บทที่ 16 ความเปราะบาง
ความรู้สึกหวาดกลัวที่ถูกแทรกแซงเข้ามานั้นสมจริงจนน่าใจหายผมถึงกับได้ยินเสียงฟันตัวเองกระทบกันกึกๆ
ในหัวแทบไม่หลงเหลือกระบวนการคิดที่เป็เหตุเป็ผลมีเพียงสัญชาตญาณดิบที่คอยสั่งการให้ผมวิ่งหนีออกไปให้พ้นเพียงอย่างเดียว
ก่อนที่ทุกอย่างจะเลวร้ายลงไปกว่านี้ผมรีบเร่งการหมุนเวียนมานาและดิ่งลึกเข้าสู่สมาธิขั้นสูงสุดเท่าที่ระดับทักษะจะอำนวย
ดูเหมือนสมาธิของผมจะเป็ยาแก้ทางที่ได้ผลดีเยี่ยมมันช่วยฉุดรั้งสติของผมให้กลับคืนสู่โลกความเป็จริง ความหวาดกลัวที่เคยมีเริ่มเบาบางลงแม้มันจะไม่หายไปทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็อยู่ในระดับที่ผมยังควบคุมได้
ทักษะของเธอน่าอัศจรรย์จริงๆเงื่อนไขการใช้งานของมันคืออะไรกันแน่? ต้องใช้มานาไหม?ส่งผลต่อเป้าหมายได้กี่คนในคราวเดียว? และที่สำคัญ...มันใช้กับพวกมอนสเตอร์ได้ด้วยหรือเปล่า?
ในการต่อสู้เมื่อครู่เธอใช้มันควบคุมผมคนเดียว หรือแอบใช้กับพวกก็อบลินด้วยกันแน่เพราะพฤติกรรมของพวกมันดูจงใจรุมกินโต๊ะผมเพียงคนเดียวอย่างผิดปกติ
คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวแต่แทนที่จะหวาดกลัว ผมกลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกมันเหมือนผมเพิ่งค้นพบเครื่องมือทรงพลังที่จะช่วยให้อัตราการรอดชีวิตพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่คาดคิด
“น่าสนใจ...”
ผมพึมพำออกมา และผมหมายความตามนั้นจริงๆ
หากเธอพัฒนาทักษะนี้ต่อไปจนถึงขีดสุดเธอจะกลายเป็บุคคลที่อันตรายอย่างยิ่งยวดความสามารถในการแทรกซึมความคิดเพื่อให้คนอื่น ทำตามความ้าโดยที่เ้าตัวไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าถูกบงการ...
นั่นมันคือพลังระดับที่เปลี่ยนโลกได้เลย
ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ พลางเงยหน้ามองโชอี้เธอแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาเล็กน้อยทว่าแววตายังคงเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและระแวดระวัง
“ถ้าคุณกล้าแตะต้องน้องสาวฉันแม้แต่ปลายนิ้วฉันฆ่าคุณแน่!”
เธอคำรามแววตาแข็งกร้าวราวกับพร้อมจะแลกชีวิตทุกเมื่อ
ผมหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ผมรู้ว่าน้องสาวสำคัญกับเธอมากแต่ลองคิดกลับกันดูสิ ความคิดของผมมันก็สำคัญกับผมมากพอๆ กันนั่นแหละทักษะของเธอแข็งแกร่งนะ... แต่ดูเหมือนมันยังไม่มากพอจะสยบผมได้ เธอก็เห็นแล้วนี่”
โชอี้หุบปากที่แยกเขี้ยวข่มขู่ลงดวงตาฉายแววลังเลออกมา เธอคงรู้ซึ้งแล้วว่าตนเองยังไม่แข็งแกร่งพอจะฆ่าผมในตอนนี้และการข่มขู่ต่อไปก็รังแต่จะเสียเวลาเปล่า
เมื่อเธอยอมรับความจริงกระแสอารมณ์หวาดกลัวที่เคยแทรกซึมในหัวผมก็มลายหายไป ผมจึงระบายรอยยิ้มออกมา
“เราอาจจะเริ่มต้นกันผิดวิธีไปหน่อยเอาเป็ว่ามาเริ่มกันใหม่ดีกว่า”
แน่นอนว่าผมแทบตายเพราะเธอและเธอก็ใช้ผมเป็โล่มนุษย์มาถึงสองครั้งแต่ทักษะของเธอนั้นมีประโยชน์เกินกว่าจะกำจัดทิ้ง
ในอนาคตมันอาจจะเป็กุญแจสำคัญที่ทำให้ผมรอดชีวิตเพราะฉะนั้นผมจึงเลือกที่จะซุกซ่อนความแค้นนี้ไว้ในส่วนลึกของใจ
จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมา
ตอนนี้เธอกำลังบงการผมอยู่หรือเปล่า?การที่ผมเปลี่ยนใจจากการอยากฆ่าทิ้งมาเป็การอยากใช้งานเธอแทนเป็ผลจากการล้างสมองของเธอด้วยไหม?
ผมคงต้องเก็บเื่นี้ไปวิเคราะห์ภายหลังผมรู้ตัวดีว่ากำลังเล่นกับไฟ
แต่ในสภาวะสมาธินี้ผมมั่นใจว่าเริ่มแยกแยะออกแล้วว่าตอนไหนที่ถูกแทรกแซงและผลประโยชน์ที่ได้รับจากเธอก็ดูคุ้มค่าพอที่จะเสี่ยง
หากผมเร่งความแข็งแกร่งให้ทิ้งห่างเธอไปเรื่อยๆการควบคุมผมก็จะยิ่งทำได้ยากขึ้นจนเป็ไปไม่ได้ในที่สุดการเก็บเธอไว้ในฐานะพันธมิตรจึงดูสมเหตุสมผลที่สุดในตอนนี้
และถ้าเราต้องแตกหักกันจริงๆผมแค่เล็งเป้าไปที่จุดอ่อนเดียวของเธอ นั่นคือน้องสาวของเธอ ทุกอย่างก็จบ...
แน่นอนว่าการทำร้ายเด็กสาวบริสุทธิ์มันช่างดูชั่วช้าแต่นาทีที่ทุกคนต้องดิ้นรนเพื่ออยู่รอด ผมไม่สนวิธีการหรอกตราบใดที่มันทำให้ผมรอดชีวิต ผมก็จะทำ
ผมยื่นมือออกไปหาโชอี้พร้อมรอยยิ้ม
“มาเป็พันธมิตรกันเถอะ โชอี้”
เธอดูลังเลอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะยอมใช้มือข้างที่ไม่ได้าเ็จับมือผมไว้
“แต่คุณต้องสัญญาว่าจะไม่แตะต้องน้องสาวฉันไม่อย่างนั้น...”
ผมยักไหล่อย่างเป็กันเอง
“และเธอก็ต้องสัญญาว่าจะไม่แตะต้องความคิดของผมเช่นกัน”
ผมจะไม่มีวันลืมสิ่งที่เธอทำไว้แต่สำหรับตอนนี้... ผมจะปล่อยไปก่อน
หลังจากบรรลุข้อตกลงผมก็พยุงเธอกลับไปที่ตู้ขบวนรถไฟ สภาพของเธอค่อนข้างย่ำแย่แม้จะลงแต้มความทนทานไปแล้ว แต่แผลที่มือยังคงมีเืไหลซึมตลอดเวลา
ตลอดทางผมแทบจะลากเธอมาด้วยซ้ำเพราะการเสียเืทำให้เธออ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัดโชคดีที่ค่าสถานะของผมแสดงผลเต็มที่แล้ว ผมจึงพอมีแรงพยุงเธอมาจนถึงจุดหมาย
ตอนนี้แผลเล็กๆตามตัวผมเืหยุดไหลหมดแล้ว ส่วนแขนที่หักหากไม่ขยับแรงๆก็เหลือเพียงความรู้สึกปวดหน่วงๆ เท่านั้น
ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆนั่นคือความหิว... ผมหิวมาก หิวจนรู้สึกว่าสามารถกินหมาป่าั์ได้ทั้งตัว
บางทีแต้มความทนทานอาจจะช่วยให้ร่างกายถึกทนขึ้นแต่มันคงต้องแลกมาด้วยการเผาผลาญพลังงานที่มหาศาล
หรือบางทีในอนาคตหากค่าสถานะนี้พุ่งสูงขึ้นไปอีก ผมอาจจะอยู่ได้เป็เดือนๆโดยไม่ต้องกินหรือนอนเลยก็ได้ แต่นั่นก็คงเป็เื่ของวันหน้าละนะ
ทันทีที่พ้นชายป่าแฮดวินซึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้วก็ะโออกมาด้วยสีหน้าโล่งใจ
“ผมกังวล ว่าพวกคุณจะเจออันตรายเข้า”
ผมเหลือบมองโชอี้เล็กน้อยก่อนจะยักไหล่ส่งๆ
“เธออาการไม่ค่อยดีน่ะเลยต้องเดินมาช้าหน่อย”
โชอี้ชำเลืองมองผมด้วยสายตาที่ยังหลงเหลือร่องรอยของความโกรธเคืองทว่าเธอกลับเลือกที่จะนิ่งเงียบ
แฮดวินรีบเข้ามาช่วยพยุงเธอไปยังลานกว้างที่ตรงนั้นพวกเราพบเดนี่นอนทอดร่างอยู่ ใบหน้าของเขาขาวซีดเผือดจนผิดปกติ
“เขาไม่รอดแล้ว”
แฮดวินเอ่ยเสียงแ่แววตาของเขาดูซับซ้อนและยากจะคาดเดาความรู้สึก
“ไม่กี่นาทีก่อนเขายังพูดกับเราอยู่เลย...ทำไมล่ะ...”
โชอี้ดูใมากเสียงของเธอสั่นเครือและขาดห้วงไปราวกับถ้อยคำทั้งหมดจุกอยู่ที่ลำคอ
ส่วนผมได้แต่นิ่งเงียบ...
เดนี่ไม่ใช่คนอ่อนแอเขามีร่างกายที่แข็งแรงและมีเลเวล 1 ติดตัว แถมกลุ่มของเขายังรับมือศัตรูแค่สองตัวซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็เพียงก๊อบลินเลเวล 2 เท่านั้น แต่เขากลับตาย
รอยแผลที่หน้าอกนั่นลึกจนถึงหัวใจมันน่าตลกที่คนแข็งแรงอย่างเขาต้องมาจบชีวิตลงง่ายๆเพียงเพราะก๊อบลินตัวหนึ่งบังเอิญ แทงเข้าถูกจุดสำคัญทำไมมนุษย์ถึงได้เปราะบางขนาดนี้กันนะ?
ผมจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิดตนเองในนาทีนี้ผมเริ่มตระหนักแล้วว่า มนุษย์ ต่างจากก๊อบลินหรือหมาป่าพวกนั้นพวกเราอ่อนแอเกินไป
การเอาชีวิตรอดในโลกนี้ไม่ใช่เื่ง่ายแม้แต่คนที่แข็งแรงที่สุดก็อาจจบชีวิตลงได้หากก้าวพลาดเพียงครั้งเดียว
ผมควรจะเสียเวลาอยู่กับคนพวกนี้ต่อไปจริงๆหรือ?
พวกเขาจะลากผมไปตายด้วยไหม?
แฮดวินอาจจะเก่งแต่ความแข็งแกร่งของเขาก็แขวนอยู่บนะุปืนไม่กี่นัด ถ้าะุหมดเขาก็คงเปราะบางไม่ต่างจากเดนี่
ส่วนโชอี้ก็เอาแน่เอานอนไม่ได้เธอใช้ผมเป็โล่มาสองครั้งแล้ว และคนอื่นๆ ที่เหลือก็มีแต่ความหวาดกลัว
“แนท...”
ผมควรทุ่มเวลาไปกับการพัฒนาตัวเองเพียงคนเดียวดีกว่าไหม?ผมแข็งแกร่งกว่าพวกเขา ผมสามารถ...
“แนท!”
“เนเทล!”
แรงััที่ไหล่ฉุดให้ผมตื่นจากภวังค์ผมสะดุ้งตัวโยนและพบว่าฝ่ามือตัวเองมีเืซึมจากการที่เผลอจิกเล็บลงไปขณะกำหมัดแน่น
ดูเหมือนผมเองก็เริ่มสติแตกไม่ต่างจากโชอี้การตายของคนในขบวนรถไฟเริ่มส่งผลกระทบต่อจิตใจของผมมากกว่าที่คิด
ผมเหลือบมอง เทสหญิงสาวผมบลอนด์ที่ยังคงจับไหล่ผมอยู่เธอสูงกว่าผมเสมอและเป็แบบนั้นมาตลอดแม้เธอจะอายุน้อยกว่าก็ตาม
ดวงตาสีเทาเหล็กของเธอดูสงบนิ่งจนน่าประหลาดในชั่วขณะที่เราจ้องตากัน ผมได้กลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาจากตัวเธอ
ผมรีบตั้งสติควบคุมลมหายใจให้เป็จังหวะแล้วเข้าสู่สภาวะสมาธิหมุนเวียนมานาไปตามร่างกายเพื่อสยบความวุ่นวายในหัวไม่นานนักความคิดที่ฟุ้งซ่านก็เริ่มสงบลง ผมจึงค่อยๆถอนตัวจากสมาธิแล้วมองไปที่เธอ
“ได้ยินฉันแล้วใช่ไหม แนท?”
เทสถามย้ำ
ผมพยักหน้ารับเบาๆ
“ดี... งั้นตามฉันมา ฉันจะทำแผลให้”
เธอออกแรงดึงตัวผมมุ่งหน้าไปที่ตู้ขบวนรถไฟผมไม่ได้ขัดขืนและเดินตามแผ่นหลังของเธอไปเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรออกมาอีกเลย