เซียวซวี่ผ่านเข้าทางประตูใหญ่ด้านหน้าเขาสังเกตว่ารอบๆ ตัวเขา นอกจากเหล่านักเรียนชายที่เป็สหายร่วมเรียนแล้ว ยังปรากฏคนแปลกหน้าและคนต่างถิ่นที่ไม่คุ้นเคยอยู่อีกจำนวนหนึ่งทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างจับกลุ่มพูดคุยกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป
เหมือนกับเช่นทุกปีญาติของนักเรียนในสำนักต่างเข้ามาให้กำลังใจลูกหลานของตนเอง เฉพาะนักเรียนที่สำนักก็มีกันเกือบสองร้อยชีวิต
และเฉพาะวันนี้ ที่สำนักจะเปิดประตูกว้าง โดยไม่ได้ห้ามคนนอกเข้าห้ามคนในออก ขอเพียงแจ้งว่ามากับใคร หรือไปพบใคร ก็สามารถเข้ามาได้แล้วเหมือนเช่นหนานข่ายลี่ที่มากับกู้หยุน เพียงแต่….ปีนี้..ก็ออกจะมีคนมากเกินไปหน่อยมิใช่หรือ เซียวซวี่ถอนหายใจเบาๆ
แม้ว่าคนจะมากกว่าปกติสี่ห้าส่วน แต่นักเรียนของที่นี่มีเครื่องแบบประจำเป็เสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีขาวยาวคลุมกางเกงขากว้างสีดำเข็มขัดหนังสีดำคาดทับ ข้างเอวยังมีป้ายพกประจำตัวของแต่ละคนห้อยอยู่การจะสังเกตว่าใครเป็คนในหรือคนนอกจึงไม่ใช่เื่ยาก
และ“คน” ที่เขามองหา ไม่ใช่นักเรียนเ่าั้ แม้จะรู้รายละเอียดหน้าตาเป้าหมายเพียงคลุมเครือแต่บุคคลที่มีลักษณะเช่นที่ได้ข้อมูลมา ย่อมต้องไม่ใช่เสือซ่อนพยัคฆ์หมอบ จะพลาดจากสายตาเขาไปได้อย่างไรชั่วอึดใจที่กำลังเดินผ่านคนกลุ่มหนึ่ง ดวงตาก็พลันเป็ประกาย เพราะหนึ่งในคนเหล่านี้ เป็คนที่มีลักษณะไกล้เคียงกับที่เขาตามหาหากใช่ตามที่คิด เขาจะหาโอกาสเข้าหา หรืออย่างน้อย ต้องดึงดูดความสนใจให้ได้
เซียวซวี่เดินผ่านคนกลุ่มนั้นไปและสังเกตทุกคนในกลุ่มอย่างรวดเร็วอีกครั้งก่อนที่เขาจะหยุดยืนอยู่ใต้ชายคาของอาคารหนึ่งด้านทิศใต้ที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขาเฝ้าจับตาอยู่
สักพัก ชายหนุ่มที่อยู่ตรงกลางของกลุ่มคนเ่าั้ ก็เดินแยกตัวจากไปพร้อมกับอาจารย์คนหนึ่งของสำนักที่เซียวซวี่ไม่คุ้นตาส่วนคนที่เหลือก็เริ่มเดินกระจายกันไป เมื่อเห็นสถานการเป็เช่นนี้แล้วเซียวซวี่จึงได้ผละจากมา
หนานข่ายลี่เองถึงตอนนี้ก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาถึงในสำนักศึกษาแล้ว เขาพยายามมองหากู้หยุนอยู่ตลอดถึงแม้จะยังไม่พบ แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้กังวลเพราะอย่างไรการแต่งกายของเขาก็ไม่ได้เหมือนกับนักเรียนของที่นี่หากเขาเดินไปปะปนกับกลุ่มนักเรียนสักหน่อย มีหรือกู้หยุนจะมองความแตกต่างของเสื้อผ้าไม่ออก
ความคิดไม่ไวเท่าการกระทำ เขาวิ่งไปปะปนในกลุ่มนักเรียนที่กำลังทยอยเดินไปที่สนามประลองธนูและแน่นอนว่ากู้หยุนซึ่งเดินออกมาจากห้องห้องหนึ่งในสำนักศึกษาพร้อมสหายร่วมชั้นอีกสามคนก็สังเกตเห็นเขาได้แทบจะในทันทีก่อนกู้หยุ่นจะเดินไปลากสหายต่างเมืองให้มารวมอยู่ด้วยกันกับเขา
กู้หยุนหายเข้าไปในห้องเรียนก่อนหน้านี้เพื่อประกอบธนูที่จะใช้ในการสอบ เพราะเขาไม่ใช่นักเรียนดีเด่นในเส้นทางสายนี้ จึงไม่ได้มีความพยายามมากนักที่จะเอาชนะคนอื่นๆในการแข่งขัน ผิดกับคนอื่นๆ ที่ใช้เวลาว่างในวันหยุดท่องตำรา ฝึกวิชาขี่ม้า ยิงธนูจะว่าไปต่อให้เป็การแข่งขันความรู้ด้านบุ๋น วิชาวรรณกรรมประวัติศาสตร์หรือกระทั่งวิชาการเมืองการปกครองเขาเองก็ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะติดหนึ่งในยี่สิบ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะหน้าที่เขาเพียงแค่ต้องสอบให้ผ่านระดับมณฑลเท่านั้นได้ที่เท่าไหร่ล้วนไม่สำคัญ ขอเพียงสามารถสอบเข้ารับราชการในเมืองหลวงตำแหน่งขุนนางขั้นหกซักตำแหน่ง และถ้าจะให้ดีขอเป็ตำแหน่งขุนนางในสิงปู้(กระทรวงราชทัณฑ์) หรือ ฮู่ปู้ (กระทรวงครัวเรือนรับผิดชอบด้านการเก็บส่วย)ที่ใดที่หนึ่งยิ่งดีเพราะถึงอย่างไรที่บ้านเขาก็มีกิจการค้าขายอยู่มากการรับราชการก็แค่ช่วยส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้การค้าดำเนินไปอย่างราบรื่นเท่านั้นนี่เป็ความคิดของกู้หยุนแต่แรก ทำให้ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายขณะที่กำลังประกอบธนูไม่มีความกดดันเฉกเช่นคนอื่นที่เข้าสอบ จนอาจกล่าวได้ว่า ไม่สนใจการสอบก็ไม่ผิดขอเพียงแค่สอบไม่ตก สำหรับเขาถือว่าผ่านแล้ว
ที่สนามสอบเหล่าลูกศิษย์และแขกผู้มาเยือน ต่างเดินไปพร้อมกันที่ลานกว้างแล้วเหล่าอาจารย์ทั้งหมดในสำนักศึกษาทะยอยออกมานั่งตามตำแหน่งที่้าของอาคารยกพื้นซึ่งตั้งขวางอยู่ด้านหน้าเชิงเขา มีพื้นที่สนามประลองอยู่เบื้องหน้าซึ่งโดยปกติส่วนนี้จะเป็ส่วนของที่พักของเหล่าอาจารย์แต่ในวันนี้ถูกจัดให้เป็ส่วนหนึ่งของพื้นที่การประลองเมื่ออาจารย์ด้านวิชาต่อสู้ของสำนักศึกษาเดินขึ้นไปประกาศเริ่มต้นการสอบแข่งขันประจำปีปลายนิ้วเรียวดีดหินจุดเพลิงเข้าไปในกระถางเพลิงขนาดห้าคนโอบที่วางอยู่ฝั่งตรงข้ามของอาคารเกิดเปลวไฟลุกโชนพุ่งสูงเกือบสอง่คน สว่างไสวไปทั่วบริเวณ ขับไล่ความเย็นของอากาศ่สารทฤดูและสลายหมอกชื้นจางๆของอากาศยามเช้าไปได้ระดับหนึ่งเมื่อกระถางเพลิงถูกจุดขึ้นก็นับว่าการทดสอบยิงธนูของปีนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ตัวแทนผู้ฝึกยุทธ์ ห้าคนเดินเรียงต่อแถวขึ้นมาบนพื้นที่ชั้นบนของอาคารพวกเขายืนอยู่หน้าที่นั่งของกลุ่มอาจารย์ ในมือถือเป้าบินข้างละอันเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณจากกลองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านข้างของอาคารนักเรียนที่เข้าสอบรอบละสิบคน จะเดินขึ้นมารอยิงธนูที่ด้านหน้าขอบสนามในจุดที่กำหนดไว้เมื่อเป้าบินถูกปล่อยนักเรียนสามารถยิงด้วยจำนวนลูกธนูกี่ลูกก็ได้ให้ถูกเป้าหมายมากที่สุดความแม่นยำของตำแหน่งที่ยิงโดนและจำนวนของลูกธนูที่ปล่อยออกไปโดนเป้าบิน จะเป็ตัวกำหนดคะแนนและต้องไม่พลาดเป้ามากเกินจำนวนที่กำหนดไว้ด้วย
สถานการณ์โดยรอบของสำนักศึกษาตอนนี้จึงคึกคักยิ่งนักเสมือนหนึ่งกำลังเข้าสู่ภาวะา ผู้แข่งขันกำลังมุ่งมั่นท้าทายกันภายในสนามประลองประกอบกับเสียงกลองที่ใช้ให้สัญญาณ เสียงโห่ร้องให้กำลังใจของนักเรียนและญาติพี่น้องสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ทุกคนในสนามตื่นเต้นยินดี
กลุ่มอาจารย์บนอาคารข้างสนามประลองนั้นบ้างก็ยืนขึ้นมาเกาะที่ด้านหน้าของระเบียงที่มีระแนงไม้เตี้ยๆ ระดับเอวกั้นอยู่หวังเพียงเพื่อจะได้เห็นผลงานของเหล่าศิษย์ของตนเองมากขึ้นบางคนก็ปรบมือพร้อมเปล่งเสียงให้กำลังใจเหล่าศิษย์รัก ทั้งที่ทำผลงานได้ดีและที่ผิดหวังจากการทดสอบกลุ่มอาจารย์ที่าุโหน่อยแม้จะแค่ยกมือขึ้นลูบเคราทำท่าคิดพินิจ แต่เมื่อลูกศิษย์ของตนเองทำผลงานได้ดีก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้มจนตาหยีเช่นกัน
ณ.ห้องรับรองที่เงียบสงบแห่งหนึ่งของสำนักศึกษา
ภายในปรากฏกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ยืนกระจายตัวล้อมรอบเด็กหนุ่มอายุประมาณ11-12 ปีผู้มีใบหน้ากลมมน หน้าผากอิ่มกว้าง รับกับคางเต็มรวบผมทั้งหมดไว้ด้วยกวานสีเงินไร้ลวดลายเพียงอันเดียวสวมเสื้อผ้าเช่นเดียวกับนักเรียนของที่นี่ ถึงแม้เขาจะมีรูปร่างค่อนเ้าเนื้อแต่ใบหน้านั้นเป็มิตร รอยยิ้มกว้างที่ปรากฏอยู่ตลอดเวลาขณะพูดคุยของเขา รวมเข้ากับเสียงหัวเราะร่าเริงของเด็กสาวที่นั่งอยู่ถัดออกไปประกอบกับท่านั่งตัวเอียงไปด้านข้าง มือขวาที่ยกขึ้นพาดบนโต๊ะน้ำชาที่ตั้งอยู่ด้านขวามือกำลังประคองศีรษะของตนไว้ขณะพูดคุยนอกจากจะทำให้บรรยากาศภายในผ่อนคลาย แม้จะมีเพียงเสียงพูดคุยเฉพาะแค่เด็กหนุ่มและหญิงสาวก็ตาม
ด้านหลังของเขาไม่ไกลมีชายหนุ่มรูปร่างกำยำใบหน้าไร้ความรู้สึกห้าคนยืนกระจายกันอยู่ในห้องรวมถึงมีหญิงสาวที่ยืนคู่กันเป็ระเบียบสองคนที่บริเวณใกล้หน้าต่างหากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าชายทั้งห้าคน พกมีดสั้นเล็กๆที่ส่วนปลายของด้ามมีดมีสัญลักษณ์รูปปลาบินสีทองสลักอยู่โดยรวมแล้วภาพกลุ่มคนเ่าั้ดูไม่เข้ากับบรรยากาศผ่อนคลายที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองคนแสดงออกมาเลย
หลังมีคนเดินไปแจ้งว่าการทดสอบได้เริ่มขึ้นแล้ว เด็กหนุ่มจึงค่อยๆลุกขึ้นยืนแล้วเดินนำกลุ่มคนเ่าั้ออกจากห้องไป
หลังการทดสอบผ่านไปได้ครึ่งทางก็ถึงตาของกู้หยุนและเซียวซวี่ พวกเขาเดินขึ้นหน้าเพื่อรอสัญญาณเริ่มต้นโดยกู้หยุนนั้น ขึ้นศรที่ธนูไว้ล่วงหน้าเขาทำท่าเตรียมพร้อมยิงทันทีที่เดินมาถึงจุดตั้งแถว ผิดกับเซียวซวี่ที่เพียงแค่ถือคันธนูและลูกธนูไว้ด้วยมือสองข้างเท่านั้นลูกธนูส่วนที่เหลือพวกเขาทั้งคู่เก็บมันไว้ในซองสะพายด้านหลังเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณดังขึ้นอีกครั้ง กู้หยุนก็ปล่อยลูกธนูออกไปทันที เซียวซวี่ถึงได้ขึ้นธนูและปล่อยลูกธนูของเขาพุ่งตรงออกไปเขาทำด้วยความว่องไวเรียบง่าย ไม่มีท่าทางตระหนกรีบร้อนยิงเหมือนสหายคนอื่นๆ ราวกับว่าเขาแค่กำลังเปิดตำราอ่านหนังสือหรือแค่หยิบหมากเพื่อวางบนกระดานอยู่เท่านั้นแม้จะไม่ได้ขึ้นสายไว้รอเหมือนคนอื่นๆแต่เขากลับสามารถยิงลูกธนูออกไปได้ถึงสี่นัดก่อนที่เป้าบินจะร่วงลงสู่พื้น
กู้หยุนเองก็ยิงโดนเป้าทันทีในครั้งแรกเช่นกันแต่ด้วยระยะห่างจากจุดที่ยิงถึงเป้าบินนั้นห่างไปเกือบครึ่งลี้ (250 เมตร) ทำให้การยิงครั้งที่สองและสามของเขาทำได้อย่างน่าอนาถนักลูกธนูดอกที่สองไม่แม้แต่จะเฉียดผ่านเป้า ก่อนลูกที่สามที่หมายจะยิงออกไปเพื่อล้างอายกลับถูกปล่อยออกมาด้วยแรงที่เหลืออยู่น้อยนิดแม้จะพุ่งตรงไปข้างหน้าแต่ก็ดูกวัดแกว่งไปมาตามทิศทางของลมซะมากกว่า ก่อนค่อยๆหมดแรงร่วงลงบนพื้น เขามองตามลูกธนูดอกสุดท้ายของเขาแล้วถอนหายใจยาว เมื่อหันกลับมามองสหายของเขาที่ยืนอยู่ข้างๆลักษณะของสหายในตอนนี้ช่างมีสภาพที่ต่างจากเขายิ่งนัก เพราะเขาต้องใช้แรงมากในการดึงคันธนูขนาดใหญ่ ประกอบกับลมที่พัดค่อนข้างแรง หน้าของเขาจึงแดงและแห้งผมที่เคยรวบไว้อย่างเรียบร้อยในตอนแรก ตอนนี้มีหลุดลุ่ยลงมาบางส่วนไม่ต่างจากคนอื่นรอบตัวแต่ที่ดูจะไม่เข้ากับกลุ่มของเขาในตอนนี้ เห็นจะมีก็เพียงสหายเซียวซวี่เท่านั้นเพราะผมที่รวบขึ้นไว้อย่างเรียบร้อยไม่มียุ่งแม้แต่น้อย กระทั่งไม่มีทีท่าเหนื่อยหอบหมดแรงเขายังคงถือคันธนูไว้หลวมๆด้วยมือข้างหนึ่ง และมองไปทางด้านหน้าเพื่อดูผลงานตัวเอง
หลังจากเซียวซวี่มั่นใจว่าเขาทำคะแนนได้ดีจึงได้หันไปพยักหน้าให้กู้หยุนและเดินออกจากสนามไปพร้อมกัน
ตอนนี้บนอาคารด้านข้างสนามกลุ่มอาจารย์ที่ยิ้มกว้างมากที่สุดเห็นทีคงหนีไม่พ้นอาจารย์ของเซียวซวี่เพราะตอนที่กรรมการลงไปตรวจสอบผลการยิงเซียวซวี่คือคนที่ได้คะแนนอยู่ในลำดับที่หนึ่งด้วยการยิงเข้าเป้าทั้งสี่นัดและไม่มีนัดไหนที่ยิงทิ้งออกมาโดยไม่ได้ปักอยู่บนเป้าบินเหล่าอาจารย์ไม่เพียงยืนมองเขาอย่างชื่นชม แต่พวกเขายังมั่นใจในตัวศิษย์น้อยผู้นี้จะมีอนาคตที่สดใสอย่างแน่นอนเพราะความมุ่งมั่นที่เขาแสดงออกมานั้น ชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
กู้หยุนรู้ว่าสหายของเขามีฝึมือทางนี้อย่างแท้จริง ผิดกับหนานข่ายลี่ที่เพิ่งเห็นฝีมือของสหายของสหายเป็ครั้งแรกแม้ว่าเขาจะได้ทำความรู้จักกันเมื่อตอนที่เดินมาถึงสนามประลองใหม่ๆ ด้วยกันแล้วแต่ไม่ได้คาดคิดว่า หนุ่มน้อยหน้าตาหมดจดผู้นี้ จะมีเชิงยุทธ์ผิดจากสหายวัยเดียวกันจนสามารถขึ้นเป็ผู้นำกลุ่มได้ ในอนาคตเขาจะมีเพื่อนเป็แม่ทัพที่เก่งกาจอย่างแน่นอนแต่แค่ฉีกยิ้มแล้วเอ่ยปาก ก็ต้องพบกับความผิดหวังเพราะคำตอบของเซียวซวี่นั้น้าจะเติบโตเป็ขุนนางฝ่ายบุ๋นไม่ใช่การออกรบเฉกเช่นแม่ทัพประจำเมือง หรือราชองครักษ์อย่างที่เขาเข้าใจแต่เื่นี้ก็พอจะเข้าใจได้ จะให้ลูกชายคนโตของบ้านสายรองไปทำศึกหากพลาดพลั้งกลับมาด้วยหนังม้าห่อร่าง ก็ออกจะน่าเสียดายเกินไปจริงๆ
เพื่อให้กลุ่มคนที่เข้ามาประลองในรอบถัดไปได้ขึ้นมาอยู่ด้านหน้าแทนกลุ่มของเซียวซวี่ กู้หยุน และหนานข่ายลี่ก็สาวเท้าแยกออกมาทางด้านหลัง ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ที่ด้านข้างของสนามเซียวซวี่ยืนกอดอกมองไปที่กลุ่มคนกลุ่มใหม่ซี่งกำลังทำท่าเตรียมพร้อ ก่อนยิง แต่เขาพลันมองเห็นคนคนหนึ่งที่ยืนอยู่ห่างออกไปแม้จะอยู่ห่างกัน่หนึ่ง แต่เขามั่นใจแปดเก้าส่วนว่าคนที่เขามองเห็นอยู่นั้นคืออาเล็ก เซียวหลง ของเขาไม่ผิดแน่ แม้จะเรียกว่าอาเล็ก แท้จริงแล้วคนคนนี้ก็มีอายุมากกว่าเขาเพียงปีเดียว และเพราะความโดดเด่นของรูปร่างที่ไม่ได้ดูหนาเหมือนเด็กหนุ่มวัยกำลังโตแต่กลับสูงโปร่ง ผิวที่ขาวจนเหมือนซีดเซียว ประกอบกับใบหน้างดงามดั่งหยกสลักเมื่อเสื้อนักเรียนสีขาว สะท้อนแสงอาทิตย์ยามนี้เขายิ่งแลดูเหมือนเทพเซียนวัยเยาว์เข้าไปอีก โดดเด่นถึงเพียงนี้…หากบอกว่าทั้งเมืองหลวง อาเล็กของเขามีหน้าตาสววรค์ประทานเป็ที่สองก็ไม่แน่ว่าจะมีคนเป็ลำดับหนึ่ง
เซียวซวี่ค่อนข้างแปลกใจที่พบอาเล็กของเขาที่นี่เพราะเมื่อวานเขายังคงนอนป่วยอยู่ในเรือนตะวันออก
แม้อาเล็กจะมีชื่ออยู่ในสำนักศึกษา แต่ด้วยปัญหาสุขภาพของเขาทำให้ผู้คนแทบไม่ค่อยพบเห็นเขาเข้ามาเรียนมากนักขนาดแค่ว่าเขามาแค่ช่วยจัดงานประลองธนูเมื่อห้าวันก่อนแม้ไม่ได้ลงมือลงแรงอะไรมากมาย แต่หลังจากนั้นอีกสองสามวัน เขาก็มีไข้ล้มป่วยลงแค่เฉพาะยืนตากลมนิดหน่อยเท่านั้น ถ้าเป็คนอื่นลมเย็นแค่นี้นับเป็อะไรได้แต่ต่อให้เขามีสุขภาพที่ไม่แข็งแรงอย่างไร ์ก็ไม่เคยละเลยเขาเพราะอาเล็กของเขาได้ชื่อว่าเป็อัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะอีกทีทักษะเชิงยุทธ์ของเซียวหลงแม้ไม่แข็งแกร่ง แต่ก็เฉียบขาดว่องไว เป็ที่ชื่นชมของเหล่าอาจารย์บู๊และเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหลายหากจะพูดถึงความรู้ด้านตำรา เขาก็สอบระดับมณฑลผ่านั้แ่ปีที่ผ่านมาตอนนั้นเขามีอายุเพียง 11 ปีเท่านั้นการสอบที่เหลืออยู่คงมีแต่ระดับแคว้น ที่เขาไม่ได้ไปสอบต่อ นั่นเพราะอายุยังไม่ถึง15 และเป็การสอบหน้าพระพักต์ อาของเขายังมีเวลาอีกมากขณะที่เขากำลังคิดจะเดินไปหาอาเล็กเขาก็พบว่าอาเล็กของเขาได้เดินหายปะปนเข้าไปในกลุ่มนักเรียนที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นแล้ว
เซียวซวี่ขอตัวกับสหายทั้งสองเพื่อเดินไปหาจุดที่เขาคิดว่าอาเล็กเดินไป แต่ตอนที่เขากำลังจะก้าวขาออกไปนั้นเขากลับได้ยินเสียง “ฆ่า” ดังมาจากอีกด้านหนึ่งที่เกือบติดูเาของสนามประลองตามมาด้วยเสียงหวีดร้องะโขอความช่วยเหลือ เสียงดาบปะทะกันและเสียงลูกธนูแหวกอากาศพุ่งเข้ามา ระหว่างที่เขา กู้หยุนและหนานข่ายลี่กำลังสับสน เขาพลันสบตาเข้ากับชายหนุ่มที่วิ่งผ่านหน้าเขาไปรวดเร็วราวลมพัดและจำได้ทันทีว่าเป็คนคนเดียวกับที่เขาพบตอนเดินเข้ามาในสำนัก และตอนนี้ชายคนนั้นน่าจะอยู่ในกลุ่มของนักฆ่าด้วยเพราะเขากำลังไล่สังหารนักเรียนชายร่างท้วมคนหนี่งอยู่ทำให้คนที่อยู่รอบๆเด็กหนุ่มคนนั้นพลอยถูกลูกหลงไปด้วย เสียงร้องไห้ และเสียงตะโกขอความช่วยเหลือ จึงดังขึ้นทั่วบริเวณและเริ่มขยับมาใกล้กลุ่มของเซียวซวี่ทุกขณะเขาจึงตัดสินใจจะวิ่งหลบออกไปในทิศทางตรงกันข้ามกับส่วนที่กำลังวุ่นวายนี้ เซียวซวี่คว้ามือกู้หยุนและรีบวิ่งออกไปทันทีตัวเขาและกู้หยุนต่างก็เป็ผู้เริ่มต้นฝึกยุทธ์ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนักฆ่ามืออาชีพเหล่านี้แน่นอนและนานข่ายลี่เองก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน ระหว่างที่กำลังแหวกกลุ่มคนและวิ่งหนีสายตาเขาก็มองหาอาเล็กของเขาไปด้วย
เสียงของลมที่พัดแรงขึ้นในตอนนี้ทำให้เปลวเพลิงในกระถางลุกโชนเปลี่ยนทิศทางพุ่งมาทางด้านสนามจัดการแข่งขันบางส่วนลามออกมานอกบริเวณกระถางตามคราบน้ำมันที่ไหลออกมาไม่หยุดภายหลังจากถูกลูกธนูหลายดอกพุ่งเสียบเปลวเพลิงบางส่วนไหลไปตามพื้นรอบๆ และเริ่มขยายความร้อนแรงเป็วงกว้างเซียวซวี่ที่หันกลับมามองพอดี พลันหน้าเปลี่ยนสี เพราะกระถางเพลิงั์จู่ๆก็ล้มคว่ำลง ทำให้เห็นว่ามีบางคนโดนไฟคลอกและบางคนโดนสะเก็ดไฟที่ปะทุอยู่กระเด็นใส่แต่เขากับกู้หยุนไม่ได้มีเวลากลับเข้าไปช่วยใครเพราะกลุ่มนักฆ่าจำนวนหนึ่งยังคงต่อสู้อย่างดุเดือดกับเหล่าชายหนุ่มหกเจ็ดคนที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ในขณะที่เขาลังเลจะวิ่งกลับไปตามหาอาเล็กเพราะจำได้ว่าก่อนหน้านี้ อาเล็กยืนอยู่ห่างจากบริเวณที่กระถางไฟล้มไม่ไกลนักชั่วขณะที่เขาหยุดเดิน เขาก็ถูกกู้หยุนลากออกมาในทันที…
กู้หยุนลากเซียวซวี่ออกมาจากสำนักศึกษาพวกเขาไม่ได้ออกทางประตูข้าง แม้ว่าจะเป็ทางออกที่ไกล้ที่สุดก็ตามเพราะห่วงว่าหนานข่ายลี่อาจจะมาดักพบรอพวกเขาอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ ระหว่างนั้น เซียวซวี่ก็กวาดตามองหาสหายและอาเล็กของเขาผ่านฝูงชนที่กำลังวิ่งหนีตายไปด้วย บางครั้งเขาเจอสหายของอาเขาจะวิ่งเข้าไปถามทันที แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือสหายของอาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้อาของเขามาที่สำนักศึกษาด้วยเช่นกัน
หลังจากนั้นไม่นานหนานข่ายลี่ก็วิ่งตามฝูงชนกลุ่มใหญ่ออกมา
“อาหยุน รอบนี้.….เ้าทำให้ข้า…ได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ …ฮ่าๆๆๆ ” แม้หนานข่ายลี่จะมีเหงื่อออกเต็มหน้าเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ริมปากซีดแทบไร้สีเื แต่แววตาของเขากลับไม่มีความตระหนกตื่นกลัวสะท้อนออกมาแม้แต่น้อย ที่น่าใกว่านั้นคือ แผ่นหลังของเขาชุ่มไปด้วยเืถึงเขาจะสวมเสื้อสีน้ำเงินเข้ม แต่ก็ยังมองเห็นว่ามีาแถูกฟันที่หัวไหล่ด้านซ้ายแม้จะเจ็บแทบตาย แต่เขาก็ยังฝืนหัวเราะต่อได้อย่างเป็ธรรมชาติกู้หยุนเห็นดังนั้นจึงรีบเดินเข้ามาประคองสหายไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง
“อาหยุน เ้ารีบพาสหายเ้ากลับบ้านไปก่อนข้าจะกลับเข้าไปตามหาอาเล็กอีกที” เซียวซวี่ขมวดคิ้วมองหนานข่ายลี่และหยุดเดินตามกลุ่มคนที่กำลังทยอยจากไป
“เ้าใช้รถม้าของข้าได้เลย มันจอดอยู่ที่เดิมรีบไปตามหมอ ข้าจะหาทางกลับไปเอง” เขาพูดย้ำกับสหายที่ได้รับาเ็อีกครั้งก่อนสบตากู้หยุน และหมุนเท้าทำท่าเตรียมจากไป
“เ้าพูดอะไร! แทนที่จะกลับเข้าไปมิสู้กลับไปรอที่บ้านไม่ดีกว่าหรือ เ้าเห็นอาของเ้ามาที่นี่?” กู้หยุนถามในขณะที่มือของเขาก็กระชากแขนเสื้อของสหายและดึงถ่วงเวลาไว้
“ใช่ เหมือนข้าจะเห็นคนที่คล้ายเขาอยู่บ้างจริงๆ”เซียวซวี่หันหน้ากลับมา แม้ไม่ได้เดินต่อไปข้างหน้า แต่ก็ไม่คิดเปลี่ยนใจ
“เขาสุขภาพไม่ดี ข้าเกรงเขาจะได้รับาเ็อย่างไรเขาก็เป็ญาติของข้า”
ขณะพูด เซียวซวี่ก็ดึงแขนเสื้อออกจากมือสหาย และเดินย้อนกลับไปในขณะนั้นเองก็ััได้ถึงแรงสั่นะเืของฝีเท้าม้าที่ถูกควบมาด้วยความเร็วเมื่อมาถึงระยะมองเห็น จึงเห็นเหล่าบรรดาองครักษ์และทหารพิทักษ์เมืองหลายนายพุ่งทะยานเข้าไปในสำนักศึกษาอย่างรวดเร็วทำให้ฝูงชนบริเวณนั้นต่างพากันวิ่งหาที่หลบกันอย่างวุ่นวาย เมื่อฝุ่นตลบจากฝีเท้าม้าจางลงทหารกลุ่มหนึ่งก็มายืนขวางอยู่ทางเข้าหน้าสำนักศึกษาไว้แล้วเขาตรวจสอบทุกคนที่ออก และไม่อนุญาติให้คนนอกเข้าไปได้อีก
เซียวซวี่ขมวดคิ้วแน่น เขายืนดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกำหมัดผละจากไปพร้อมกับกู้หยุนและหนายข่ายลี่ เดินฝ่าฝูงชนและหารถม้าเพื่อกลับจวนพบเซียวซวี่แวะไปส่งสหายทั้งสองที่จวนตระกูลกู้ก่อน แล้วจึงรีบกลับไปรายงานบิดาของเขา
เซียวฮุ่ยหมิน กำลังฟังบุตรชายคนโตรายงานเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ระหว่างที่เขาฟังอยู่ ก็ใช้ตะเกียบคีบให้อาหารนกแก้วสองตัวที่เลี้ยงไว้ในกรงเดียวกันไปด้วยก่อนกล่าวขึ้นอย่างไม่ร้อนใจ “เ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าอาของเ้าไม่อยู่บ้านมิสู้ตามข้าไปดูให้เห็นกับตาก่อนดีกว่าหรือไม่ อย่าได้เอาแต่คิดเหลวไหล”
สำหรับเซียวฮุ่ยหมิน ลึกๆแล้วเขาก็บอกไม่ถูกเช่นกันว่าเขาหวังอยากให้น้องชายของตนยังคงนอนป่วยอยู่ในจวนหรือออกไปด้านนอกกันแน่หากน้องชายไม่อยู่ หรือจะให้ดีคือหายตัวไปเลยบรรดาศักดิ์หนานและสมบัติเดิมของตระกูลจะเหลือเพียงแค่สายรองเช่นเขาเท่านั้นที่จะได้รับ่ต่อถือว่า์ให้ความยุติธรรมแก่เขาบ้างแล้วที่ผ่านมาเส้นทางที่์ขีดให้เขาเดินั้แ่เกิดถือได้ว่าอยุติธรรม เขาเกิดมาเป็บุตรชายคนรองยังไม่พอแม้แต่ตอนที่พี่ใหญ่ของเขาจากไป เหตุการณ์นั้นก็ทำให้เสียขาข้างหนึ่งแม้ความพิการนี้จะแลกชีวิตเขากลับมาได้ก็ตามแต่ก็ทำให้ไม่สามารถรับตำแหน่งผู้นำตระกูลต่อจากพี่ชายของตนได้ในเมื่อไม่มีใครให้โอกาสดีๆ แก่เขาเขาย่อมต้องพยายามดิ้นรนคว้าจับทุกโอกาสด้วยมือของเขาเอง
ตอนที่ทุกคนรู้ว่า เซียวหลงไม่ได้อยู่ที่ห้องพักก็หลังจากที่เซียวอี้หลุนผู้พ่อ เข้าไปหาเขาในยามเซินแล้ว (15.00-17.00)