คำพูดของหลงเซ้งหลินทำให้ดวงตาของถังซิ่วสดใสขึ้นพลางมองไปทางอีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้ สัญชาตญาณของเขาบอกเขาได้อย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนหยาบคาย แม้ว่าอีกฝ่ายจะทำตัวไร้ยางอายแต่คำพูดและการกระทำของอีกฝ่ายก็ไม่มีท่าทีนักเลงเลยแม้แต่น้อย
"นายคือคนที่แก้ปัญหาของฉันกับหลี่คังหลงใช่ไหม"
ถังซิ่วหยุดเดินและถามออกมา
จริงๆแล้วหลงเซ้งหลินอยากที่จะส่ายหน้าปฏิเสธแต่ภายใต้การจ้องมองของถังซิ่วก็ทำให้เขาพูดความจริงว่า
"พี่ชาย ห้องเกมส์นั้นมันไม่มีจรรยาบรรณในการทำธุรกิจดังนั้นผมจึงให้คำเตือนแก่พวกมันแต่ดูเหมือนว่าการกระทำของผมแทบจะไม่จำเป็ด้วยซ้ำ เพราะต่อให้ผมไม่ได้ทำอะไรก็ตามแต่พี่ชายก็สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ไม่สิ หรือว่าผมทำอะไรที่กวนใจพี่งั้นหรือ?"
"แม้ว่าฉันจะสามารถแก้ปัญหากับห้องเกมส์นั้นได้ด้วยตัวฉันเองแต่ยังไงฉันก็ยังติดหนี้นาย ฉันมีชื่อว่าถังซิ่ว ห้องสิบ นักเรียนมัธยมชั้นปีที่สามของโรงเรียนสตาร์ซิตี้ ถ้านาย้าให้ฉันช่วยอะไรก็สามารถมาหาฉันได้"
ถังซิ่วจ้องไปที่หลงเซ้งหลินและตัดสินใจที่จะยอมรับเขาเป็เพื่อน
"พี่ชาย คุณสุภาพกับผมเกินไป ผมมีสกุลว่าหลงชื่อเซิ้งหลิน ผมเรียนที่โรงเรียนที่สองและผมก็อยู่ระดับมัธยมปีที่สาม ผมจะไปเยี่ยมคุณใน่เวลาว่างของผม"
เมื่อได้ฟังคำพูดของถังซิ่วที่ดูเหมือนว่าเขากำลังจะจากไป หลงเซ้งหลินก็รู้ตัวว่าควรจะต้องหยุดเมื่อไหร่และไม่กล้าที่จะยื้อถังซิ่วต่อไป สำหรับหลงเซ้งหลินแล้ว เขาไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในการตีสนิทกับถังซิ่วแต่ยังรู้ที่อยู่ของถังซิ่ว เขาสามารถติดต่อกับถังซิ่วได้ง่ายขึ้นและนี่เป็ความพยายามที่คุ้มค่า
หลังจากที่อำลาอย่างง่ายๆ ถังซิ่วก็ไม่ได้ชักช้าอีกต่อไปและรีบเดินทางกลับไป
เมื่อจ้องมองไปที่แผ่นหลังของถังซิ่วจนกระทั่งเขาค่อยๆเดินหายไปในความมืดก็ทำให้รอยยิ้มที่น่าตื่นเต้นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลงเซ้งหลิน
"พี่สะใภ้ เรารอดแล้ว ตราบใดที่ถังซิ่วลงมือก็จะทำให้เราสามารถหมู่บ้านเขาล้อมได้อย่างแน่นอน"
หลงเซ้งหลินกำมือของเขาพร้อมโบกมือก่อนที่จะขึ้นรถสปอร์ตที่จอดอยู่ริมถนนและรีบจากไป
"นี่มันอะไรกัน! เขาคือหลงเซ้งหลิน พี่ใหญ่เฟย นั่นมันหลงเซ้งหลิน ถังซิ่วไปรู้จักกับเขาได้อย่างไรกัน นอกจากนี้แล้วอีกฝ่ายก็ยังเรียกถังซิ่วว่าพี่ชายได้อย่างไร"
ในมุมๆหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป ซู่ดวนซินได้เปล่งเสียงกรีดร้องเบาๆ
"เราคงจะมองผิดไปใช่หรือไม่ สถานะของหลงเซ้งหลินนั้นสูงมาก เขาจะมาเล่นอะไรที่ห้องเกมส์ชั้นต่ำอย่างที่นั่นได้กัน นอกเหนือจากนั้นแล้วเขาก็ยังทำตัวติดดินเหมือนคนธรรมดา วัยรุ่นนั้นควรเป็คนที่ดูเหมือนหลงเซ้งหลินและแสร้งปลอมตัวเป็เขาใช่ไหม"
ทานหลีเขวียนได้แสดงท่าทางที่สับสนพลางพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจ
ขณะนี้เองที่ซูเชียงเฟย์กำหมัดเอาไว้แน่นจนกระทั่งเล็บของเขาจิกเข้าไปในฝ่ามือของเขาเอง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฝ่ามือของเขาได้มีเืหยดย้อยออกมาแล้ว
รูปลักษณ์อาจคล้ายกันได้ ชื่อนี้ก็ยังสามารถหลอกได้แต่รถสปอร์ตนี้มันเป็สิ่งที่ไม่อาจแสร้งทำได้
เมื่อหกเดือนก่อน ซูเชียงเฟย์โชคดีมากที่ได้ไปงานเข้ารับพิธีสงฆ์ประจำปีของหลงเซ้งหลินกับพ่อของเขา ครอบครัวของหลงเซ้งหลินนั้นได้เตรียมรถสปอร์ตโรลส์รอยซ์แฟนท่อมเพื่อเป็ของขวัญประจำปีของเขาซึ่งมีป้ายทะเบียนรถตามวันเกิดของเขา ไม่ว่าจะเป็รถสปอร์ตโรลส์รอยซ์แฟนท่อมหรือหมายเลขทะเบียนรถหรืองานเลี้ยงสังสรรค์ที่เป็ระดับสูง ทุกอย่างนั้นก็เพื่อให้แขกทุกคนที่มาร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำนั้นได้เห็นโดยเฉพาะสำหรับเด็กชายและเด็กหญิงทุกคนที่อยู่ในวัยเดียวกันกับหลงเซ้งหลิน พวกเขารู้สึกด้อยกว่าและมองเขาด้วยความอิจฉา
ดังนั้นแม้ว่าซู่ดวนซินและทานหลีเขวียนจะสงสัยว่าวัยรุ่นคนนี้เป็หลงเซ้งหลินหรือไม่แต่ซูเชียงเฟย์ค่อนข้างมั่นใจว่าวัยรุ่นหัวล้านคนนั้นคือหลงเซ้งหลิน
"ถังซิ่ว มันไปรู้จักหลงเซ้งหลินได้อย่างไร และความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดูเหมือนจะไม่ใช่น้อยๆ นี่เป็ปัญหาใหญ่อย่างแท้จริง มันจะกลายเป็เื่ยากมากที่จะจัดการกับถังซิ่วในอนาคต"
เมื่อระลึกถึงอุปนิสัยที่หยิ่งผยองของหลงเซ้งหลินและรู้ว่าหลงเซ้งหลินนั้นรู้จักกับถังซิ่ว ซูเชียงเฟย์รู้สึกราวกับว่าเขาตกอยู่ในห้วงความฝันและมันก็เป็เื่ยากสำหรับเขาที่จะคิดว่ามันเป็การพบกันครั้งแรกระหว่างหลงเซ้งหลินและถังซิ่ว นอกจากนี้หลงเซ้งหลินก็เป็คนที่เริ่มเข้าหาถังซิ่วด้วยตัวเขาเอง
หลังจากออกจากห้องเกมส์แล้ว ถังซิ่วก็ไม่ได้กลับไปโรงเรียนทันทีแต่กลับเดินตรงไปยังชานเมืองเนื่องจากการบ่มเพาะวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์จึงทำให้ร่างกายของเขาเหมือนได้รับการเกิดใหม่ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ฝึกทักษะการต่อสู้ใดๆแต่ความเร็วของเขาก็เกินกว่าคนธรรมดาไปแล้ว
ั้แ่ที่เขาได้ตัดสินใจที่จะฝึกวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์ เขาก็ต้องเตรียมตัวอย่างเต็มที่ในแนวทางการบ่มเพาะต่างๆ สิ่งที่ต้องให้ความสนใจโดยเฉพาะนั้นไม่มีอะไรต้องสนใจมากไปกว่าสี่อย่างนี้ ได้แก่ "วิธีการ" "คู่ร่วมฝึก" "ความมั่งคั่ง" และ "พื้นที่"
วิธีการนี้หมายถึงเคล็ดวิชาและวิธีการบ่มเพาะ หากปราศจากสิ่งนี้ก็จะเหมือนคนตาบอดที่ฝึกวิชา วิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์นั้นเป็บันทึกอันเก่าแก่ของเคล็ดวิชาบ่มเพาะพลังของพระเ้าที่ต่อสู้กับปีศาจภายในดินแดนแห่งนิรันดร์อย่างดุเดือด ตัวเขามีเคล็ดวิชาบ่มเพาะมากมายและวิทยายุทธ์เก็บเอาไว้เต็มสมองของเขาดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็ต้องกังวลเกี่ยวกับเื่นี้
คู่ร่วมฝึกหรือสหาย มีคนเคยกล่าวไว้ว่า "การเรียนรู้โดยปราศจากเพื่อนจะส่งผลให้เกิดความเขลาและทำให้ความคิดแคบลง" โลกนี้เป็โลกที่มีระดับต่ำเป็อย่างมากดังนั้นถังซิ่วจึงถูกกำหนดให้ไม่มีคู่ร่วมฝึกอยู่บนโลก อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เขาพึ่งจะเริ่มการบ่มเพาะจึงไม่ได้สนใจในสิ่งเหล่านี้
ความมั่งคั่งหมายถึงสถานะทางการเงินเพราะในระยะแรกของเส้นทางการบ่มเพาะนั้น สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือเวลาและจิตใจจะถูกใช้สำหรับการฝึกซ้อมดังนั้นจึวไม่มีเวลาพอที่จะทำเงินได้ หากไม่มีทรัพยากรก็จะทำให้การบ่มเพาะของเขากลายเป็เื่ที่ยากมาก ผู้คนจากสมัยโบราณได้กล่าวว่า "หากไม่มีความมั่งคั่งก็จะไม่สามารถนำมาซึ่งสิ่งใดได้"
ที่ดินหมายถึงสถานที่บ่มเพาะที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างกันซึ่งมีความกลมกลืนกับฮวงจุ้ยที่มีพลังงานฉีซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการบ่มเพาะของผู้คนเป็อย่างมาก
เกี่ยวกับวิธีการและคู่ร่วมฝึกนั้นตัวเขาสามารถละเว้นสิ่งเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะเพิ่มความมั่งคั่งและที่ดิน
ใน่เดือนนี้ตัวเขามักที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องสมุดยกเว้น่เวลาที่เรียน การที่เขาหมกตัวอยู่ในห้องสมุดนั้นตัวเขาไม่ได้ศึกษาเื่เรียนแต่ทำเพื่อที่จะหาผู้ฝึกวิชาคนอื่นๆที่มีตัวตนอยู่บนโลกพร้อมหาที่เหมาะๆในการบ่มเพาะพลัง
แม้ว่าถังซิ่วจะอ่านหนังสือเกือบทั้งหมดในห้องสมุดแล้วแต่เขาก็ยังไม่สามารถหาร่องรอยของผู้บ่มเพาะพลังคนอื่นๆได้ซึ่งทำให้เขาสงสัยว่าไม่มีผู้บ่มเพาะพลังอยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว อย่างไรก็ตาม เขายังได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมของมนุษย์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ชีวประวัติ และหนังสืออื่นๆอีกมากมายซึ่งทำให้เขาได้รับรู้ถึงพื้นที่ที่น่าจะมีความเป็ไปได้ในการบ่มเพาะพลัง สถานที่นี้ไม่ได้อยู่ในเมืองแต่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเจ็ดสิบกิโลเมตรซึ่งเรียกว่าหมู่บ้านเขาล้อม
วันนี้ถังซิ่วกำลังมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเขาล้อมโดยเฉพาะเพื่อตรวจสอบและหาว่าที่นี่เป็สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับบ่มเพาะหรือไม่ ถ้าหมู่บ้านนี้เหมือนอย่างที่ถูกอธิบายไว้ในหนังสือ เขาก็ตั้งใจที่จะสร้างถ้ำแห่งนิรันดร์ของเขาเพื่อการบ่มเพาะพลังภายในสถานที่แห่งนั้น
ครึ่งวันต่อมา ร่างของถังซิ่วก็ปรากฏตัวขึ้นที่ยอดเขาของหมู่บ้านนี้ ในเวลานี้ตัวเขาได้สำรวจสถานที่แห่งนี้อย่างสมบูรณ์แล้ว
เมื่อมองไปที่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยดวงดาวเหนือศีรษะของเขาราวกับว่าจะสามารถหยิบจับได้ด้วยมือเปล่าและมองเมืองใหญ่ที่ไม่มีพลังงานิญญาแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม เขายิ้มออกมาด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้นเป็อย่างมาก
"เส้นชีพจริญญา ในหมู่บ้านนี้มีเส้นชีพจรจิติญญาซ่อนอยู่ข้างใต้ ในเมื่อที่แห่งนี้มีชีพจริญญาจึงน่าจะมีสมบัติล้ำค่า ฉันไม่จำเป็ต้องกังวลเื่ของน้ำยาปรับสภาพร่างกายเลย"
เขาที่ยืนอยู่บนสุดขอบหน้าผาูเาได้หันไปรอบๆอย่างมีชีวิตชีวาพร้อมมองไปบนท้องฟ้า
ั้แ่ที่ได้เกิดใหม่ ถังซิ่วกลัวเสมอว่ามือและเท้าของเขาจะถูกมัดไว้ มือหนึ่งก็เพราะพลังิญญาของโลกนั้นมีอยู่เบาบางมากจนแทบจะไม่มีอยู่เลยและทำให้เคล็ดวิชาบ่มเพาะและทักษะการต่อสู้ทั้งหมดกลายเป็ขยะที่ไร้ค่า นี่ทำให้เขาแทบจะร้องไห้ อีกมือหนึ่งก็เพราะเขาบังเอิญได้รับสิทธิในการฝึกเคล็ดวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์ซึ่งทำให้ร่างกายของเขาเริ่มต้นที่จะบ่มเพาะมันด้วยตัวเองโดยที่เขาไม่สามารถที่จะควบคุมอะไรได้เลย
หากว่าเขาสามารถฝึกศิลปะล้ำเลิศนี้ได้ภายในดินแดนแห่งนิรันดร์ก็คงจะทำให้เขามีความสุขอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากิญญาของโลกใบนี้นั้นแทบที่จะไม่มีอยู่อย่างสิ้นเชิงถึงได้ทำให้การบ่มเพาะวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์นี้ทำให้เขาอยากที่จะหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความรู้สึกหมดหนทาง
แม้ว่าการบ่มเพาะวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์นั้นจะไม่จำเป็ต้องใช้พลังิญญาใดๆ อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญในวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์คือการที่เขาจะต้องพึ่งพาสมบัติล้ำค่าในการสร้างน้ำยาปรับสภาพร่างกายในขณะที่ส่วนผสมอันล้ำค่าเ่าั้สามารถจะพบได้แค่ภายในสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังิญญาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม มันกลับไม่มีพลังงานิญญาอยู่บนโลกใบนี้ซึ่งหมายความว่าไม่มีสมบัติล้ำค่าในการสร้างน้ำยาปรับสภาพร่างกาย ดังนั้นเมื่อถังซิ่วบังเอิญเริ่มบ่มเพาะวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์ก็ทำให้เส้นทางเดียวที่รอเขาอยู่ที่ปลายทางคือความตาย
ถังซิ่วมีความสุขอย่างมากั้แ่เขาได้พบกับเส้นชีพจริญญาดังกล่าวในจังหวัดฉวนชิงซึ่งอยู่ในหมู่บ้านเขาล้อมนี้ นี่แสดงให้เห็นว่าเขายังสามารถหาสถานที่อื่นในโลกที่มีพลังิญญานี้ได้
"ดูเหมือนว่าเส้นชีพจริญญานี้จะอยู่ภายใต้ก้อนหินนี้แต่ฉันไม่รู้ว่าหมู่บ้านเขาล้อมนี้เป็ของใครหรือไม่ ไม่อย่างนั้นก็เป็เื่ที่ต้องลำบากหน่อยๆ"
เนินเขาของหมู่บ้านเขาล้อมนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็สถานที่ที่มีความแปลกประหลาดมากที่สุดในจังหวัดนี้ หากว่าเขาไม่พลิกผ่านหนังสือจำนวนมากในห้องสมุดของจังหวัดก็จะไม่มีวันพบกับสถานที่ดังกล่าวที่เปรียบดั่งแดน์ที่ซ่อนอยู่ในจังหวัดฉวนชิง
หลังจากที่ตระหนักว่าใกล้จะเช้าแล้วก็ทำให้ถังซิ่วเริ่มต้นการค้นหาสมบัติล้ำค่าที่จำเป็ในการบ่มเพาะขั้นแรกของวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์: ร่างกายที่เกรี้ยวกราดแห่งดวงดาว
วิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์ถูกแบ่งออกเป็สี่ขั้น: ร่างกายที่เกรี้ยวกราดแห่งดวงดาว, สาระ์แห่งดวงดาว, การรวมตัวกันของดวงดาว และ การผันแปรของดวงดาว
ขั้นแรกของ ร่างกายที่เกรี้ยวกราดแห่งดวงดาวนั้นประกอบไปด้วย ขั้นหล่อหลอมพลังฉี เสริมสร้างิั เสริมสร้างเืเนื้อเปลี่ยนแปลงกระดูก เปลี่ยนแปลงหลอดเื เปลี่ยนแปลงไขกระดูก เปลี่ยนแปลงอวัยวะภายใน ส่งพลังฉีและเื ดินแดนรวมทั้งหมดเป็เก้าขั้น
วิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์นี้คือสิ่งที่เผ่าพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นสร้างขึ้นเพื่อที่จะได้ลบข้อเสียของเผ่าพันธุ์ตัวเองที่มีร่างกายอ่อนแอไม่สามารถเทียบกับเผ่าอสูรได้ ในแต่ละขั้นของวิชานี้นั้นจำเป็ต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่งซึ่งเสริมความแข็งแกร่งจากโอสถและแร่อันล้ำค่า เงื่อนไขทางร่างกายที่วิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์้านั้นสูงเป็อย่างมาก ถ้าเกิดว่าร่างกายนั้นไม่ได้แข็งแกร่งถึงระดับความแข็งแกร่งตาม้าของวิชา ต่อให้จะฝึกวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์ได้รวดเร็วเท่าไหร่ก็ตามแต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็จะเป็แค่การดูดกลืนพลังงานจากดวงดาวมากเกินไปเท่านั้น ท้ายที่สุดชะตากรรมของเขาจะต้องจบลงที่การที่ร่างกายะเิพินาศ
ผู้ให้กำเนิดวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์นั้นได้ระบุซ้ำๆเอาไว้ว่าในการฝึกฝนขั้นแรก ร่างกายที่เกรี้ยวกราดแห่งดวงดาวนั้นจำเป็จะต้องเตรียมโอสถและสมุนไพรล้ำค่าให้เพียงพอรวมไปถึงแร่ล้ำค่าและเครื่องในของสัตว์อสูร แก่นโลหิต เส้นเืและอื่นๆเพื่อหล่อหลอมร่างกาย