ก่อนที่มันจะทะลุผ่านชั้นเมฆฝนอันมืดครึ้ม ที่ปกคลุมอยู่เหนือป่าดำิญญาซึ่งมีสายฟ้าครืนครั่นคำรามแลบอยู่ยังเบื้องล่าง
ลูกไฟขนาดใหญ่ที่พุ่งลงมาด้วยความเร็วสูง ฉับพลันก็เกิดะเิตูมเสียงดังราวกับท้องฟ้าเหมือนจะฉีกขาดขึ้นจนมันสนั่นลั่นไกลยันไปถึง์ที่เบื้องบน ก่อนจะมีเศษชิ้นส่วนประกายไฟขนาดเล็กใหญ่แตกกระจัดกระจายออกจากกัน แล้วพุ่งปลิวไปทั่วสารทิศบนท้องฟ้า ราวกับพลุไฟที่จุดฉลองในวันพิธีอันยิ่งใหญ่
แต่ทว่ากับมีอยู่ชิ้นหนึ่ง!...
ที่พุ่งฝ่ากรีดอากาศลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วมุ่งหน้าดิ่งเป็แนวเส้นตรง ไปยังที่ที่มีโลงศพหินซึ่งมันถูกฝังอยู่ในหลุมดินก่อนหน้าเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมา
ฉับพลัน เสียงราวกับะเิก็ดังก้องกัมปนาทขึ้นอีกครั้งภายในป่าดำิญญา
และทันทีที่มันตกกระแทกลงบนพื้นดิน ทำให้โดยรอบบริเวณสั่นะเืแผ่กว้างราวกับเกิดแผ่นดินไหวขนาดย่อมขึ้น กระทั่งต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รายรอบบริเวณ ที่อยู่ในรัศมีการทำลายล้างของลูกไฟถึงแม้ว่าพวกมันจะเปียกชื้นไปด้วยสายฝนก็ตามที แต่ทว่ามันกลับถูกแผดเผาไหม้เกรียมอย่างรวดเร็วจากเปลวเพลิงมรณะจนกระทั่งกลายเป็เถ้าถ่านภายในชั่วกะพริบตาเดียวและลูกไฟนั้นก็ไหลกลิ้งเป็ทางยาวจนทำให้เกิดเป็หลุมลึกมุ่งตรงไปยังหลุมฝังศพทันที
จนทำให้เสียงตูมทึบดังสนั่นขึ้นอีกครั้งเป็คำรบที่สองในป่าดำิญญา
ขณะเดียวกันที่โลงศพไม้ห่อหุ้มอยู่ด้านนอก เมื่อมันถูกปะทะกระแทกสุดแรงเกิดขึ้นก็ทำให้มันฉีกขาดกระเด็นลอยปลิวออกจากหลุมดินทันทีแล้วแตกกระจายออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย พร้อมกับเกิดเป็เปลวเพลิงลุกไหม้ กระจายลุกลามไปทั่วบริเวณผืนป่า
แต่ทว่าโลงศพหินที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายใน กับไม่มีผลกระทบอะไรเลยแม้แต่น้อยนิด
กระนั้นก็ยังลื่นไถลเป็ทางยาวจากแรงโน้มที่ถูกปะทะรุนแรง จนจมลึกกลายเป็หลุมลงไปหลายฉื่อก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ห่างจากจุดเดิมที่ฝังราวสิบจั้ง
พร้อมกันนั้นก็มีวัตถุบางอย่างเพิ่มขึ้นมาชิ้นหนึ่ง วางแนบติดอยู่กับโลงศพหิน
.....
เวลาผ่านไปประมาณสองชั่วยามหลังจากความเงียบงันเริ่มเขามาเยือนอีกครั้ง
บนท้องฟ้าเบื้องบนที่ดูมืดมิดไร้ซึ่งแสงจันทร์ ก็พลันปรากฏเงาร่างเลือนรางของคนสองคนขึ้นซึ่งพวกเขากำลังลอยเหยียบอยู่บนอากาศธาตุอันว่างเปล่า
ทว่าคนหนึ่ง ที่ใต้ฝ่าเท้าของเขาซึ่งยืนเหยียบอยู่นั้น กับมี ‘ศาสตรายุทธเคลื่อนิญญา’ นั้นก็คือ‘กระบี่’ ยืนจ้องมองโลงศพหินด้วยจิตใจอันร้อนรน
ส่วนอีกคน สีหน้าดูเคร่งขรึมสงบเยือกเย็น แลไม่สะทกสะท้านกับเหตุการณ์เมื่อก่อนหน้าพร้อมกับเผยกลิ่นอายพลังปราณิญญาอันสูงส่งออกมา กระทั่งแผ่กระจายหมุนวนล้อมรอบไปทั่วทั้งตัวดูราวกับว่าเป็เทพเซียนที่อยู่บน์ โดยที่เท้าทั้งสองข้าง ยืนเหยียบย่างอย่างมั่นคงบนอากาศธาตุอันว่างเปล่าเพียงเท่านั้น
โดยที่จิตใจของพวกเขาในตอนนี้
ดูเหมือนไม่ใคร่ไยดีสนใจในเื่อุกกาบาตตกนั้นสักเท่าไหร่ ถึงแม้มันจะเป็เหตุการณ์อันแปลกประหลาดยิ่งที่เกิดขึ้นในรอบหลายหมื่นปีก็ตาม เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ของพวกเขานั้นก็คือ ‘โลงศพหิน’ ที่วางอยู่บนพื้นดินตรงหน้ามากกว่า
ก่อนเงาร่างหนึ่งที่เหยียบยืนอยู่บนกระบี่ จะพุ่งดิ่งเป็ลำแสงมุ่งตรงมายังโลงศพหินที่อยู่เบื้องล่างโดยที่ไอปราณิญญาเองขณะนั้น ยังคงห่อหุ้มหมุนวนอยู่รายรอบโลงศพหิน และเขาเองก็ไม่รีรอคิดมากแม้แต่เสี้ยวลมหายใจพลางยกฝ่ามือหนาวางทับลงบนโลงศพหินในทันที ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกคราหนึ่ง พลันนั้นความรู้สึกอันละเอียดอ่อนของชีพจรก็ถูกเขาััเข้าได้อย่างแ่เบา ทำให้เขาเองก็เผยสีหน้าดูตื่นเต้นดีใจเป็อย่างยิ่งออกมา
“ท่านอาจารย์ขอรับ!...ข้าตรวจสอบแล้วไม่มีอะไรเสียหายแม้แต่น้อยและดูเหมือนเส้นพลังชีพจิติญญาของเขา มันยังคงถูกหล่อเลี้ยงเอาไว้เช่นเดิม!!!”
“อืม...ดีมาก! เ้ารีบเก็บของทั้งหมดพวกนั้นเสีย!แล้วพวกเรารีบไปกันเถอะ ก่อนที่พวกมันจะยกขบวนแห่กันมาในอีกไม่นาน”
หลังจากนั้นบุรุษผู้นั้นก็เก็บสิ่งของที่้าอย่างลวกๆ เข้าไปเก็บไว้ในกำไลมิติตนเองก่อนที่คนทั้งสองจะพุ่งทะยานหายลับไปในราตรีอันมืดมิดอย่างรวดเร็ว
และสิ่งที่หายไปในที่นั้นก็คือ ‘โลงศพหิน’ พร้อมกับ ‘กล่องโลหะสีดำ’ หนึ่งใบที่วางชิดแนบติดกัน
แต่เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ หลังจากที่พวกเขาหายลับจากไป…
เงาร่างของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งก็พลันปรากฏกายขึ้นยังจุดที่ใกล้กับหลุมฝังศพในทันที ทั้งหมดยังคงยืนนิ่งอยู่บน ‘ศาสตรายุทธเคลื่อนิญญา’ ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าซึ่งมีรูปร่างนั้นแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ละของบุคคลสีหน้าของพวกเขาดูสงบนิ่งเ็าไร้อารมณ์ โดยก่อนหน้านั้นเพียงไม่นานหลังจากที่พวกเขาตรวจสอบเื่ลูกไฟที่ตกมาจากฟากฟ้าก็พุ่งตรงมายังที่นี่เพื่อตรวจสอบเป็จุดสุดท้าย
แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาจิตใจสั่นสะท้านไปหมดทุกคน นั้นก็คือ...?
“โลงศพหินนั้นหายไปแล้ว!!!”
ชายหนุ่มคนหนึ่งะโลั่นออกมาด้วยเสียงดูตื่นตระหนกหลังจากที่เขาเหินตัวลงไปตรวจสอบใกล้กับจุดที่เกิดเหตุ ส่วนชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดเมื่อได้ยินว่าโลงศพหินนั้นหายไป พลันสีหน้าของเขาก็เผยความใออกมาเล็กน้อย
ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะขยับขึ้นลง เหมือนว่ากำลังกล่าวอะไรบางอย่างออกมาแล้วพลางวาดฝ่ามือไปในอากาศอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งทำให้มวลอากาศไร้รูปที่อยู่รายรอบบริเวณถูกดูดหมุนม้วนเข้ามาที่ฝ่ามือ
หลังจากนั้น มวลอากาศมากมายที่ถูกดูดเข้ามา ก็ถูกบีบอัดจนกลายเป็ก้อนกลมขนาดเล็กก่อนครู่ต่อมาจะสลายกลายเป็ไอหมอกจางหาย แล้วจึงค่อยๆ คลายมือออกอย่างช้าๆ
แต่ทว่ามือนั้นกลับสั่นเทิ้มขึ้นมาเล็กน้อย พร้อมกับเหงื่อเย็นเยียบผุดเป็เม็ดขึ้นที่หน้าผากกระทั่งร่างกายก็สั่นสะท้านไหวหวาดกลัว ถึงแม้สีหน้านั้นจะไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนก็ตามแต่ทว่าภายในห้วงลึกของจิตใจ กลับหวั่นวิตกกังวลอยู่ไม่น้อยเช่นกันก่อนสูดหายใจเย็นเยียบพึมพำ
‘นี่มัน!...พลังปราณิญญาระดับสี่ดารา!ส่วนอีกคนอยู่ในระดับสองดารา!...แบบนี้เห็นท่าจะไม่ดีแล้ว!’
ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะจากไปได้สักครู่ก่อนหน้าแต่ทว่าร่องรอยของกลิ่นอายพลังปราณิญญา กลับยังคงดำรงอยู่ และหลงเหลือทิ้งเอาไว้ด้วยเช่นกันซึ่งสามารถตรวจสอบได้โดยผู้ที่มี ‘เคล็ดวิชาลับ’ของตนเอง
ชายวัยกลางคนยืนนิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกวาดสายตามองไปรอบๆทั้งสี่ทิศอย่างช้าๆ ทว่าสีหน้าของเขาเอง ก็เผยความหวั่นวิตกวาบผ่านด้วยเช่นกันเพราะถ้าหากว่าบุคคลทั้งสอง ยังอาศัยเร้นกายซุ่มซ่อนอยู่ในบริเวณแถวนี้ และเกิดการปะทะกันขึ้นมาแล้วล่ะก็ชีวิตของพวกเขาทั้งหมด คงต้องลาโลกใบนี้ไปอย่างแน่นอน
แล้วพลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ อีกครั้ง ‘เหตุการณ์เช่นนี้ไม่สู้ดีแน่!...ต้องรีบกลับไปรายงานนายท่านโดยด่วน!’
ก่อนที่เขาจะออกคำสั่งด้วยเสียงเ็าว่า“ช่างเถอะ!...พวกเ้าไม่ต้องค้นหามันอีกแล้ว!!! กลับกันได้!”
กล่าวจบก็ทะยานเหินขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที โดยมิได้คิดรั้งรอผู้อื่นแต่อย่างใดซึ่งตลอดเส้นทางที่พุ่งไป เขาพลางครุ่นคิดอย่างสับสนเพราะนี้มันไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างธรรมดาทั่วไปเสียแล้วโดยเฉพาะการหายไปของโลงศพหินใบนั้น ซึ่งมันสำคัญกับพวกเขาเป็อย่างมาก
เื่บางเื่ก็ย่อมควรจะเป็ความลับ แต่ทว่าผลที่จะตามมาต่อจากนี้มันจะกลายเป็สิ่งที่เลวร้ายที่สุด และอาจจะเกิดเื่ขึ้นอย่างไม่คาดคิด ในอนาคตข้างหน้าก็เป็ได้
‘แล้วสองคนนั้นพวกมันเป็ใครกันแน่นะ?...’
.....
- ณ ดินแดนสุริยันบูรพา –
ซึ่งมีแนวเทือกเขาสลับซับซ้อน ทอดยาวเหยียดอยู่ทางทิศตะวันออกตอนล่างของเขตภาคกลาง
และท่ามกลางยอดเขาเ่าั้ ก็มีเรือนหลังเล็กที่ถูกสร้างขึ้นอยู่ท่ามกลางของหุบเขาที่มันถูกโอบล้อมไปด้วยต้นไม้โบราณขนาดใหญ่ และป่าเบญจพรรณอันหนาทึบยากนักที่ผู้คนผ่านไปมาจะพบเห็นได้ง่ายๆ
โลงศพหิน ได้ถูกนำมาวางแน่นิ่งไว้ยังมุมหนึ่งของห้องพร้อมด้วยกล่องโลหะสีดำเปื้อนโคลนนั้นด้วยก็เช่นกัน ที่มันเกาะติดโลงศพราวกับเป็เนื้อเดียวกัน
แต่ทั้งสองคนไม่ใคร่จะสนใจอะไรกับเ้ากล่องสีดำนี้มากนัก และคิดไปว่ามันคงเป็ส่วนประกอบอีกชิ้นหนึ่งเพียงเท่านั้น เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ พวกเขาจะต้องรีบเปิดโลงศพหินนั้นให้เร็วที่สุด!
ก่อนชายชราที่สวมชุดคลุมไหล่สีดำ ส่วนอาภรณ์ด้านในก็อยู่ในชุดสีขาวราวกับหิมะพร้อมทั้งปักลวดลายคล้ายพระอาทิตย์สีแดงที่โผล่พ้นเมฆตรงชายผ้า ดูแล้วราวกับเป็บุคคลสูงส่งที่อยู่เหนือผู้คนทั่วไป สีหน้าถึงแม้ว่าจะดูหวั่นวิตกไม่น้อย แต่ทว่าจิตใจกลับมั่นคงสงบนิ่งเป็อย่างมาก
เขาก้าวเท้าเดินมาอย่างเงียบเชียบ มุ่งตรงหน้าตรงดิ่งไปยังมุมห้องที่มีโลงศพหินวางอยู่ก่อนสะบัดแขนเสื้อขึ้น แล้วรีบวางฝ่ามือลงไปบนโลงศพอย่างแ่เบา เขาสูดหายใจเข้าลึกพร้อมทั้งหลับตาลงอยู่ครู่หนึ่งสีหน้าดูเคร่งขรึมจริงจังเป็อย่างมาก พร้อมกับริมฝีปาก ขยับกล่าวเบาอะไรบางอย่างอยู่เพียงสองสามครั้งก่อนคำรามออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“คลายผนึก!!!”
หลังจากนั้น เพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งชั่วลมหายใจ โลงศพหินที่วางแน่นิ่ง ก็พลันส่งเสียงแล้วสั่นสะท้านขึ้นเล็กน้อยก่อนที่คลื่นพลังปราณไร้รูปที่อยู่ภายใน จะพลันกระเพื่อมไหวพุ่งออกมาเป็ระลอกคลื่นแล้วแผ่ซ่านกระจายออกเป็วงกว้างไปทั่วทั้งห้อง
และเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ทำให้พวกเขาทั้งสองถึงกับขมวดคิ้วใบหน้าเปลี่ยนสีเมื่อได้รับรู้ถึงพลังปราณิญญาที่แสนแปลกประหลาด และแฝงไปด้วยกลิ่นอายโบราณอันเก่าแก่และยังดูทรงพลังยิ่งใหญ่เมื่อได้ัักับมันเข้า
ครู่ต่อมา ฝาโลงศพหินก็สั่นไหวขึ้นเบาๆ ก่อนที่มันจะค่อยๆ เลื่อนเปิดอ้าออกอย่างช้าๆพร้อมกับไอปราณที่เป็หมอกสีขาวเลือนราง ซึ่งดูแล้วราวกับสายละอองน้ำตกที่หล่นจากฟ้าพลันพวยพุ่งไหลออกมาจากโลงศพหิน
ส่วนชายชราเองก็ไม่รีรอที่จะวางฝ่ามือลงไปอีกครั้ง แล้วกดฝ่ามือของตนผ่านไอหมอกสีขาวนั้นเข้าไปก่อนจะวางทาบทับลงยังอกซ้ายของเด็กน้อย
ทันทีที่ฝ่ามือนั้นทาบแตะลงไปเพียงครู่เดียว ‘อักขระเวทวงแหวนสีแดง’ ก็พลันส่องสว่างขึ้นแล้วเริ่มเปล่งประกายที่ใต้ฝ่ามือของเขา แล้วแผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างเล็กที่นอนแน่นิ่งไร้สติจนกระทั่งผ่านไปหลายลมหายใจ เขาถึงได้ดึงฝ่ามือของตนกลับมาอย่างช้าๆ และบนใบหน้าก็มีเหงื่อเม็ดเล็กผุดพลายขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกดเสียงต่ำกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มขึงหนักแน่นว่า
“อีกห้าวันเขาจะตื่นขึ้น!เหลียงเฉิน!...เ้าจงดูแลเด็กน้อยคนนี้เท่าชีวิตของเ้า! แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเพียงใดเ้าก็จงปกป้องเขาให้ดี ส่วนข้าก็ไม่อาจรั้งรออยู่ที่นี่ได้นาน เพราะอาจจะถูกสงสัยขึ้นมาได้จึงจำต้องรีบกลับไปที่สำนักโดยเร็ว และถึงแม้เส้น ‘พลังปราณิญญา’ ของเขาจะขาดสะบั้นลงอย่างน่าใจหายแต่ถึงยังไง พวกเราก็ต้องรักษาชีวิตของเขาเอาไว้ให้ได้ก่อน และหากว่ามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในระหว่างที่ข้าไม่อยู่ และไม่สามารถมาช่วยได้ทันเวลา เ้าจงพาเขาหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่เ้าจะทำได้เ้าเข้าใจหรือไม่!”
“ขอรับท่านอาจารย์” ศิษย์ที่มีนามว่าเหลียงเฉิน ยกมือขึ้นประสานทันทีก่อนกล่าวตอบอย่างหนักแน่นด้วยแววตาจริงจัง
“อืมมม....โชคชะตาของเขามันช่างอาภัพยิ่งนัก ข้าคงทำได้เพียงเท่านี้จริงๆหากเขายังไม่ตายเสียก่อนในเวลานั้นมาถึง ข้าหวังว่า...”
.
.
.
.
.
………………………………