ตอนที่ 6 ศึกประลองแห่งศักดิ์ศรี
มู่จิ่นเหยียนลุกขึ้นไปยืนกลางลานประลองชั่วคราวที่ถูกจัดขึ้น ทุกย่างก้าวที่เดินล้วนมั่งคงราวกับเมื่อสักครู่ที่เขานั่งจิบมิใช่สุรารสแรง แต่ความรู้สึกเหมือนเป็เพียงการนั่งจิบชาหลงจิ่งที่รสชาติหอมละมุนเท่านั้น
ขุนนางฝ่ายบู๊ของต้าจินที่นั่งนิ่งั้แ่เริ่มต้นงานเลี้ยง ตอนนี้กลับส่งเสียงโห่ร้องดังสนั่นหวั่นไหว บรรยากาศภายในงานคึกคักขึ้นมาทันตา
มู่ชิงซานและอวี้ฮูหยินล้วนนั่งไม่ติดกับที่ สิ่งที่เขากังวลมิใช่กลัวว่ามู่จิ่นเหยียนจะพ่ายแพ้ แต่ที่พวกเขากังวลกลัวว่าความแค้นที่ถูกกดเอาไว้ จะทะลักขึ้นมาจนมู่จิ่นเหยียนยับยั้งตนเองไม่อยู่ กระทำการออกมาโดยไม่ยั้งคิดอาจจะส่งผลถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองแคว้น
เื่ราวที่เกิดขึ้นบนหลังคาจวนสกุลมู่เมื่อคืน ทุกคนในจวนต่างรู้ดีว่า ความเคียดแค้นของคุณชายสามมีมากเพียงใด แต่ยังโชคดีที่ครั้งนี้ประลองฝีมือโดยปราศจากอาวุธ ผู้ที่สามารถโค่นล้มฝ่ายตรงข้ามลงได้ถือว่าเป็ผู้ชนะ ดังนั้นจึงพอหลีกเลี่ยงการาเ็ที่อาจจะถึงแก่ชีวิตได้
เยลูห่าวหนานยิ่งเห็นมู่จิ่นเหยียนเดินตรงเข้ามาหาตนในลานประลอง ก็ยิ่งประหลาดใจเหตุใดยังมีคนที่หน้าตาคล้ายกันได้มากมายเช่นนี้ อีกทั้งสายตาคู่นั้นช่างเหมือนอย่างกับเป็คนคนเดียวกัน เสียดายก็เพียงแต่สตรีนางนั้นรูปร่างผอมบาง ถึงแม้จะสูงกว่าสตรีทั่วไปแต่ก็ยังให้ความรู้สึกน่าทะนุถนอม แตกต่างจากท่าทียียวนกวนประสาทของราชบุตรเขยตรงหน้า
ถึงแม้มู่จิ่นเหยียนจะมิได้มีร่างกายกำยำแบบนายทหาร หรือคนแคว้นเหลียว ทว่ากลับสูงโปร่งดูสง่างาม ดั่งคุณชายบุตรขุนนางชั้นสูงทั่วไป
ครั้นมายืนประจันหน้ากันบนลานประลอง รอยยิ้มที่มู่จิ่นเหยียนส่งมาให้เยลูห่าวหนานกลับไปไม่ถึงดวงตา อีกทั้งคนที่ได้รับยังรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นเป็รอยยิ้มแห่งการท้าทาย เยลูห่าวหนานรู้สึกคนแคว้นเหลียวเองก็ต่างรู้สึกเช่นกัน
ยิ่งรู้ว่าราชบุตรเขยคือทายาทของสกุลมู่แล้ว พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่า การประลองครั้งนี้ราวกับเตรียมไว้ให้สกุลมู่แก้แค้นพวกตน
กระทั่งสัญญาณจากหลิวกงกงขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ดังขึ้น บ่งบอกถึงการเริ่มต้นของการประลองครั้งนี้ ท่ามกลางอุทยานที่งดงาม รายล้อมด้วยเหล่าขุนนางของทั้งสองแคว้น
การประลองของทั้งคู่กลับสร้างความตื่นเต้นและความระทึกใจให้กับผู้คนที่รอชมอยู่ไม่น้อย บรรยากาศเริ่มที่จะตึงเครียดขึ้นทันที หลังจากที่ทั้งสองร่างพุ่งเข้าหากัน
มู่จิ่นเหยียนถึงแม้จะดูร่างกายบอบบางกว่าแต่การประลองด้วยมือเปล่านั้นทำให้ใช้ความได้เปรียบด้านนี้จู่โจมคู่ต่อสู้อย่างไม่หยุดยั้ง
ถึงแม้จะร่างเล็กแต่ก็รวดเร็ว โจมตีแต่ละครั้งล้วนถึงจุดตาย ความแม่นยำที่หาตัวจับได้ยากนั้น ทำให้ผู้คนจากแคว้นเหลียวได้แต่มึนงง
แตกต่างกับขุนนางฝ่ายบู๊ของแคว้นจิน ที่ส่งเสียงร้องราวกับถูกใจทุกการโจมตีของราชบุตรเขย
อันที่จริงมู่จิ่นเหยียนมิได้มีใจ้าเอาชนะเยลูห่าวหนานแต่อย่างใด มิใช่ว่าตนเองจะไม่รับรู้ถึงความสำคัญของการประลองครั้งนี้ ถึงแม้จะว่าเป็การประลองแต่แท้จริงแล้วกับเป็การแลกเปลี่ยนวรยุทธ์กันเท่านั้น เพียงแต่การต่อสู้ครั้งนี้เป็ที่จับตามองของทั้งสองแคว้น เกี่ยวพันถึงความสัมพันธ์ จะแพ้ก็ไม่ได้ จะชนะก็ไม่ได้อยู่ดี แต่อย่างน้อยขอให้มู่จิ่นเหยียนอาศัยการประลองในครั้งนี้ ระบายความโกรธในใจให้ลดน้อยลงก็เพียงพอแล้ว
จินอวิ๋นเซียนที่ตอนแรกมิได้คาดหวังกับราชบุตรเขยผู้นี้เท่าใดนัก ถึงแม้จะได้ยินคำร่ำลือว่าเป็ยอดฝีมือในกองทัพ แต่ด้วยผลงานยังไม่ปรากฏก็ยากที่จะให้ผู้คนยอมรับ
ครั้นตนได้เห็นกับตาตอนนี้ ถึงแม้จะมิใช่ผู้ที่เป็วรยุทธ์แต่ก็ย่อมมองเห็นได้ว่า มู่จิ่นเหยียนมิใช่แค่มีฝีมือแต่คล้ายเป็ผู้มีพร์ด้านการต่อสู้เสียมากกว่า
มู่จิ่นเหยียนทำราวกับว่าลานประลองคือบนฝ่ามือของตัวเอง จะจับพลิกจับหงายเช่นไรก็ได้
ถึงแม้เขาจะมิได้มีเป้าหมายเอาชนะเยลูห่าวหนานแต่ก็มิได้อยากพ่ายแพ้ต่อหน้าทุกคน ถึงแม้จิตสังหารที่ปล่อยออกมาหมายจะเอาชีวิต แต่มู่จิ่นเหยียนก็ทำได้เพียงหลีกเลี่ยงจุดตายของฝ่ายตรงข้าม ก่อให้เกิดเพียงร่องรอยาเ็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เยลูห่าวหนานรับรู้จิตสังหารที่ถูกส่งออกมาจากสายตาคู่นั้นอย่างไม่ปิดบัง สายตานี้ทำให้คณะทูตของแคว้นเหลียวหายใจได้ไม่ทั่วท้องไปตามๆ กัน
ทันทีที่ราชบุตรเขยแคว้นจินผู้นี้ออกกระบวนท่ารุนแรงั้แ่ลงมือครั้งแรก ถึงแม้จะเป็เพียงเสี้ยวเวลาแต่จิตสังหารนั้นก็บ่งบอกได้ทันทีว่า้าสังหารเขาให้จบสิ้น
แต่ทว่าหลังจากนั้น กระบวนท่าถัดไปก็เพียงแค่ประลองด้วยท่าทางทั่วไป มิได้มีใจหมายสังหารเฉกเช่นเดิม
เยลูห่าวหนานเริ่มได้ใจ เห็นว่ามู่จิ่นเหยียนมิได้คิดอยากเอาชนะตนแล้วจึงถือโอกาสโหมโจมตีรุนแรงเพื่อคว้าชัยในครั้งนี้
หารู้ไม่ว่ามู่จิ่นเหยียนผู้ที่รอการกระทำเช่นนี้อยู่ก่อนหน้า กลับยกยิ้มมุมปากราวกับเวลาที่ตนรอมาถึงแล้ว
การต่อสู้ของทั้งสองจึงเริ่มดุดันมากขึ้น ขุนนางหลายคนถึงกับนั่งไม่ติดที่ ฮ่องเต้และฮองเฮาต่างจับพระหัตถ์กันเพื่อเอาใจช่วยราชบุตรเขยผู้นี้
ทุกคนในอุทยานต่างต้องยอมรับว่าการต่อสู้ของเยลูห่าวหนานที่แข็งแกร่งและดุดันกับราชบุตรเขยที่อาศัยความรวดเร็วและแม่นยำ ช่างเป็การต่อสู้ที่สมศักดิ์ศรีของทั้งสองแคว้นอย่างแท้จริง
การเคลื่อนไหวของมู่จิ่นเหยียนราวกับสายน้ำที่พันอยู่รอบตัว ทุกการโจมตีราวกับคาดคะเนเอาไว้ล่วงหน้า หลอกล่อฝ่านตรงข้ามให้เข้ามาติดกับ
เยลูห่าวหนานเริ่มตระหนักได้ถึงความอันตรายของคู่ต่อสู้ จึงเรียกพลังภายในของตัวเอง โจมตีจุดอ่อนของมู่จิ่นเหยียนทันที แต่ทว่าการจุดอ่อนนั้นเป็เพียงการล่อลวงของมู่จิ่นเหยียนเท่านั้น
เยลูห่าวหนานรับรู้ว่าโดนหลอกก็สายไปเสียแล้ว มู่จิ่นเหยียน บีบคั้นกำลังภายในให้พุ่งออกจากปลายของนิ้วชี้ตน เข้าหาที่ชายโครงของเยลูห่าวหนานในพริบตา
ถึงแม้จุดนี้ไม่ได้ทำให้ถึงแก่ชีวิต แต่ก็นับว่าปั่นป่วนกำลังภายในร่างกายได้ไม่น้อย
ทั้งสองต่างโรมกันเข้าหากันอย่างไม่มีท่าทีจะหยุดพัก ทุกสายตาที่จับจ้องไปที่ลานประลองกับเห็นพ้องกันว่า มู่จิ่นเหยียนที่แต่เดิมก็เคลื่อนไหวว่องไวจนยากจะจับตัวได้ ตอนนี้ความเร็วที่ใช้ก็ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นทุกขณะ
กลับกัน ร่างกายของเยลูห่าวหนานหลังจากที่โดนนิ้วชี้ของมู่จิ่นเหยียนสกัดที่จุดอ่อนบนร่างกายนั้น ก็เริ่มจะเคลื่อนไหวช้าลงเรื่อยๆ ฝีเท้าที่เร่งรีบตามการโจมตีของมู่จิ่นเหยียนก็เริ่มสับสน
จนในที่สุดเยลูห่าวหนานมิอาจฝืนรั้งตนเองได้ แต่ในใจมู่จิ่นเหยียนเพียง้าแค่ประลองระบายความแค้นเท่านั้น มิได้อยากได้ผลแพ้ชนะ ที่อาจจะนำพาความเดือดร้อนมาให้ต้าจินทีหลัง เมื่อเห็นเยลูห่าวหนานกำลังจะพ่ายแพ้ ตนจึงผ่อนฝีเท้าและเดินหน้าเข้าใกล้ร่างของฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น
จนกระทั่งเยลูห่าวหนานออกหมัดครั้งสุดท้าย มู่จิ่นเหยียนจึงยืนหน้ารับหมัดนั้นโดยตรง ก่อนจะส่งกำปั้นพร้อมกำลังภายในที่เค้นรอเอาไว้ เข้าไปกระแทกจุดตันเถียน (หน้าท้อง) ของเยลูห่าวหนานอย่างจัง
ร่างของทั้งคู่ต่างกระเด็นแยกออกกันไปคนละทิศคนละทางก่อนจะล้มลงที่พื้นพร้อมกัน ถือเป็อันยุติการประลองด้วยผลเสมอ
จินตงหยางฮ่องเต้รู้สึกพอใจกับผลการประลองครั้งนี้เป็อย่างมาก พระองค์เองก็มิอยากให้ต้าจินเป็ฝ่ายชนะเพราะว่ายังอยากรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับรัชทายาทแคว้นเหลียวพระองค์นี้ ผู้ซึ่งอาจจะกลายเป็เหลียวอ๋องในวันข้างหน้า
แต่จะให้พ่ายแพ้ก็คงจะมิได้ ความแข็งแกร่งของทหารแคว้นจินจึงยัง้าแสดงออกให้ทุกคนได้เห็น เพื่อข่มขวัญของศัตรูหรือผู้ที่คิดจะเป็ศัตรูมิให้กล้ามารุกรานต้าจิน
ดังนั้นผลของการประลองที่ออกมาเสมอกัน จึงทำให้พระพักตร์ของจินตงหยางฮ่องเต้ปรากฏรอยพระสรวลขึ้นอย่างไม่อาจปิดบัง
“ฮา ฮา ฮา …การประลองครั้งนี้ถูกใจเรายิ่งนัก…หลิวกงกงพระราชทานรางวัล”
หลิวกงกงนำขันทีน้อยเดินมาด้านหน้าของมู่จิ่นเหยียนและเยลูห่าวหนาน ก่อนจะยืนกล่องไม้ที่ด้านในเก็บกระบี่เล่มงามเอาไว้
“ท่านทั้งสองถือเป็ผู้มีความสามารถด้านวรยุทธ์โดยแท้ กระบี่สองเล่มนี้เป็กระบี่ชั้นยอดที่เรามี ดังนั้นเราจึงขอมอบให้เป็รางวัลในค่ำคืนนี้”
“ขอบพระทัยฝ่าา/ขอบพระทัยฝ่าา”
“แล้วก็พรุ่งนี้เป็เทศกาลเซี่ยหยวนของต้าจิน รัชทายาทเยลูห่าวหนาน เราจะให้รัชทายาทจินอวิ๋นหยางของเราเป็ผู้นำท่านออกไปเที่ยวในเมือง ดีหรือไม่”
“ขอบพระทัยฝ่าา ขอบพระทัยรัชทายาท เพียงแต่กระหม่อมได้คำชี้แนะจากราชบุตรเขย กลับถูกชะตาอยากคบหาเป็สหายยิ่งนัก หากพรุ่งนี้ราชบุตรเขยสามารถร่วมชมงานเทศกาลกับกระหม่อมด้วยคงจะดีไม่น้อย จะได้พูดคุยกันให้มากยิ่งขึ้น”
เยลูห่าวหนานรู้สึกเช่นนั้นจริง เขาอยากจะทำความรู้จักกับคนตรงหน้าให้มากขึ้น คนมีฝีมืออายุยังน้อยเช่นนี้สมควรที่จะคบหาเป็สหายอย่างยิ่ง แต่ถึงแม้จะเป็สหายกันไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ไม่ขอเป็ศัตรูด้วย
จินตงหยางฮ่องเต้ส่งสายพระเนตรเป็เชิงคำถามของมู่จิ่นเหยียน ซึ่งเขาเองถึงแม้จะมิอยากไป แต่เยลูห่าวหนานก็ถือว่าเป็แขกคนสำคัญของแคว้น หากปฏิเสธเกรงว่าจะเสียมารยาท จึงได้แต่น้อมรับคำเชิญนั้น
“กระหม่อมยินดีพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี ดียิ่ง”
จินตงหยางฮ่องเต้จึงได้ทรงพระสรวลออกมาอีกครั้งหนึ่ง ราวกับพอใจกับคำตอบที่ได้ยินจากปากของมู่จิ่นเหยียน เพียงแต่ในระหว่างนั้นกลับมีเสียงหวานดังขึ้นแทรกขึ้นมากลางคัน
“ทูลเสด็จพ่อ ลูกขอพระราชทานอนุญาตออกไปชมงานเทศกาลด้วยได้หรือไม่เพคะ พระราชโองการสมรสออกมาแล้ว ลูกก็ถือว่าแต่งงานไปแล้วครึ่งหนึ่ง อีกอย่างราชบุตรก็ไปด้วย ถือเป็การทำความคุ้นเคยกันไปด้วยเลย”
องค์หญิงเหวินเต๋อทูลขอให้ฮ่องเต้ทรงอนุญาตให้พระองค์เสด็จตามเสด็จพี่รัชทายาทของตน และราชบุตรเขยไปเที่ยวในเมืองด้วย
พระองค์ไม่เคยออกจากวังเลยสักครั้งั้แ่เติบโตมา จึงอยากถือโอกาสนี้ออกไปเปิดหูเปิดตาดูบ้าง
“ได้ เราอนุญาต ราชบุตรเขยดูแลองค์หญิงให้ดีด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เยลูห่าวหนานและมู่จิ่นเหยียนต่างแยกย้ายลงเวทีการประลอง ไปยังที่นั่งของตน ทุกคนในที่นั้นเห็นว่าราชบุตรเขยถึงแม้จะมีรอยฟกช้ำบนใบหน้า แต่ที่อื่นบนร่างกายล้วนหมดจด ต่างจากเยลูห่าวหนานที่ั้แ่ออกจากลานประลองฝีเท้าท่าเดินล้วนบ่งบอกว่าไม่มีความมั่นคงเฉกเช่นก่อนการประลอง
ั้แ่มู่จิ่นเหยียนส่งนิ้วมาสกัดจุดบนตัวเขานั้น ร่างกายของเขาก็ชาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การเคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่วเช่นเดิม อีกทั้งยังไม่รู้ว่าอวัยวะภายในบอบช้ำมากน้อยเพียงใด ถึงแม้มู่จิ่นเหยียนจะััถูกตัวเขาน้อยครั้งก็ตาม
แต่กลับเป็แรงจากลมปราณที่กระแทกเขาอย่างไม่หยุดหย่อนนั้นเองที่ทำร้ายเขาเช่นนี้ เพียงแต่นี่คือการประลองของทั้งสองแคว้น เขาเองก็มิสามารถโต้แย้งหรือเปิดเผยอาการาเ็ของตัวเองออกมาให้คนอื่นรู้ได้
มิฉะนั้นจากผลการประลองที่เสมอกันนั้น จะกลับกลายเป็ว่าแคว้นเหลียวแพ้ให้กับต้าจินอย่างสิ้นเชิง
มู่จิ่นเหยียนกลับมานั่งที่ตนเอง รินสุราใส่จอกยกดื่มอย่างใจเย็น ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มแห่งความสุขจนคนข้างๆ ยังััได้
“หน้าช้ำขนาดนี้ยังอารมณ์ดีได้อีกหรือ”
มู่จิ่นเหยียนจึงส่งสายตาไปยังต้นเสียงด้านข้าง เขาไม่รู้ว่าประโยคที่องค์หญิงตรัสมา้าประชดหรือ้าซักถาม จึงได้แต่มองแล้วก็ชักสายตากลับมาจดจ่อกับสุราและอาหารตรงหน้าเช่นเดิม ทำเอาคนที่กล่าวเมื่อครู่ได้แต่เฮอะเสียงไม่พอใจในลำคอ
“ดูท่าคุณชายสามจะอารมณ์ดีบ้างแล้วนะเ้าคะ”
แม้กระทั่งอวี้ฮูหยินเองยังรู้สึกได้ มีหรือที่แม่ทัพมู่ชิงซานผู้เป็พี่ชายจะมองไม่ออก น้องของเขาคนนี้ได้ระบายความแค้นออกมาบ้างก็คงจะรู้สึกดีขึ้นมาก
เกรงว่าคืนนี้รัชทายาทแคว้นเหลียวอาจจะต้องหาเทียบยาแก้ฟกช้ำมาบรรเทาอาการ
มู่จิ่นเหยียนยังนั่งดื่มสุราของตนไป โดยไม่ได้สนใจสตรีสูงศักดิ์ด้านข้าง จนกระทั่งฮ่องเต้และฮองเฮาพร้อมด้วยบรรดาเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงต่างเสด็จกลับไปพักผ่อน
เหลือเพียงแต่สตรีด้านข้างตนที่ยังนั่งอยู่ไม่ยอมขยับลุกไปที่ใด
“ท่านยังไม่กลับตำหนักหรือ”
“พรุ่งนี้มารับข้าที่ตำหนักด้วย”
“หา….”
“พระองค์ไม่เสด็จพร้อมรัชทายาทหรอกรึ เหตุใดต้องให้กระหม่อมมารับ”
“ข้าบอกให้มารับก็คือมารับ”
“พ่ะย่ะค่ะ นี่ก็ดึกแล้วกลับตำหนักเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“ฮึ”
มู่จิ่นเหยียนได้ยินแต่เสียงฮึดฮัดในลำคอจากคนตรงหน้าก่อนที่พาร่างงามเดินหายลับไป เขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน หากมองในมุมมองของเขา จวนสกุลมู่อยู่ใกล้ตลาด ตอนแรกเขาเพียงออกไปรอที่ตลาดน่าจะได้
เหตุใดยังต้องทำให้วุ่นวายเข้าวังหลวงมารับองค์หญิง แล้วพาไปตลาดพร้อมกันอีก
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดก็เห็นตลับสีเงินวางอยู่บนโต๊ะข้างจอกสุราของเขาั้แ่เมื่อไหร่หาได้รู้ไม่ จึงหยิบขึ้นมาเปิดดูพบว่าด้านในคือยาแก้ฟกช้ำ เกรงว่าจะมาจากสตรีที่เพิ่งจะสะบัดกระโปรงลุกขึ้นกลับไปเมื่อสักครู่
มู่จิ่นเหยียนจึงยกยิ้มแล้วเก็บตลับนั้นเข้าไปในอกเสื้อ เป็จังหวะเดียวกับที่ขันทีน้อยเดินมาบอกคำกล่าวของแม่ทัพและอวี้ฮูหยินว่าถึงเวลาที่ควรจะกลับจวนได้เสียแล้ว
เป็อันว่างานเลี้ยงคืนนี้จบลงไปด้วยดี ถึงจะได้แผลบนใบหน้ากลับบ้าน แต่แผลนี้ไม่นับเป็อะไรเมื่อเทียบกับที่เขาลงมือกับเยลูห่าวหนาน มู่ชิงซานและอวี้ฮูหยินเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของคุณชายสามก็พากันโล่งใจ
เพราะว่าั้แ่เมื่อคืนที่หนีขึ้นไปดื่มสุราบนหลังคา คุณชายสามก็เอาแต่หน้านิ่วคิ้วขมวดยามอยู่ผู้เดียว