“ข้าคงจะต้องกลับไปแล้วสินะ...”
เฉินอี้ได้คิดเปลี่ยนใจ จะกลับไปยังเมืองเซียงหนานของตนเพื่อรอดูสถานการณ์คร่าวๆ ก่อน อีกทั้งจำเป็ต้องคอยจัดการเื่คู่หมั้นหมายนี้ด้วย... ตัวเขาหลุบสายตาลง พลางคิดอยู่ในใจว่า
‘อันที่จริง ข้าก็ไม่ได้อยากจะสนใจเื่ยุ่งยากอย่างการหมั้นหมายนี้สักนิด... เพราะมันเป็เื่ของเฉินอี้คนเก่าที่ตายไปแล้ว ส่วนตัวข้ากับแม่นางตระกูลหลินคนนั้นก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกันแม้แต่น้อย...’ ชายหนุ่มปิดเปลือกตาลงพลางลอบแสดงท่าทีถอนหายใจอย่างรู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย
“ได้ยินว่าอีกสองวันคนตระกูลหลินจะไปถอนการหมั้นที่จวนของเ้า ข้าว่าเ้าควรเร่งรีบออกเดินทางให้เร็วหน่อยจะดีกว่านะ แล้วเ้าจะกลับไปพร้อมกันกับข้าเลยไหม? ข้านำรถม้ามาด้วย...” หลิวเย่กล่าวพลางหงายนิ้วโป้งขึ้นชี้ไปตรงด้านหลัง ทางฝั่งคันรถม้าไม้สีน้ำตาลคล้ำของตนที่นั่งมา ทรงหลังคาเป็สี่เหลี่ยมโค้งมน คลุมปิดชายขอบด้วยผ้าบางสีเหลืองเรียบง่ายแต่ดูดีทีเดียว
ตระกูลหลิวของหลิวเย่ นับเป็หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่เช่นเดียวกับตระกูลเฉินที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองเซียงหนาน... และความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลหลิว กับตระกูลเฉินของเฉินอี้นั้นก็ถือได้ว่าเป็มิตรสหายที่ดีต่อกันเสมอมา เนื่องจากทำการติดต่อค้าขายกันมาตลอดจึงทำให้พวกเขาทั้งสองต่างรู้จักและคบหากันเป็สหายคนสนิทั้แ่ยังเด็ก
“อืม เอาแบบนั้นก็ได้” เฉินอี้ดึงสายตากลับจากรถม้าพร้อมผงกศีรษะตอบตกลงด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ปฏิเสธคำเชิญชวน เพราะอย่างไรก็ต้องไปทางเดียวกันอยู่แล้ว
“งั้นก็เอาตามนั้น!” หลิวเย่เผยรอยยิ้มยิงฟันพลางพยักหน้ารับคำกล่าวของสหาย จากนั้นพวกเขาทั้งคู่จึงต่างเดินเยื้องขนาบข้าง ผ่านฝูงชนที่กำลังสัญจรกันอย่างเอะอะคึกคักตามแผงร้าน ก้าวขึ้นไปบนรถม้าที่จอดอยู่ตรงริมถนนย่านการค้า และทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะด้านข้างคนล่ะฝั่ง โดยหันหน้าเข้าหากัน
ถึงตอนนี้เองที่หลิวเย่พลันเริ่มรู้สึกเอะใจกับระดับลมปรานการฝึกปรือที่สูงมากเกินจนผิดปกติจากภายในตัวของเฉินอี้ ขณะที่ใบหน้านิ่งงันของเขาค่อยๆ เบิกดวงตาสองข้างกว้างขึ้น!
“เฉินอี้! เหตุใดข้าถึงััได้ว่าพลังลมปรานที่แผ่ออกมาจากตัวเ้ามันถึงได้เพิ่มสูงขึ้นและยังแข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนอีกล่ะ? ข้าไม่ได้เจอกับเ้าเพียงแค่สองอาทิตย์เองนะ?!” น้ำเสียงโพล่งถามที่ดังออกมาจากปากของหลิวเย่ ล้วนแฝงไปด้วยความสงสัยและแปลกประหลาดใจนักกับการเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ในระยะเวลาไม่นานของเฉินอี้ ซึ่งตัวเขานั้นมีพลังอยู่แค่ระดับก่อตั้งลมปราณขั้นที่สี่เอง
“ก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอก...” เฉินอี้ปิดตาลงตอบส่งๆ อย่างไม่ค่อยใส่ใจ เขานั่งสอดมือกอดอกพิงหลัง ผ่อนคลายสบายๆ ไขว่ห้างอยู่ริมหน้าต่างรถม้าด้วยท่าทีสงบเงียบขรึม
หลิวเย่ที่กำลังโน้มตัวจ้องหน้าอีกฝ่ายอยู่ฝั่งตรงข้าม ยิ่งมีสีหน้าครุ่นคิด ขมวดปมคิ้วสงสัยหนักเข้าไปอีก แต่เมื่อดูจากท่าทีการแสดงออกของสหายเฉินอี้คนนี้แล้วก็พอจะเดาออกได้ว่าเ้าตัวคงไม่อยากตอบ ดังนั้นจึงไม่ได้ซักไซร้ต่อ... เขาหันไปบอกกับสารถีของตน
“ช่วยส่งพวกเรากลับเมืองเซียงหนานที”
“รับทราบขอรับคุณชาย”
เพียงชั่วครู่เดียวถัดมาที่ชายคนขับเอ่ยขานรับ เสียงล้อรถม้าดังกุกกักก็วิ่งครูดไปตามถนนสายหลัก มุ่งสู่ทางออกจากเมืองทันที
ระยะเส้นทางระหว่างเมืองเฉิงเทียน ซึ่งเป็เมืองแห่งการค้าปกติทั่วไปประจำท้องถิ่น กับเมืองเซียงหนานอันเป็จุดหมายปลายทางของพวกเขานั้น ถือว่าไม่ได้มีอุปสรรคเื่ความห่างไกลกันเกินมากนัก... ด้วยความเร็วระดับนี้ เพียงใช้เวลายามบ่ายปัจจุบัน จนตอนตะวันตกดิน่พลบค่ำก็เป็อันถึงแล้ว
หลังพ้นออกมานอกเขตเมืองที่ยังมีผู้คนบางส่วนโคจรวนเวียนสวนทาง สัญจรผ่านตามท้องถนนลูกรังเช่นกัน
ขณะนี้ ในตู้รถม้าส่ายโคลงเคลงเล็กน้อยของพวกเขากำลังเคลื่อนที่ไปบนพื้นถนนหินขรุขระ ตะกุยฝุ่นดินลอยกระจัดกระจายตามทาง ทิวทัศน์สองฟากเป็คลื่นลูกเนินต่างระดับ บ้างใหญ่เกือบเท่าูเา บ้างยุบเป็บ่อหลุม สภาพพื้นผิวเนินบางแห่งยังมีพุ่มไม้ใบหญ้ารกครึ้ม กลุ่มวัชพืชแห้งเหี่ยวสลับปะปนกันขึ้นเป็หย่อมๆ
เฉินอี้เพียงแค่นั่งนิ่งกอดอกหลับตาอยู่เฉยๆ ส่วนทางหลิวเย่นั้นกำลังจ้องมองเขม็งไปที่อีกฝ่ายค้างตลอดเวลาราวกับ้าจะถามอะไรบางอย่าง แต่แล้วเขาก็ทนความอยากรู้ของตัวเองต่อไปไม่ไหว จนต้องเอ่ยถามออกไปว่า
“เฉินอี้... ตอนนี้ระดับการฝึกตนของเ้าอยู่ที่ขั้นไหนแล้ว?” หลังพูดจบประโยคนี้พร้อมกับแผ่ความสงสัยเข้าปกคลุม บรรยากาศภายในที่นั่งของทั้งสองพลันเงียบสนิทลง... ได้ยินเพียงเสียงล้อลากรถม้าวิ่งดังกุกกักอยู่บนถนน
ราวกับเวลาการเดินทางผ่านไปสักพัก แต่ทว่าหลิวเย่ยังคงตั้งใจรอฟังคำตอบจากเฉินอี้อย่างใจจดใจจ่อ
เฉินอี้ซึ่งดูเหมือนกับกำลังเมินเฉยตอนแรก เอนแผ่นหลังตอบในขณะที่ยังหลับตาอยู่อย่างไม่ใส่ใจ
“ก่อตั้งลมปราณขั้นหก...”
เมื่อหลิวเย่ได้ยินเช่นนี้แล้ว ปากของเขาก็เปิดอ้าราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง เพราะเขาคิดว่ามันไม่น่าเป็ไปได้ ที่ผู้ฝึกตนวัยเยาว์จะใช้เวลาไม่กี่อาทิตย์ก็สามารถเพิ่มระดับพลังลมปราณของตัวเองมากขึ้นถึงสามขั้น
แม้แต่ตัวโจวอี้หานเองที่เรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะ ยังต้องใช้เวลาตั้งหลายเดือนกว่าจะเลื่อนระดับมาจนถึงขั้นนั้น...
แต่สหายเฉินอี้ผู้นี้กลับจะบอกเขาว่า เ้าตัวใช้เวลาไปเพียงแค่ครึ่งเดือนเองเนี่ยนะ!
สีหน้าหลิวเย่ฉายอาการตกตะลึง พร้อมกับทึกทักถ้อยคำความหมายจากประสบการณ์ส่วนตัวเอาเองในหัว
เฉินอี้ไม่ได้สนใจต่อท่าทางการตอบสนองของหลิวเย่
ถ้าได้รู้ว่าตัวเขาสามารถเลื่อนระดับขึ้นภายในเวลาไม่ถึงวัน ไม่ใช่สองอาทิตย์แล้วล่ะก็... อีกฝ่ายคงเผลอทำหัวใจหลุดกระเด็นออกจากปากเพราะความใของตนเองเลยก็เป็ได้
“เ้าสามารถเลื่อนระดับมาถึงก่อตั้งลมปราณขั้นที่หกเลยเนี่ยนะ!”
หลิวเย่เบิกตาโตโพล่งกล่าวอย่างจริงจังเสียงสูง “เฉินอี้! ข้าถามเ้าจริงๆ เถอะ ในระหว่างที่หายตัวไป เ้าไปทำอะไรมากันแน่?!” ยามนี้ตนเองเริ่มคิดแล้วว่าเฉินอี้ตรงหน้าของตนผู้นี้ ช่างแตกต่างจากเฉินอี้ที่เขาเคยรู้จักเมื่อก่อนไปมากนัก ราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละคนเลย
เฉินอี้รู้สึกว่าสหายหลิวเย่คนนี้ช่างเซ้าซี้นัก ตัวเขาเองก็คร้านจะพูดอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ และยังไม่สามารถบอกความจริงที่ปิดซ่อนไว้ให้รู้ตอนนี้ได้อีกด้วย ถึงแม้จะเป็แค่เื่อย่างเคล็ดวิชาที่เขาฝึกอยู่ก็ตาม
“เอาเป็ว่าเมื่อถึงเวลาข้าค่อยบอกกับเ้าทีหลังแล้วกัน” เฉินอี้กล่าวออกอย่างลวกๆ แล้วจึงค่อยจัดท่านอน นำสองมือประสานกันบนหลังศีรษะ โยกตัวเอนกายพิงเบาะรถม้าพักผ่อนต่อ
หลิวเย่เห็นแบบนี้แล้วพลันยิ่งรู้สึกถึงความผิดแผกในใจเพิ่มมากขึ้น เพราะปกติเดิมทีนั้นเฉินอี้มักจะเล่าเกือบทุกเื่ให้ตนฟังอยู่เสมอๆ แต่หนนี้กลับมีความลับปิดบังซ่อนเร้นเอาไว้ไม่ยอมบอกซะอย่างนั้น จึงทำให้ตัวเขาเกิดความรู้สึกตะขิดตะขวงแปลกๆ พิกลในใจ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้คะยั้นคะยอถามสิ่งใดเพิ่มอีก
...................................
หลังผ่านไประยะหนึ่ง...
ขณะเดียวกันทางด้านของเมืองเซียงหนาน บนท้องฟ้าเหนือสถานที่ตั้งจวนตระกูลเฉิน ดวงอาทิตย์อัสดงคล้อยต่ำลง ส่องประกายแสงสีส้มอมเหลืองลอดผ่านใต้ร่มเมฆบางเบาอย่างเลือนราง อันเป็สัญญาณเวลาค่ำมืดของวันใกล้มาถึง
เ้าเมืองเฉินเหว่ยหง ผู้ปกครองเมืองเซียงหนานควบด้วยตำแหน่งประมุขตระกูลเฉินคนปัจจุบัน และยังเป็บิดาของเฉินอี้ บัดนี้กำลังเอามือไพล่หลัง พลางเดินกระสับกระส่ายหมุนวนเวียนไปมาภายในห้องจนชายเสื้อคลุมสีขาวโบกสะบัดบริเวณหน้าโต๊ะทำงานของตัวเองด้วยจิตใจที่อยู่ไม่สุข
“ตอนนี้เ้าลูกชายข้าหายหัวไปอยู่ที่ไหนกันแน่! คงไม่ใช่ว่าจะตายไปแล้วจริงๆ... ไม่ๆ ข้าไม่เชื่อหรอกจนกว่าจะได้เห็นศพของเขา!”
เ้าเมืองเฉินเหว่ยหงกล่าวบ่นพึมพำคร่ำเครียดด้วยความวิตกกังวล ถ้าบุตรชายของตนเกิดตายไปจริงขึ้นมา แบบนั้นตัวเขาจะมีหน้าไปพบภรรยาในภพหน้าได้อย่างไร... เขาได้สั่งให้ทหารทั่วทั้งเมืองออกค้นหามาเป็เวลาหลายวันแล้ว หลังจากที่ได้ยินข่าวลือเื่การตายของเฉินอี้ และท่านเ้าเมืองยังสั่งเน้นย้ำกับคนของตนเองไปด้วยเลยว่า
“ถ้าพวกเ้ายังหาบุตรชายข้าไม่พบ ก็ไม่ต้องกลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีก...!”
เหตุการณ์นี้สร้างความวุ่นวายจากการตามหาตัวเฉินอี้ไปทั่ว
“ตึกตึกตึกตึกตึก!”
ในตอนนั้นเอง บริเวณเฉลียงทางเดินด้านนอกห้องเขาก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าที่วิ่งตรงดิ่งเข้ามาไม่หยุด ตามถัดมาด้วยเสียงของบานประตูที่ถูกเปิดออกอย่างแรง
ตึง! “ท่านพ่อๆ! พี่ใหญ่กลับมาที่เมืองแล้ว! ตามที่พี่ทหารเฝ้ายามแจ้งบอกต่อกันมาแน่ะ!” เด็กน้อยสวมชุดคลุมยาวโคร่งสีส้มที่รีบถลาเข้ามาส่งข่าวอย่างร่าเริง ตากลมใสแจ๋วนี้คือ บุตรชายคนที่สองของเ้าเมืองเฉินเหว่ยหงและเป็น้องชายแท้ๆ ผู้มีสายเืเดียวกันกับเฉินอี้ในชาตินี้
นามว่า ‘เฉินลู่’
เด็กชายยังดูตัวเล็กเพราะอยู่ในวัยกำลังโต เขามีผมสั้นยุ่งเหยิงมัดจุกชี้เด่ไว้กลางหัว กำลังใช้สองมือน้อยๆ พิงประตูยืนยิ้มแก้มบานอย่างกระตือรือร้นเบื้องหน้าบิดาตอนนี้เพิ่งจะอายุได้หกขวบดีเท่านั้น ซึ่งห่างจากเฉินอี้ถึงแปดปีเลยทีเดียว
เ้าเมืองเฉินเหว่ยหงรู้สึกผ่อนคลายลงทันทีเมื่อได้ยิน “โอ้! ในที่สุดเ้าลูกอี้ก็กลับมาแล้วงั้นรึ!? แสดงว่าข่าวลือนั่นก็เหลวไหลทั้งเพ” เสียงถอนหายใจดังลอดออกจากปากของเขาหลังกล่าวจบพร้อมกับหย่อนหนังตาปิดลงสงบจิตใจ... พอได้รู้ว่าบุตรชายของตนกลับมาอย่างปลอดภัยดีเช่นนี้ก็หายห่วงสักที ส่วนเื่ข่าวลือการตายที่กุขึ้นมาพวกนั้นก็ไม่จำเป็ต้องไปสนใจอีก
“เมื่อพี่ใหญ่เ้ากลับมาถึงแล้วก็บอกให้รีบมาหาข้าที่ห้องโถงใหญ่ทันที ข้ามีเื่จะคุยกับเขาหน่อย” เฉินเหว่ยหงกำชับมอบหมายให้เฉินลู่พาตัวเฉินอี้ไปยังห้องโถงอันเป็สถานที่ประชุมของตระกูลหลังมาถึงจวนแห่งนี้แล้ว
“รับทราบแล้วท่านพ่อ ลู่เอ๋อร์จะบอกพี่ใหญ่ให้!” เฉินลู่ส่งเสียงตอบรับแข็งขันพร้ะเบ๊ะท่าทำความเคารพแบบทหาร จากนั้นเด็กชายจึงหันตัวหมุนสาวเท้าวิ่งปรื๋อด้วยขาสั้นๆ จ้ำอ้าวถี่ยิบเหมือนเมื่อครู่ไปที่หน้าประตูทางเข้าโดยเร็ว ชนิดไม่กลัวว่าตัวเองจะสะดุดล้มเลยสักนิด ช่างเป็เด็กที่เปี่ยมพลังงานและใสซื่อดีจริงๆ
และใน่เวลาเดียวกันนี้เอง เฉินอี้ที่อาศัยนั่งรถม้า เดินทางร่วมกับหลิวเย่หลายชั่วยาม ได้ผ่านเข้าประตูเมืองเซียงหนานมาแล้วเรียบร้อย ครั้นพอเ้าตัวถึงจุดหมายเขาก็แยกย้ายจากสหาย มุ่งตรงมาอยู่หน้าทางเข้าจวนของตัวเองทันที
เฉินอี้สังเกตดูพื้นที่บริเวณโดยรอบตระกูลเฉินแล้วก็พบว่าเป็คฤหาสน์เรือนประสานที่ค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียว ทั้งสภาพแวดล้อมแห่งนี้ยังโอบล้อมไปด้วยเนินและูเาสูงอีก เขาคิดทบทวนผ่านความทรงจำภายในหัวจากตัวอดีตเ้าของร่างเดิมว่า “อืม ก็สมแล้วที่เป็ถึงเ้าเมืองของที่นี่ ช่างใหญ่โตดีจริง”
เด็กหนุ่มก้าวเดินช้าๆ พลางกวาดสายตามองทัศนียภาพรอบด้านผ่านแสงนวลสลัวของท้องฟ้ายามเย็นที่กำลังลาลับเข้าสู่่ค่ำคืน ประหนึ่งม่านฉากหลังที่ช่วยขับเน้นความงดงามโดดเด่นให้กับจวนอย่างผ่อนคลายสบายใจ