขวาทีเพื่อหลบการโจมตี เริ่มจากต้นไม้หนึ่งต้นที่โจมตีจากก็กลายเป็นสองต้นและสามต้น สี่ต้น ห้าต้น.....จนในที่กลายเป็นทั้งป่าที่กลายเป็นศัตรูของเด็กน้อยร่างของเว่ยเมิงมีบาดแผลรอบตัว โลหิตสีแดงฉานไหลจากบาดแผลทั่วตัว หามีใครมาเห็นเว่ยเมิงในสภาพนี้คงตกใจขนลุกขนชันเป็นแน่แท้ในที่สุดหนึ่งในกิ่งก้านสาขานับไม่ถ้วนของป่าหนาม ก็แทงทะลุหน้าอกของเว่ยเมิง เด็กน้อยกระอักเลือดออกมาคำโตแต่ก็คงไว้ซึ่งเสียงเบาๆ ภาพของเด็กน้อยถูกต้นไม้แปลกประหลาดแทงทะลุอกแต่ก็ยังหัวเราะออกมาได้ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรก็ตามแต่ มันก็เป็นภาพที่ชวนขนหัวลุกอยู่ดี