จากนั้นหลิงหานจึงโทรศัพท์กลับไปหาเจี่ยงอี้ เมื่อสัญญาณโทรศัพท์ถูกตอบรับ ปลายสายก็ถามขึ้นโครมๆ “ได้ยินว่านายถูกไล่ออกจากทีมของฟูจิอิแล้ว”
หลิงหานตอบ “ใช่ นายก็รู้แล้วหรือ”
“อืม ได้ยินมาน่ะ...นายไม่เป็ไรใช่ไหม”
“ฉันไม่เป็ไร” หลิงหานได้ยินเสียงเคร่งเครียดจนเกินไปของเขา ก็หลุดยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ “ฉันจะเป็อะไรไปได้ล่ะ”
“เื่อย่างนี้...อย่าท้อไปนะ โอกาสยังมีเสมอ” เจี่ยงอี้แทบจะเค้นสมองคิดคำพูดปลอบใจเขา “ในวงการบันเทิงก็เป็แบบนี้ นายต้องชินกับมัน”
หลิงหานแอบพูดในใจ ‘ฉันชินไม่ไหวหรอก’
อาชีพนี้เมื่อชาติที่แล้วนอกจากความล้มเหลวครั้งใหญ่ไม่กี่ครั้ง ส่วนใหญ่แล้วก็ราบรื่นมากๆ บางทีได้เจออีกสักครั้งยังรู้สึกแปลกๆอยู่เลย
“ทองยังไงก็ยังส่องแสงอยู่วันยังค่ำ พวกเขากดนายแสดงว่านายมีค่าพอให้เขากด นายก็ควรจะกระตุ้นตัวเองหน่อย ไม่อย่างนั้นก็จะเป็แบบที่ของพวกเขาพอดีหรือ”
หลิงหานรู้สึกสั่นไหวในใจ โดนปลอบใจแบบแปลกๆ เข้าแล้ว ภายในใจกลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา “ขอบคุณครับ”
เจี่ยงอี้เหมือนพระอาทิตย์ดวงน้อยๆ ไม่ว่าจะเป็ชาติก่อนหรือชาตินี้ เขามักจะทำให้ตัวเขาเองอารมณ์ดีขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว
“เฮ้ ขอบคุณอะไรกัน เราไม่ใช่เพื่อนสนิทกันหรือ” เงียบไปครู่หนึ่ง เจี่ยงอี้พูดอย่างลังเล “ที่จริงผมได้ยินเื่หนึ่งมา ไม่แน่ว่าอาจเป็โอกาสหนึ่งสำหรับนาย”
“เื่อะไร”
“รู้จักจักรพรรดิจอเงินลู่ ลู่ซือหยวนใช่ไหม”
“รู้จัก” ใบหน้าเรียบเฉยแต่กลับหล่อเหลานั้นลอยปรากฏในหัว
“ได้ยินมาว่า่นี้เขากำลังเตรียมอัลบั้มใหม่ กำลังหาคนมาแสดง MV นายไปลองดูได้นะ”
“ลู่ซือหยวนจะถ่าย MV หรือ หน้าใหม่อย่างฉันจะเข้าร่วมทีมกับเขาได้หรือ” แม้ไม่อยากยอมรับ แต่ทีมงานของลู่ซือหยวนนั้นเป็ทีมที่เรียกได้ว่าดีที่สุดในระดับนานาชาติเลยจริงๆ คนในทีมถ้าไม่ประสบความสำเร็จก็เป็คนชั้นสูง ศิลปินต๊อกต๋อยอย่างตัวเขาเองแค่คิดก็หยุดคิดไปได้เลย อีกอย่างเขาก็ไม่อยากทำความดีไปแต่ได้รับความเ็ากลับมาแทน ในใจของลู่ซือหยวนไม่รู้ว่าเกลียดชังเขามากแค่ไหน!
“จริงด้วย” เจี่ยงอี้เหมือนจะรู้ว่าข้อเสนอของตัวเองฟังดูไร้สาระ แต่เขาก็พูดขึ้นอีก “ฐานะของจักรพรรดิจอเงินลู่ที่ GMG นั้นไม่ธรรมดา เขาเป็หุ้นส่วนบริษัท คำพูดของเขามีน้ำหนักมากในบริษัท ขนาดว่าคนของตระกูลจูยังต้องเกรงอกเกรงใจเขา ฉันจำได้ว่าหลังพี่ไป๋ตาย ตอนนั้นทั้งจูเป่ยเสียนและลู่ซือหยวนอยากได้ห้องทำงานของพี่ไป๋ สุดท้ายท่านประธานจูก็ยกห้องทำงานให้ลู่ซือหยวน”
หลิงหานงุนงงนิดหน่อยทันทีที่ได้ยินเื่นี้ ตอนที่ไปส่งของขวัญให้ลู่ซือหยวนก็พบว่าเขาอยู่ที่ห้องทำงานเก่าของตัวเอง ตอนนั้นคิดว่าบริษัทเป็คนจัดการ นึกไม่ถึงว่าเขาอยากย้ายมาเอง ห้องทำงานของตัวเขาเองไม่อยู่ มาเอาห้องทำงานของเขาไปทำอะไรกัน
หลิงหานขมวดคิ้วเมื่อนึกถึงจูเป่ยเสียนอีกครั้ง ชาติก่อนตัวเขาเองโดนทอดทิ้งอย่างแสนสาหัส นึกไม่ถึงเลยว่าพอตายไปแล้วห้องทำงานของตัวเขาเองจะกลายเป็ที่นิยม หรือว่าฮวงจุ้ยห้องทำงานมันดีกันนะ
“ทำไมพวกเขาถึงอยากได้ห้องทำงานของฉัน...ของไป๋จื่อเช่อล่ะ” อดแปลกใจไม่ได้
“ไม่รู้สิ...อาจจะเพื่อระลึกถึงพี่ไป๋แหละ” เจี่ยงอี้พูดอย่างไม่มั่นใจ
ระลึกถึงหรือ
หลิงหานพ่นลมทางจมูก จูเป่ยเสียนจะระลึกถึงเขาหรือ แค่ทำๆ ไปอย่างนั้นแหละ
ด้านเจี่ยงอี้พูดต่อ “...ลู่ซือหยวนมีอำนาจการตัดสินใจมาก เขาตัดสินใจเลือกคนเข้าร่วมทีมเองได้ ถ้าโน้มน้าวเขาได้ อาจจะได้เข้าร่วมทีมของเขา ดูจากอิทธิพลของเขาแล้ว จากที่ไม่ดังก็อาจจะดังขึ้นมาเลยก็ได้นะ”
หลิงหานได้สติ หลุดยิ้ม “ฝันไปเถอะ เกรงว่ามีคนอีกนับไม่ถ้วนคิดอย่างนี้ ตอนไหนถึงจะวนมาถึงฉันล่ะ”
เจี่ยงอี้คะยั้นคะยอแล้ว “ลองดูไม่เสียหาย เขาก็ไม่ใช่เสือจะกินนายนี่!”
เห็นเขารบเร้าจริงๆ หลิงหานก็ตอบรับแบบขอไปที “ก็ได้ ฉันต้องหาโอกาสไปคุยกับเขา”
หลิงหานย้อนนึกถึงท่าทางของลู่ซือหยวนที่ปฏิบัติกับตัวเอง รู้สึกเหมือนตัวเขาเองไปเลียแข้งขายิ่งทำให้ถูกเขาดูถูก นอกจากเขาจะเสียหน้าแล้วยังจะได้อะไรอีก
“จริงๆแล้ว ลู่ซือหยวนเป็คนดีนะ เขามีกฎที่ไม่เหมือนกับหลายๆ คน เขาให้ความสำคัญกับความรู้ความสามารถที่แท้จริง ถ้ามีความสามารถ เขาจะขุดมาฝึกฝนจนได้” เจี่ยงอี้เริ่มสรรเสริญขึ้นมา
หลิงหานย้อนนึกถึงประสบการณ์ไม่น่ายินดีกับลู่ซือหยวนหลายต่อหลายครั้ง ก็นึกถึงใบหน้าเ็าที่เยาะเย้ยเขา สงสัยจริงๆ ว่า “เขาดีขนาดนี้หรือ นายสนิทกับเขาหรือ”
เจี่ยงอี้พูดไม่ออก “...ฉันได้ยินมา”
หลิงหานรู้ดีว่าเขาเป็ห่วงตัวเอง จึงหัวเราะน้อยๆ “ไม่ต้องกังวล ฉันไม่เป็ไร ทองยังไงก็ยังส่องแสงวันยังค่ำ ใช่ไหมล่ะ!”
“ใช่ๆ” เจี่ยงอี้เห็นเขารับได้แล้ว น้ำเสียงก็มีชีวิตชีวายิ่งขึ้น
“แต่ว่าฉันเคยหาข้อมูลมา ทองไม่สามารถส่องแสงได้ด้วยตัวเอง ต้องมีแสงมาตกกระทบเท่านั้นถึงจะเกิดแสงสะท้อนได้ คนโบราณไม่เข้าใจฟิสิกส์ ดังนั้นจึงบอกว่าทองยังไงก็ยังส่องแสง ทองจะส่องแสงได้ต้องอยู่ในที่ที่มีแสง ถ้าอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ก็ส่องแสงไม่ได้อยู่แล้ว นายว่าตอนนี้ฉันอยู่ในที่สว่างหรือที่มืดล่ะ”
เจี่ยงอี้เงียบกริบ
หลิงหานหลุดเสียงหัวเราะออกมา “ล้อนายเล่นนะ”
เจี่ยงอี้พูด “ทำไมนายกับพี่ไป๋ชอบพูดเกร็ดความรู้เหมือนกันเลย แถมยังชอบหยอกคนเล่นอีก”
หลิงหานนิ่ง ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เจี่ยงอี้ราวกับจมลงสู่ความทรงจำ “พี่ไป๋ดูสารพัดข้อมูลอยู่บ่อยๆ ยังชอบคิดเพ้อเจ้อไปเรื่อย บางทีก็ไม่รู้เขากำลังคิดอะไร แต่เขาเป็แบบนั้นค่อนข้างน่ารัก ทำให้คนคิดว่า...อืม...ค่อนข้างโง่”
ไอ้เด็กนี่ไม่นึกเลยว่าจะกล้าด่าเขาโง่หรือ
เมื่อชาติก่อน เด็กนี่ว่านอนสอนง่ายต่อหน้าเขา ไม่คิดเลยว่าในใจจะแอบด่าตัวเขาเองโง่
หลิงหานขบฟันตอบ “จริงหรือ”
เจี่ยงอี้เหมือนได้สติ “โธ่ ไม่พูดแล้ว คิดถึงพี่ไป๋แล้วผมปวดใจ”
ดูเหมือนเขาไม่มีอารมณ์พูดแล้ว หลังคุยกันอีกสองประโยคก็วางสาย หลิงหานรู้สึกผิดหวังอยู่มาก
สำหรับคำแนะนำให้ไปเจอลู่ซือหยวน หลิงหานไม่ได้เก็บมาใส่ใจ แต่เจี่ยงอี้กลับจดเื่นี้ไว้ในใจอย่างหมายมั่น เช้าวันถัดมา หลิงหานก็ได้รับสายจากเจี่ยงอี้ที่โทรมาอย่างไม่หยุดหย่อน จนเขาตื่นจากฝัน เร่งรีบเข้าไปพบกับลู่ซือหยวนที่บริษัท
หลิงหานที่โดนเร่งจนมึนหัวทำได้เพียงลุกขึ้นแต่งตัวไป GMG
เมื่อถึงบริษัท คิดไม่ถึงเลยว่าเจี่ยงอี้คอยจับให้เขาอยู่แต่ในห้องทำงาน ทำให้หลิงหานรู้สึกอบอุ่นใจ ขณะเดียวกันก็หมดคำพูด ไม่นึกเลยว่าเขายังมีความกระตือรือร้นกว่าตัวเองอีก
“ฉันไปถามมาแล้ว วันนี้ลู่ซือหยวนมาบริษัทพอดี นายไปลองดูดีที่สุด”
ด้วยไม่อยากปัดความหวังดีของเขา หลิงหานภายใต้การยึดจับของเจี่ยงอี้ก็ฝืนเดินมาถึงห้องทำงานของลู่ซือหยวน เมื่อเห็นแววตาเป็ประกายของเจี่ยงอี้ หลิงหานจำต้องฝืนใจเคาะประตูห้องทำงาน คาดหวังในใจว่า ‘อย่ามีคนเลย อย่ามีคนเลย’
แต่พระเ้าไม่ไว้หน้าเขาเลย เคาะประตูเบาๆ สามที ประตูก็เปิดออกอย่างรวดเร็ว
“หลิงหานหรือ” สีหน้าฉินหย่งประหลาดใจมาก
หลิงหานโบกไม้โบกมืออย่างกระอักกระอ่วน “...ผมเอง”
ฉินหย่งยิ้ม “ไม่ได้เจอคุณนานแล้วนะ”
“นั่นสิ!”
“คุณมาหาซือหยวนใช่ไหม”
หลิงหานทำได้เพียงพยักหน้ารับเมื่อถูกมองด้วยสองตาที่ราวกับมองทะลุความคิดได้
“เข้ามาเถอะ ซือหยวนว่างพอดี”
หลิงหานหันหน้าไปมองเจี่ยงอี้อย่างไม่รู้ตัว ใครจะรู้เจี่ยงอี้ กลับตบไหล่เขาแล้วบอกว่า “ฉันมาส่งนายแค่ตรงนี้ มีธุระ ไปก่อนนะ”
พูดจบก็ไม่รอหลิงหานตอบรับ ลื่นเร็วกว่ากระต่ายเหมือนฝ่าเท้าััน้ำมัน เด็กนี่พูดชื่นชมลู่ซือหยวนอย่างไม่ขาดปาก แท้จริงแล้วกลับกลัวเขานี่! นึกถึงใบหน้าน่าเกลียดเ็าและสายตาเย็นเหยียบคู่นั้นของลู่ซือหยวน หลิงหานก็รู้สึกขนหัวลุก
“ใครมา” เสียงปีศาจตัวใหญ่ลอยมาจากในห้อง เ็าไม่ไยดี
“หลิงหาน”
ด้านในพลันไร้การเคลื่อนไหว ห้องเงียบกริบขึ้นมาทันที หลิงหานยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วน หากวันนี้โดนกวาดออกนอกประตูก็คงขายหน้ามาก
“เข้ามาสิ” ผ่านไปครู่หนึ่ง ปีศาจตัวใหญ่ในห้องพูดขึ้นอีกครั้ง
หลิงหานนิ่ง
“เข้ามาสิ นิ่งทำอะไร” ฉินหย่งพยักพเยิดคางไปด้านในห้อง
หลิงหานรู้สึกราวกับเดินเข้าลานปะา กัดฟันหลับตา ก้าวยาวเข้าไปในห้อง
ปีศาจตัวใหญ่ลู่ซือหยวนกำลังก้มหน้าก้มตาดูเอกสาร วันนี้ชุดของเขาดูธรรมดาเอามากๆ แค่สวมเสื้อเชิ้ตสีดำ ถกแขนเสื้อเชิ้ตถึงข้อศอก กระดุมคอเสื้อปลดออก เผยให้เห็นผิวสีน้ำผึ้ง กระทั่งผมก็ไม่จัดทรงให้ดีๆ เหมือนจงใจทำให้ยุ่ง ความไม่เป็ระเบียบแบบนี้หากอยู่บนตัวคนอื่นอาจดูสกปรกรุงรัง แต่อยู่บนตัวเขากลับดูง่ายๆ สบายๆ
การขยับลูกกระเดือกเล็กน้อยกับกล้ามเนื้ออกและคอวับๆ แวบๆ ของเขาดึงดูดสายตาของหลิงหานอย่างควบคุมไม่ได้ แม้ไม่อยากยอมรับ แต่ร่างกายของลู่ซือหยวนสำหรับคนเบี่ยงเบนอย่างเขาแล้ว แน่นอนว่ามีแรงดึงดูดขั้นเอาชีวิตเลยก็ว่าได้
แต่หลิงหานไม่ใช่พวกบ้ากาม เขาเองก็หน้าตาดีอย่างหาใครเปรียบไม่ได้ ดังนั้นภูมิคุ้มกันความงามจึงแข็งแรงมากกว่าคนอื่นๆ เพียงแค่มองแวบเดียวก็เบนสายตาออก
“นายทำหน้าอะไรน่ะ เข้าลานปะาหรือ” ลู่ซือหยวนวางของไว้บนโต๊ะ เดินไม่กี่ก้าวมาสังเกตสีหน้าของเขาที่ตรงหน้าเขา
“เปล่า...”
ใกล้เกินไปแล้ว ความรู้สึกกดดันรอบตัวลู่ซือหยวนรุนแรงยิ่งขึ้น กระทั่งลมหายใจที่เต็มไปด้วยฮอร์โมนเพศชายของเขาลอยเข้าจมูกแทรกซึมไปทั่วทุกอณู ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดเหงื่อท่วมตัว หลิงหานค่อยๆ ถอยหลังก้าวหนึ่งอย่างเงียบๆ
“นายมาหาฉันมีธุระอะไร” ลู่ซือหยวนไม่พูดไร้สาระกับเขา
หลิงหานเหมือนเป็ดบนชั้นวางโดยสมบูรณ์ เพราะยังไม่ได้คิดให้ดีว่าจะพูดอย่างไร แต่เขาก็ไม่ใช่คนชอบพูดอ้อมค้อม ในเมื่อลู่ซือหยวนถามแล้ว เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ตอบไปตามตรง “ได้ยินว่าคุณกำลังวางแผนถ่าย MV ่นี้ผมว่างพอดี ผมเลยมาเสนอตัว”
ต่อไปไม่ว่าลู่ซือหยวนจะพูดอะไร ทำสีหน้าอะไร เขาต้องทน ใครให้ตัวเองมาขอความช่วยเหลือกับคนอื่นกันล่ะ
หลิงหานเตรียมพร้อมรับการแดกดันถากถางไว้อย่างดีแล้ว
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/5e985a8f9bfc68dbf98421554d797302