เมื่อผ่านเข้ามาด้านในพวกเขาทั้งสิบสามคนก็จดจ้องๆ เกาะกลุ่มกันเอาไว้ ไม่ยอมเดินขึ้นหน้า เปลี่ยนเป็ค่อยๆคืบคลานกันไปทีละก้าว ทีละก้าว เพราะกลัวว่าอาจจะมีกับดักหรืออะไรขวางอยู่
ทางเดินด้านในใหญ่พอๆกับประตูทางเข้า ทำให้เดินได้อย่างสะดวก
เส้นทางตรงหน้าเป็อุโมงค์มืดทึบถ้าเกิดไม่มีแสงส่องสว่าง ต่อให้เอานิ้วขึ้นมากางตรงหน้าก็มองไม่เห็นอะไร ยังดีที่พวกเขาใช้เวทมนตร์ได้จึงผลัดกันเสกบอลแสงขึ้นมาส่องทาง
ซ้ายขวาบนล่างเป็ทางเดินเรียบง่ายประกอบขึ้นจากแผ่นหินไม่ทราบชนิดปิดทึบ คล้ายกับเดินอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมทางเดินทอดยาวหายไปในความมืด
ทุกคนมองหน้ากันอย่างชั่งใจแต่จะให้ถอยกลับไปก็ไม่ใช่เื่ จึงเดินเข้าไปด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ
วิฬาร์เองก็ระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาสายตาทั้งคู่สอดส่ายซ้ายขวาไม่หยุด แต่ก็ไม่เจอเงื่อนงำอะไร
ความเงียบวังเวงครอบคลุมเบื้องหน้าตัวเขาเองถึงกับเริ่มรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาวูบวาบไม่รู้ว่าเกิดจากอุปาทานหรือว่าเป็เื่จริง สุดท้ายจึงต้องผนึกเวทมนตร์ขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองจากความหนาวถึงค่อยรู้สึกอุ่นใจขึ้น
สิบสามคนเดินราวคนแก่กระย่องกระแย่งไปตามทางอยู่ครึ่งชั่วโมงด้วยอารมณ์ที่สั่นไหวจากนั้นทางเบื้องหน้าพลันขยายออก คล้ายกับว่าเข้ามาเจอห้องขนาดใหญ่
ผู้เล่นที่ข้างหน้าเป็คนเสกบอลแสงชูก้อนเวทมนตร์ในมือขึ้นสูงเร่งเร้าพลังเวทมนตร์ขึ้นอีกหน่อย ทำให้มันส่องสว่างมากกว่าเดิม
วินาทีนั้นภาพอันตื่นตะลึงก็ปรากฏแก่สายตา
ภายใต้รัศมีที่แสงส่องถึงปรากฏ‘ไข่’ขนาดมหึมาจนน่ากลัววางเรียงรายอยู่อย่างเป็ระเบียบจนแน่นขนัดไปหมดระยะห่างของแต่ละฟองไม่เกินหนึ่งฝ่ามือ ส่วนทางที่พวกเขาเดินเข้ามา ก็ทอดตัวยาวตรงเข้าไปในความมืดต่ออย่างลึกลับตัดผ่านแล้วแบ่งกลุ่มไข่ออกเป็ซ้ายขวา เป็เส้นทางบังคับโดยสิ้นเชิง
ไข่แต่ละฟองสูงเท่าโอ่งใบหนึ่งเมื่อก้มลงมองดูใกล้ๆ ก็เห็นลวดลายหนาหนักแกะสลักอยู่บนเปลือกของพวกมัน
เปลือกแต่ละฟองคล้ายประกอบขึ้นจากวัสดุทีละชิ้นๆแต่รอยต่อเรียบเนียนมาก ต่อให้ถอนผมออกมาสักเส้นแล้วแหย่เข้าไป เกรงว่ายังทำไม่ได้
พอกวาดตามองดูรอบๆก็เห็นว่าบนเปลือกบางฟองมีรอยบิ่นแตกเป็ทางคล้ายกับว่าถูกของมีคมบางอย่างฟันอย่างรุนแรง ในอากาศก็ปะปนไปด้วยกลิ่นชื้นๆทึบทึม ชวนให้หัวหมุนตาลาย
วิฬาร์เริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์อัปมงคลแต่ในใจกลับลิงโลดขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง สถานที่แบบนี้แม้จะเป็ปริศนา ไม่รู้ที่มาที่ไปแต่ไอ้ความเป็ปริศนาเนี่ยแหละ ที่ทำให้เขายิ่งมั่นใจว่ามันคือภารกิจพิชิตร่างอวตาร!
“ระวังกลไกห้ามแตะต้องอะไรเด็ดขาด”วิฬาร์กำลังจะอ้าปากเตือนทุกคนเื่เดียวกับคาลอสอยู่พอดีดูท่าผู้เล่นคนนี้ก็รู้อะไรไม่น้อยเหมือนกัน
“เกรงว่าทุกท่านคงจะรู้ดีอยู่แล้วว่าเราอยู่ในสถานการณ์แบบไหน ฉะนั้น ถ้าเกิดทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าโอกาสที่ริบหรี่อยู่แล้ว ก็คงจะน้อยลงไปอีก” เขาเอ่ยซ้ำ
ทุกคนในที่นี้ต่อให้ไม่เคยกินหมูก็ต้องเคยเห็นหมูกันมาบ้าง เื่เล่าเกี่ยวกับภารกิจอวตารที่เล่าต่อๆ กันมาในเกมนั้นแม้จะพูดได้เต็มปากว่าส่วนใหญ่เป็เื่ที่ถูกปั้นเสริมเติมแต่งแต่ก็ไม่มีใครกล้าบอกว่าเื่ทั้งหมดไม่มีเค้าโครงความจริง
เพราะสิ่งหนึ่งที่ทุกเื่มีเหมือนกันหมดก็คือทางเข้าสู่ภารกิจร่างอวตารจะต้องผ่านด่านปริศนาที่ลึกลับซับซ้อน
ว่ากันว่าใครก็ตามที่ไขปริศนานี้เข้าไปได้สุดท้ายก็จะได้ร่างอวตารมา
เห็นได้ชัดว่าทุกคนรู้เื่นี้เป็อย่างดีเวลานี้จึงไม่มีใครมือบอน แตะต้องไข่หินนั่นให้เกิดเื่วุ่นวายขึ้นมาสองสามคนที่อยู่ใกล้ไข่หินเถิบตัวเข้ามาหากลุ่มในทันทีเกรงว่ามือไม้ของตนจะไปโดนไข่พวกนั้น
ตัววิฬาร์เองก็รู้ดีว่าเื่ที่เล่าต่อๆกันมีความจริงมากน้อยแค่ไหน
อย่าว่าแต่เขาเคยมีประสบการณ์เข้าร่วมด้วยซ้ำ
ในเบต้าเทสต์เขาเคยช่วยเหลือเพื่อนสองคนจนสามารถเปิดภารกิจร่างอวตารของไมยราพกับสุครีพมาแล้ว
สำหรับร่างอวตารของสุครีพพวกเขาสืบเสาะทางเข้าจากภารกิจลึกลับที่วุ่นวายอันหนึ่ง จึงเจอทางเข้าภารกิจมาได้
ส่วนของไมยราพนั้นก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่
ทางเข้าภารกิจของทั้งสองนำทางพวกเขาไปที่สุสานลึกลับแห่งหนึ่ง ที่พอเข้าไปในนั้นพวกเขาก็เจอกับอันตรายและภัยน่ากลัวมากมายยังดีที่พวกเขามีฝีมือกันไม่น้อยแล้วในตอนนั้น จึงช่วยเป็กองหนุนส่งเพื่อนคนหนึ่งไปได้ครึ่งทางและสุดท้ายเพื่อนคนนั้นก็ได้ร่างอวตารมา
จากประสบการณ์สองครั้งเขาจึงมั่นใจว่าสถานการณ์ที่เขาเจออยู่ตอนนี้ จะต้องเป็สุสานของร่างอวตารตัวไหนสักร่างอย่างแน่นอน
ทั้งคณะที่ตอนนี้ตกอยู่ในภาวะตื่นเต้นเพราะหวังว่าตัวเองอาจจะได้พลังของร่างอวตารซุบซิบกันให้แซ่ด คาดเดากันว่าร่างอวตารที่อยู่ที่นี่จะเป็ของใครบ้างก็เดาว่าอาจจะเป็สายั์ บ้างก็ว่าอาจจะเป็สายวานร ต่างคนต่างคิดกันไปต่างๆนานา
ส่วนวิฬาร์ที่ยืนเยื้องมาด้านหลังกลับยืนเงียบไม่ได้ร่วมวงสุงสิงกับพวกนั้น เพราะเขากำลังใช้ความคิดเพื่อหาทางไปต่อแทนที่จะมามัวหลงระเริงไปกับของที่ยังไม่ได้มาไว้ในมือ
ไข่เบื้องหน้าพวกเขาเรียงตัวเป็ระเบียบราวกับทหารยืนเข้าแถวเคารพธงชาติบอลแสงในมือผู้เล่นคนนั้นส่องได้ไกลอย่างมากไม่เกินรัศมียี่สิบเมตรแต่เขาเห็นว่าส่วนที่อยู่ใต้เงาวับแวมที่เหลือก็ยังมีไข่อีกนับไม่ถ้วนยืนเรียงแถวกันอยู่เป็ตับ คล้ายกับเป็วงโค้งน้อยๆใจนึงอย่างจะใช้เวทมนตร์ส่องสว่างอัดจนเห็นพื้นที่ทั้งหมดเผื่อว่าจะเจอทางเดินอื่นแต่ก็ไม่อยากเปิดเผยตัวตนมากเกินไป อีกอย่าง พลังเวทมนตร์เขาก็มีจำกัด ไม่อยากใช้ทิ้งใช้ขว้างกับเื่แบบนี้จึงกระตุ้นเตือนคนอื่นๆให้ช่วยกันหาทางไปต่อดีกว่ามานั่งคาดเดามั่วซั่วให้เสียเวลา
แต่แล้วไม่นานผู้เล่นคนหนึ่งก็ตอบมาอ้อมแอ้มว่าเขามีพลุไฟ แล้วก็คว้าขึ้นมายิงขึ้นไปในแนวเฉียงๆอย่างอิดออด
พลุไฟเป็สินค้าราคาไม่แพงในร้านค้าของระบบมีราคาไม่กี่ร้อยเหรียญเงิน แต่สำหรับ่เลเวลเริ่มต้นอย่างพวกเขาแล้วราคานี้ก็นับได้ว่าเอาเื่ มันไม่เป็ที่นิยมนักจึงไม่ค่อยเห็นใครซื้อไม่คิดว่าผู้เล่นคนนี้จะติดตัวมาด้วย
โลกนี้มีคนทุกแบบจริงๆ
พอสิ้นเสียงปังพลุไฟก็พุ่งขึ้นฟ้า แล้วเผยให้เห็นพื้นที่ทั้งหมดทันที
ที่นี่แม่งไม่ต้องเรียงว่าห้องแล้วใช้คำว่าสนามยังจะเล็กไปด้วยซ้ำ
วิฬาร์เชื่อว่าถ้าสุ่มจับวงดนตรีดังๆขึ้นมาสักวง แล้วให้จัดคอนเสิร์ตที่นี่ ต่อให้มีผู้ชมหมื่นนึงก็ยัดลงไปได้สบายๆ
ไข่หินใบเท่าโอ่งเรียงรายเป็พืดไปทั่วพื้นที่ยังกะห้องฟักไข่ในหนังสยองขวัญเขาถึงกับจินตนาการไปว่า ถ้าไอ้ตัวอะไรที่อยู่ในไข่เกิดโงหัวตื่นขึ้นมาดูโลกภายนอกสักหน่อยเกรงว่าแค่ถุยน้ำลายใส่พวกเขาคนละที ก็ท่วมพวกเขาจนจมน้ำลายตายได้
ทั้งหมดที่เห็นภาพตระการตาก็พากันกลืนน้ำลายดังเอื๊อกสมองพร่างพร่าจนไม่รู้จะลำดับความคิดยังไง ไอ้ห้องปริศนานี่ช่างใหญ่โตเหลือเกิน
ยืนอึ้งกันอยู่เกือบครึ่งนาทีจึงได้สติทุกคนก็เริ่มสังเกตเห็นขอบเขตของพื้นที่ทั้งหมด
ผนังด้านข้างทั้งหมดโค้งเข้าหากันเป็วงกลมทำให้ห้องนี้คล้ายกับเป็โดมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่เพดานโค้งเข้าหากัน
บนผนังแต่ละด้านเห็นประตูใหญ่เท่าบานที่พวกเขาเดินออกมาแปะติดเอาไว้ กะๆ เอาจากที่มองเห็นวิฬาร์นับได้สิบบานพอดี บานที่อยู่ใกล้พวกเขาที่สุด ก็คือบานที่พวกเขาเพิ่งเดินออกมานั่นเองแต่ละบานมีทางเดินกว้างพอให้รถเมล์วิ่งได้ ทอดตัวยาวเข้ามาจรดกันตรงกลางแบ่งพื้นที่รังไข่นี้ออกเหมือนหน้าพิซซ่า สิบส่วนเท่าๆ กัน
ระหว่างแต่ละบานมีไข่หินพวกนั้นวางขวางจนแน่นถ้าหากคิดจะเดินเข้าไปบานอื่นโดยไม่แตะต้องไข่พวกนั้น ก็ต้องเดินตามทางผ่านจุดศูนย์กลางของโดมนี้ไปก่อนไม่งั้นก็ต้องแปลงร่างเป็แมงมุม เกาะผนังแล้วไต่ไป
ส่วนบนของผนังไล่ขึ้นไปจรดเพดาน้าที่ต้องแหงนมองจนคอตั้งบ่า มีจิตรกรรมสีสันทึบทึมเขียนอยู่จนทั่วในภาพสื่อถึงาครั้งใหญ่ เห็นมีดหอกดาบและอาวุธที่จำแนกไม่ได้ละลานตาไปหมดพลทหารั์ ลิง มนุษย์ นาค และเผ่าพันธุ์อื่น พัวพันกันอีนุงตุงนังจนแยกไม่ออกว่าใครเป็ใคร
ในนั้นเป็ฉากประหัตปะาที่ดุเดือดจนเห็นเืแดงฉานกระจายเต็มสนามรบวิฬาร์มั่นใจว่าในภาพจะต้องมีตัวละครหลักๆ จำพวกแม่ทัพนายกอง หรือดีไม่ดีอาจจะเห็นเ้าของร่างอวตารในดันเจี้ยนนี้ด้วย แต่เพราะโดมนี้ใหญ่เกินแสงจากพลุไฟที่ลอยอยู่จึงฉายได้ไม่สว่างนัก ทำให้เห็นภาพเขียนนี้แค่เลือนราง
“ไปตรงกลางกันก่อนมั้ย?”ผู้เล่นคนหนึ่งออกความเห็น
ทั้งหมดตกลงโดยไม่มีทางเลือก
พวกเขาพยายามเดินอย่างเบาที่สุดสอดส่ายสายตาระแวดระวังไปทั่ว กลัวว่าอยู่ดีๆอาจจะมีตัวอะไรกระโจนออกมาจากความมืดรอบด้าน
ตอนนี้พลุไฟดับไปแล้วทั้งคณะจึงจุดไฟเวทมนตร์ขึ้นมานำทางแทน
ั้แ่ปากทางเข้าที่แรกพวกเขาก็สลับเวรกันจุดไฟเพื่อประหยัดพลังเวทมนตร์ เมื่อตอนเดินอยู่ในอุโมงค์วิฬาร์จุดมันไปแล้วรอบนึง ตอนนี้จึงยังไม่ถึงคิวเขา
ความเงียบสงัดขนาดใช้คำว่าวังเวงก็ยังรู้สึกว่าน้อยไปครอบคลุมพวกเขาจนระย่นย่อแต่ละคนเดินเบียดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว สมองจินตนาการไปต่างๆ นานาไม่รู้ว่าจะต้องพบเจอกับอะไรข้างหน้า
แต่แล้วจู่ๆไฟเวทมนตร์ในมือผู้เล่นที่เป็เวรจุดก็ดับวูบ
“เชี่ย!”
ความมืดกับมนุษย์เป็ของไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไรไม่อย่างนั้นมนุษย์คงไม่ติดหลอดไฟกันจนทั่วโลก การที่อยู่ดีๆ ไฟดับวูบกลางความมืดเป็เื่บั่นทอนจิตใจอย่างมากยิ่งอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้แบบนี้ บางคนถึงกับแทบฉี่ราด
เสียงอุทานดังลั่นขึ้นมาอย่างใท่ามกลางความมืดที่คล้ายจะถาโถมเข้ามาหาพวกเขาวิฬาร์เองก็สะดุ้งจนสุดตัว หมอบลงกับพื้นจนต่ำที่สุดเพื่อหลบอะไรก็ตามที่อาจพุ่งมาทางเขาแล้วเสกเวทมนตร์แสงขึ้นใหม่แทนคนเมื่อกี้ที่ทำดับไปในวินาทีถัดมา
พอมีแสงขึ้นมาทุกคนก็มองซ้ายมองขวาอย่างใจชื้น สำรวจดูตัวเองกับคนอื่นก็เห็นว่าไม่มีใครเป็อะไรนับหัวดูสามรอบ ยังมีสิบสามคนเท่าเดิม ไม่มีขาดมีเกิน
“เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นทำไมเวทมนตร์ดับ”
“พลังเวทมนตร์ผมหมด”
“หมดได้ยังไงกันนายเพิ่งเปลี่ยนเวรกี่นาทีเอง?” อีกคนแย้งขึ้น
พวกเขาจัดเวรคนที่มีเวทมนตร์ที่ส่องสว่างได้อย่างรัดกุมแต่ละคนสลับกันจุดไฟคนละสิบนาที จากนั้นถึงค่อยเปลี่ยนคนใหม่
พวกเขาคำนวณแล้วว่าการจุดไฟแต่ละครั้งอย่างมากก็ใช้พลังเวทมนตร์แค่หนึ่งในสามของแต่ละคนให้เหลือไว้เผื่อในกรณีฉุกเฉินเช่นเกิดการต่อสู้ขึ้น ไม่อย่างนั้นเกิดจุดจนพลังเวทหมดคนนั้นก็แทบกลายเป็คนพิการในเกมแล้ว
การที่อยู่ดีๆพลังเวทมนตร์จะหมดนั้นเป็ไปไม่ได้
แต่พอพวกเขาสังเกตใบหน้าผู้เล่นคนนั้นก็เห็นว่าหน้าซีดขาว เหงื่อไหลโซมกาย นี่เป็สัญญาณทางกายภาพที่บอกว่าเขาใช้เวทมนตร์จนหมดจริงแถมเ้าตัวยังเปิดหน้าต่างระบบ โชว์เกจพลังเวทมนตร์ของตนขึ้นมาให้ดูอีกด้วย
เมื่อเห็นหลักฐานนี้เข้าใครก็แย้งไม่ได้ ระบบไม่มีทางโกหก
“ห้องนี้มีปัญหาพลังเวทมนตร์ผมหมดเร็วมาก” วิฬาร์จับสังเกตได้อย่างรวดเร็ว เขาเหลือบมองเกจเวทมนตร์ของตัวเองดูก็พบว่ามันลดลงด้วยความเร็วที่ตาเปล่ายังสังเกตเห็น ตัวเลขข้างๆ หลอดลดลงพรวดพราดมากเกินกว่าการใช้เวทมนตร์ปกติอย่างน้อยสามเท่า
“สับเวรใหม่ลดเหลือสามนาที รีบเดินไปสักประตูแล้วกัน” คาลอสสั่งเสียงเฉียบขาด ปรับเวรให้วิฬาร์เสียบแทนส่วนคนอื่นวนเหมือนเดิม ลดเวลาใช้มนตร์ลงสองนาที จากนั้นทุกคนก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินตรงไปยังจุดศูนย์กลางของห้อง
ขบวนเคลื่อนที่ไปตามทางที่ปูด้วยแผ่นหินนั้นรอบข้างเรียงไปด้วยไข่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้รู้สึกตาลาย ยังดีที่เป็ทางตรงถ้าเกิดที่นี่มีทางแยกสักหน่อย อาจทำให้พวกเขาหลงทิศขึ้นมาจริงๆ
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงกลางห้องโดม ตอนแรกพวกเขากะว่า สุ่มเลือกประตูมั่วๆไปสักบานก็คงไม่มีปัญหา แต่พอมาถึงตรงนี้ ดันเจอกับของประหลาดเข้าให้
ไอ้ของประหลาดที่ว่าคือกำแพงหินสีเทาด้าน ให้ความรู้สึกลึกลับและน่าหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
พื้นที่ตรงกลางเป็ลานกว้างขนาดใหญ่ตรงกลางมีกำแพงสูงชะลูดตั้งตระหง่านอย่างองอาจ มองจากแสงเวทมนตร์ของวิฬาร์ตอนนี้ยังจำแนกไม่ออกว่าทำจากวัสดุอะไร
พวกเขาเดินเข้ามาจากด้านข้างของมันเมื่อหันมองดูอีกฝั่ง ก็เห็นแท่งหินสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ขนาดประมาณกำปั้นติดอยู่กับกำแพงนั้นราวดอกเห็ดกระจายตัวกันจนทั่วทั้งแผ่นผืน บางจุดก็เป็ที่ว่างเปลือยๆ โชว์ให้เห็นพื้นหลังของกำแพงพอส่องไฟเข้าไปให้ชัดๆ ก็เห็นว่าก้อนสี่เหลี่ยมบนนั้นมีด้วยกันสามสี
แท่งหินสีขาวที่กระจายระเกะระกะอยู่ทั่วกำแพงนั่น
โดยมีแนวกั้นสีดำแบบเดียวกับสีกำแพงเป็ฉากราวกับเขาวงกต
และใจกลางกำแพงผืนนั้นพวกเขาเห็นหินสีสะดุดตาสองก้อน สีเหลืองและสีแดง ติดอยู่อย่างโดดเด่นคู่กัน
ทั้งหมดมองตากันอย่างสับสนงงงวย
นี่พวกเขาต้องสนใจมันจริงดิ?