ปกป้องข้าที ข้าอ่อนแอ!
19 คนขายอ้อย
ลู่เว่ยหลงรีบเด้งตัวลุกขึ้นมาจากพื้นอย่างรวดเร็ว
ถึงสีหน้าจะถูกปรับเปลี่ยนให้เป็ปกติอย่างเต็มที่แล้ว แต่ใบหน้านั้นยังคงมีสีแดงจัด
ฉินหย่งสือค่อยลุกขึ้นช้าๆด้วยกริยาองอาจเช่นทุกครั้ง เขาปรายตามองไปทางน้องชายและศิษย์อีกสี่คนที่ยังคงยืนอ้าปากอยู่ไม่ไกล
“ลู่เว่ยหลงรู้สึกหน้ามืด ข้าจึงช่วยถ่ายปราณให้”
ฉินหย่งสือพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉย
ได้ยินดังนั้น ฉินหย่งชางจึงรู้สึกตัว เขารีบใช้ศอกสะกิดเหล่าศิษย์ที่ยังอ้าปากค้างให้ได้สติ แล้วจึงหันมาคุยกับฉินหย่งสือด้วยท่าทางกันเองเช่นเดิม
“อ้อ เช่นนั้นเอง คุณชายลู่คงรู้สึกดีขึ้นมากแล้วใช่หรือไม่?”
ฉินหย่งชางหันมาพูดกับลู่เว่ยหลงด้วยความสุภาพ
“อะ.. อ๋อ ขะ.. ขอรับ”
ลู่เว่ยหลงที่ยังคงสติกระเจิงพูดตอบด้วยท่าทาเงอะงะ ใบหน้าอุ่นร้อนยังไม่หายไป
อะไรกัน! ไม่เห็นจำเป็ต้องอายอะไร!
เมื่อครู่นี้ก็ปกตินี่ พวกเขาไม่ได้ทำอะไรน่าเกลียดเสียหน่อย
“โชคดีแล้วที่พี่ใหญ่อยู่ด้วยพอดี มิเช่นนั้นล้มลงผู้เดียวคงแย่แน่”
ฉินหย่งชางดึงสายตาไปมองคนเป็พี่ชายด้วยสีหน้าเรียบ แต่มุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย
“ไม่มีอะไรแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน ฝากพี่ใหญ่ดูแลคุณชายลู่ด้วยขอรับ ข้าลา”
“อืม”
ฉินหย่งชางและศิษย์ก้มคำนับก่อนเดินถอยออกไป ลู่เว่ยหลงมองตามจนคนเ่าั้ลับสายตา เขาแอบถอนหายใจ
“เอ่อ... ขอบคุณคุณชายใหญ่ขอรับ”
ลู่เว่ยหลงพูดเสียงเบาเมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เอ่ยคำขอบคุณ ฉินหย่งสือหันกลับมามอง
“ขอบคุณเื่ช่วยถ่ายลมปราณ หรือเื่ช่วยแก้ตัวเมื่อครู่นี้เล่า?”
เสียงทุ้มเอ่ยเรียบเรื่อย หากแต่คนฟังกลับหน้าขึ้นสีจัดอีกรอบ แก้ตัวอะไร? ไม่ได้ทำอะไรไม่ดีให้ต้องกลัวสักนิด?
ก็แค่ใบหน้าใกล้กันนิดเดียวเอง! นิดเดียวจริงๆ!
“เื่ถ่ายลมปราณขอรับ! เมื่อครู่นี้ข้าหน้ามืดลงไปเป็เื่จริง มิได้เรียกว่าคำแก้ตัว”
ฉินหย่งสือมองคนตัวเล็ก ใบหน้าง้ำนั้นมีสีแดงก่ำ ไหล่เล็กๆห่อลงเล็กน้อย ให้ความรู้สึกน่าเอ็นดู แตกต่างจากใบหน้าซีดขาวเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่เขามักได้รับอยู่เป็ประจำ
“อืม ไม่เป็ไร”
คนตัวสูงตอบเรียบๆ แล้วจึงเอื้อมมือไปหยิบใบไป๋กั่วที่ร่วงลงมาติดอยู่บนผมข้างขมับของคนตัวเล็กพอดีออกให้
มือใหญ่ที่ยื่นมาทำให้ลู่เว่ยหลงชะงัก
ััแ่เบาที่เรือนผมคล้ายมีกระแสไฟฟ้าแล่นปราดไปยังหนังศีรษะ ลู่เว่ยหลงขนลุกซู่ กลิ่นหอมอ่อนๆที่ลอยเข้ามาเตะจมูกชวนให้หัวใจเต้นกระหน่ำ ใบหน้าซ่านแดงของลู่เว่ยหลงแผ่ขยายไปจนถึงหลังใบหู เขาก้มหน้างุด ร้องเสียงดังในใจ
อ๊ากกกกกกกกกกก
อย่ามาใกล้! อย่ามาแตะแบบนี้! เื่เมื่อครู่นี้ข้ายังไม่เคลียร์เลย อย่าเพิ่มเื่ใหม่ให้คิดมากจะได้ไหม!
เข้าข้างตัวเองจะดีมั้ย? นี่อ้อยอยู่ใช่ไหม?
อ้อยแรงเกินไปแล้วนะ...!
“เริ่มค่ำแล้ว กลับเรือนเ้ากันเถิด ข้าเดินไปส่ง”
ลู่เว่ยหลงเงยหน้ามองฟ้าเล็กน้อย แล้วจึงค่อยพยักหน้าเบาๆ เขาใช้หลังมือถูจมูกเย็นๆของตัวเอง พยายามสงบสติอารมณ์แล้วเดินตามคนตัวสูงกลับไปทางเดิม
ตั้งสติหน่อยดินเอ้ย โดนหยอกแค่นี้ถึงกับไปไม่เป็ เสียชื่อไอ้ดินหมด
ฉินหย่งสือเว้น่ไประยะหนึ่ง เมื่อเห็นว่าน่าจะเป็จังหวะเริ่มชวนคุยอีกที่ดี จึงค่อยพูดอีกครั้ง
“เื่ลัทธิมารคืนจันทร์ดับ เป็เื่ใหญ่ที่แต่ละตระกูลต้องช่วยกันสอดส่องเป็ประจำอยู่แล้ว เื่นี้จะมีการแจ้งไปถึงผู้าุโที่เกี่ยวข้องทุกท่านเพื่อร่วมกันหาทางจัดการ เ้าไม่ต้องเป็ห่วง”
เขาใช้น้ำเสียงเจือปลอบโยน เมื่อเห็นว่าต้องคุยในหัวข้อที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของลู่เว่ยหลง คนร่างบางได้ยินดังนั้นจึงค่อยผ่อนคลาย
“ขอรับ ขอบคุณคุณชายใหญ่”
“อีกเื่หนึ่ง”
“ขอรับ?”
“เื่ยันต์จากฝีมือปราณของเ้า วันนั้นเ้าเองก็เพิ่งเห็นอานุภาพของมันเป็ครั้งแรกใช่หรือไม่?”
ลู่เว่ยหลงเบิกตา นึกถึงะเิเพลิงลูกใหญ่ที่ฉินหย่งสือใช้กำจัดฝูงลิงในป่า แล้วจึงพยักหน้าถี่ๆ เื่นี้เขาก็ใมากเช่นกัน
“ข้าเคยให้จิ้นฝานลองใช้มาแล้ว แต่ข้าไม่ทราบจริงๆว่ายันต์ข้าจะทำเื่แบบนั้นได้เลยขอรับ”
“อืม.. ข้าได้ใช้ด้วยตนเอง จึงพบว่ายันต์ของเ้าเป็ยันต์ปราณระดับสูง สามารถรองรับปราณของผู้ใช้ได้ในปริมาณมาก จึงสามารถเรียกใช้พลังธาตุออกมาได้ทรงพลัง รวมถึงยันต์ประเภทอื่นๆก็น่าจะแข็งแกร่งไม่น้อยเช่นกัน”
คนตัวสูงหันมามองด้วยแววตาจริงจัง
“โดยแท้จริงแล้ว ยันต์ระดับสูงนี้ถือได้ว่าเป็ประโยชน์อย่างมากต่อผู้ใช้ ช่างฝีมือปราณที่ทำได้เช่นนี้ ปกติต้องถูกตระกูลเซียนหรือแคว้นต่างๆทาบทามแย่งชิงตัวไปไว้แต่เพียงผู้เดียวไปแล้ว ซึ่งนั่นจะเป็การช่วยเสริมกำลังและบารมีของตระกูลเ่าั้ได้อย่างมากทีเดียว”
ลู่เว่ยหลงหน้าเปลี่ยนสี
ความสามารถนี้มันสำคัญและน่าอันตรายขนาดนั้นเชียวหรือ?
แต่ตอนนี้เขาอยู่สกุลฉิน คนเหล่านี้จะคอยคุ้มหัวให้เขาใช่หรือไม่ เขายังไม่อยากโดนตระกูลเซียนอื่นๆลักพาตัวไปนั่งเขียนยันต์ทั้งวันทั้งคืนในโรงงานนรกหรอกนะ
“เื่นี้ถ้าจะให้พูดก็คล้ายว่าอันตราย ข้ายังยืนยันคำเดิมว่าควรเก็บเื่นี้เป็ความลับต่อไป ช่างฝีมือปราณผู้อื่นมักมีแอ่งปราณที่แข็งแกร่ง ผิดกับเ้า ในเมื่อเ้าไม่สามารถปกป้องตนเองจากภัยได้ การให้ผู้ใดล่วงรู้ย่อมไม่เกิดผลดี”
ลู่เว่ยหลงเริ่มรู้สึกร้อนรนเมื่อตระหนักถึงพลังของฝีมือปราณตน
“แปลว่า ข้าจะเขียนยันต์ไว้ให้คนในสำนักนี้ใช้มากๆมิได้หรือขอรับ”
ฉินหย่งสือหยุดเดินทันทีแล้วหันมามองหน้าลู่เว่ยหลงให้ชัดๆ คนร่างบางที่เดินตามมาติดๆผงะใ ใบหน้าเกือบชนอกแข็งๆ
“ข้าเองก็ยินดีหากเ้านำความสามารถนี้มาช่วยเหลือสกุลฉิน แต่การที่จู่ๆสกุลฉินก็มียันต์อานุภาพร้ายแรงไว้ในจำนวนมาก อาจทำให้ผู้อื่นสงสัย ซึ่งนั่นจะนำภัยมาแก่เ้าได้ ข้ารู้ถึงความตั้งใจของเ้า แต่ควรระมัดระวังไว้ให้มากจะดีกว่า”
ฉินหย่งสือใช้น้ำเสียงพูดอย่างจริงจัง ลู่เว่ยหลงกระพริบตาปริบแล้วจึงยิ้มเจื่อน
แหม กะจะลองเขียนยันต์ร่ำรวยมหานิยมแจกเหล่าศิษย์เสียหน่อย สงสัยโปรเจกต์นี้คงต้องพับไปก่อนแล้วกระมัง อย่างไรชีวิตของตนก็สำคัญกว่า
“ข้าเคยกล่าวแก่เ้าว่า อย่าบอกผู้อื่นถึงความสามารถนี้พร่ำเพรื่อ เ้าจำได้หรือไม่ หากวันหนึ่งมีผู้จับได้ขึ้นมา จะมิได้มีแต่ตระกูลเซียนที่้าตัวเ้า แต่พวกลัทธิมารก็จะตามหาเ้าด้วย”
ลู่เว่ยหลงนิ่งอึ้งไปเมื่อโดนท่านรองประมุขขู่ เขาตอบรับเสียงหงอย
“ทราบแล้วขอรับ ...แต่ข้าก็อยากช่วยนี่นา ข้าอุตส่าห์มีประโยชน์ขึ้นมาบ้างแล้วเชียว”
ร่างบางก้มหน้าพูดงุบงิบ เขี่ยเท้ากับดินไปมา
คนที่มีปราณต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างเขา พอมีสกิลดีๆขึ้นมาบ้างจะขอเห่อหน่อยมิได้หรือ แล้วความสามารถนี้จะนำเอามาใช้อีกได้อย่างไรเล่า
ฉินหย่งสือมีสายตาอ่อนลง เขามองคนตัวเล็กทำหน้าตาละห้อยน่าสงสาร คล้ายเด็กขี้ใจน้อยโดนห้ามกินขนม
“ถ้าเช่นนั้น อยากทำสิ่งใดก็ทำไปเถิด อยู่ในจวนสกุลฉินอย่างน้อยก็ยังปลอดภัย เพียงแต่ทุกชิ้นให้เ้านำมาถามข้าก่อน ห้ามมอบให้ผู้อื่นด้วยตนเอง เข้าใจหรือไม่”
คนขี้ใจน้อยรีบเงยหน้ารับด้วยความยินดีที่พลังของเขาจะได้เป็ประโยชน์กับผู้อื่นขึ้นมาบ้างแล้ว
“ขอรับ…!”
รีบตอบกลับ แต่เมื่อสายตาสบเข้ากับคนตัวสูง เขาก็เห็นว่าแววตาคู่นั้นหนักแน่นแพรวพราวระยิบระยับ คล้ายพึงใจที่ทำอะไรสักอย่างสำเร็จลุล่วง
ห๊ะ... อะไร?
เมื่อครู่นี้เขาตอบอะไรไปหรือ มันมีอะไรพิเศษด้วยรึ?
ลู่เว่ยหลงงุนงง แต่เมื่อคิดไม่ออกเขาจึงปล่อยมันผ่านไป
ฉินหย่งสือยังคงมีใบหน้าเรียบกริบ พูดเสียงทุ้มต่อ
“ข้าจะนำตำราเกี่ยวกับช่างฝีมือปราณมาให้เ้าได้ศึกษาเพิ่ม เ้าก็... ที่ไหล่ของเ้า...”
ลู่เว่ยหลงเห็นฉินหย่งสือหยุดพูดกึก สายตาเบือนมามองบนไหล่ของเขาคล้ายสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
หืม... ทำไมหรือ บนไหล่ของเขามีอะไร?
ลู่เว่ยหลงเหลือบตามองตามไป ปลายหางตาก็ปะทะเข้ากับสิ่งๆหนึ่งบนหัวไหล่ของตนเอง
“ว้ากกกกกกก...! อะไรๆๆๆๆ แมลงหรือ”
ร่างบางยืนเกร็งตัวตรงแหน่วไม่กล้าขยับเขยื้อน ขนที่คอลุกซู่ มีอะไรบางอย่างอยู่บนไหล่ของเขา!
“คุณชายใหญ่ๆ เอามันออกไปๆๆ ฮืออออออ”
ฉินหย่งสือยืนมองคนตัวเล็กโวยวายด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขายื่นมามาช่วยหยิบสิ่งนั้นออกจากบนไหล่บางให้
“ใบไป๋กั่ว...”
เสียงทุ้มพูดเรียบๆ มือชูใบไม้สีเหลืองทองขึ้นมาให้ดู ลู่เว่ยหลงเบิกตาโตตกตะลึง
ใบไม้?
อีกแล้วหรือ?
ใบหน้าลู่เว่ยหลงเริ่มเห่อร้อนขึ้นมาอีกครั้ง แค่ใบไม้ตกมาบนไหล่ของเขา คุณชายใหญ่ถึงกับต้องหยุดพูดเลยรึ? คนเขาเข้าใจผิดหมด!
“ข้านึกว่าเ้าไม่กลัวแมลง”
ฉินหย่งสือพูดเรียบ ลู่เว่ยหลงตาขวางใบหน้าแดงแจ๋ นี่จงใจแกล้งเขาอยู่งั้นหรือ?
“เดินกันต่อเถิด เดี๋ยวจะมืดก่อนถึงเรือนเ้าไปเสีย”
คนตัวสูงหันหลังขวับเดินนำไป ลู่เว่ยหลงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันหมั่นไส้
อยากเขียนยันต์สุดฮิตขึ้นมาใบหนึ่งและแปะไว้บนหลังแข็งๆของท่านรองประมุขเสียตอนนี้
ยันต์ที่เขียนว่า...
‘เตะฟรี’
“อ้าว คุณชาย?”
จิ้นฝานที่นั่งรออยู่ที่ชานเรือนรีบลุกขึ้น เมื่อเห็นเ้านายเดินเข้ามาพร้อมคุณชายใหญ่ หงหลิ่งเหวินที่นั่งรออยู่ด้วยกันก็ลุกขึ้นตามมา
“คุณชายไยกลับมาที่เรือนเล่าขอรับ หรือวันนี้จะไม่รับอาหารเย็นที่เรือนใหญ่หรือขอรับ”
จิ้นฝานถามอย่างงุนงง ฉับพลันลู่เว่ยหลงก็นึกขึ้นได้
จริงสิ นี่มันเวลาอาหารเย็นพอดีนี่นา... แล้วจะเดินอ้อมกลับมาเรือนแยกทำไม...?
ลู่เว่ยหลงหันไปหาคุณชายใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉินหย่งสือซุกซ่อนสายตาแวววับไว้ในดวงตาดำขลับอย่างรวดเร็ว
“จะว่าไปก็ถึงเวลาพอดี เดินไปเรือนใหญ่พร้อมกันเถิด”
คนร่างสูงพูดขึ้น ลู่เว่ยหลงยืนงง
อ้าว.. คนเป็ถึงรองประมุขก็พลาดลืมเวลาอาหารเย็นได้เหมือนกันรึนี่ ก็เลยต้องเดินวนไปมาให้มันใช้เวลามากขึ้นเสียอย่างนั้น
ลู่เว่ยหลงเดินตามฉินหย่งสือไปแบบเปื่อยๆ เขาบ่นกระปอดกระแปดกับตัวเองไปจนถึงเรือนใหญ่ เมื่อทั้งสองคนมาถึงก็พบว่าคนสกุลฉินนั่งรอพร้อมอยู่ก่อนแล้ว
“อะแฮ่ม”
ประมุขสกุลฉินกระแอมขึ้นมาหลังคนมาช้านั่งเข้าประจำที่และเริ่มทานไปได้พักหนึ่ง เรียกความสนใจของทุกคนให้หันไปมอง
“อาหลง อาการหน้ามืดของเ้าดีขึ้นแล้วหรือไม่?”
ผู้าุโเอ่ยถาม พลางใช้ตะเกียบคีบกับข้าวเข้าปากไปด้วยคล้ายไม่ยี่หระ
ทุกสายตาในห้องอาหารเปลี่ยนหันมามองจ้องลู่เว่ยหลง คนร่างบางกลืนน้ำลาย รีบวางตะเกียบ พูดเสียงเบา
“ดีขึ้นมากแล้วขอรับ”
“ก็ดีแล้ว เห็นอาชางว่าหย่งสือเข้าไปช่วยไว้ได้ทันท่วงที ใช่หรือไม่?”
หันไปถามบุตรชายคนโตแทน ฉินหย่งสือที่ฟังอยู่จึงตอบกลับเรียบๆ “ขอรับ”
“ช่วยน้องได้ก็เป็เื่ดี แต่คราวหน้าคราวหลังคงต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้ เพราะไม่ใช่อาชางเพียงคนเดียวที่เห็นเหตุการณ์ ศิษย์อีกสี่คนก็อยู่ด้วย”
เขากล่าวตักเตือนทางอ้อม ริมฝีปากมีรอยยิ้มบางเบา
ฉินหย่งสือยังคงนิ่งเงียบ แต่คนร่างบางกลับไม่สามารถเก็บอาการได้ ใบหน้าของเขาซับสีเื หูแดงแจ๋
เมื่อประมุขฉินพูดดังนั้น คนในห้องอาหารทุกคนก็เริ่มสะกิดใจ ฝูฮูหยินที่ตีความออกเป็คนแรกขมวดคิ้วมองขึง
“มีเื่ไม่งามอันใดเกิดขึ้นในจวนนี้หรือเ้าคะท่านพี่?”
สายตาเฉี่ยวดุจจิ้งจอกตวัดมองตัวต้นเหตุ
คงไม่ผิดจากสิ่งที่นางคิดไว้...!
คุณชายเกอไร้ค่าคนนี้หลังจากมาอยู่กินโดยไม่เสียสตางค์ในจวนสกุลฉินได้แล้ว เห็นจะต้องมาบริหารเสน่ห์ใส่คนสกุลฉินเป็แน่
ทั้งฉินหย่งสือและฉินหย่งชางบุตรชายของนางนั้นทั้งหน้าตาดีและมียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่ใครก็ใครสักวันหนึ่งคงต้องรับคุณชายลู่คนนี้เป็ภรรยา
หากแต่เมื่อก่อนคุณชายลู่มีนิสัยขี้กลัว อีกทั้งยังเก็บตัว ทำตัวคล้ายลูกกวางน้อยที่มุดหัวอยู่ในถ้ำจึงไม่มีอะไรต้องเป็ห่วง แต่ระยะหลังดูจะปีกกล้าขาแข็งขึ้นมา เื่นี้นางจะยอมไม่ได้
นางหันไปรีดความจริงจากบุตรชาย
“หย่งชาง เกิดอะไรขึ้นกันรึ?”
ฉินหย่งชางหัวเราะหึหึในลำคอ เขาเอ่ยยิ้มๆกับผู้เป็มารดา
“ข้าไปพบพี่ใหญ่กำลังช่วยถ่ายปราณให้คุณชายลู่ที่ล้มหน้ามืดอยู่ในสวน ซึ่งอาจจะดู... ใกล้ชิดกันสักเล็กน้อย จึงนำความมาแจ้งแก่ท่านพ่อเท่านั้นขอรับ”
ฝูฮูหยินรีบยกมือขึ้นมาปิดปาก หันไปทางลู่เว่ยหลงที่นั่งทำตัวลีบอยู่ นางส่งสายตาไม่เชื่อไปให้
เผลอแผลบเดียว วางแผนคิดจะจับรองประมุขเชียวรึ? เ้าเด็กนี่!
ประมุขฉินหัวเราะเสียงดัง
“ฮ่าๆๆๆ เื่เล็ก เื่เล็ก คนเป็พี่ดูแลน้องอย่างใกล้ชิดก็ถือว่าดียิ่ง แต่ควรระมัดระวังสายตาของผู้อื่นด้วย อาหลงเป็เกอก็ยิ่งต้องระมัดระวังให้มาก หากเกิดเื่ใดขึ้นอีก ข้าเองก็ไม่สามารถห้ามลมปากผู้อื่นได้ เข้าใจหรือไม่?”
ประมุขฉินพูดเป็นัย ลู่เว่ยหลงซึ่งตอนนี้ใบหน้าร้อนจนหัวหมุนติ้ว ก้มหน้างุดๆไม่กล้าเงยขึ้นมาสบตาผู้ใด พยักหน้าหงึกตอบแต่ผู้าุโ
มีเื่กับใครไม่มี ดันไปมีเื่ไม่งามกับบุรุษเสียนี่
แถมยังรู้เื่กันหมดอีก ข่าวไวเวอร์! โอ้ว มาย ก๊อด
ตอนนั้นสถานการณ์มันพาไปจริงๆจ๊ะพี่จ๋า ไอ้ความเขินนี่ก็ดันห้ามไม่ได้อีก โอ้ย ลำบากทั้งใจลำบากทั้งกาย
เขาเหลือบตาไปมองตัวต้นเหตุอีกคน และก็พบว่าฝ่ายนั้นยังนั่งทานข้าวด้วยท่าทีสง่า สีหน้าไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น
หึ คนขี้แกล้ง จะเล่นแบบนี้ใช่ไหม
ได้!
จะอ้อยก็อ้อยไป เขาจะเล่นตัวเสียให้เข็ด!
—————
น้องยังไม่ยอมแต่งค่ะ รอน้องเล่นตัวก่อนนะ
สายบาปทุกคนโปรดรอน้อง ใจเย็นๆค่า (ฮาา)
.