ตอนที่15 พบแม่และน้องฝาแฝด
ซูเวยยืนอยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งของยายนักเธอได้ยินคำพูดจากปลายสายอย่างชัดเจนเธอเดินไปปลอบใจยายที่เวลานี้มีน้ำตาไหลออกมาเป็สายถึงแม้ว่าเธอไม่ค่อยเข้าใจความสัมพันธ์ของผู้คนเท่าใดนักแต่เธอคิดว่าการที่แม่ของร่างเดิมทำกับแม่แท้ๆของตนแบบนี้เป็การไม่สมควรยิ่งนัก
“ยายอย่ากังวลไปเลยค่ะยายยังมีหนูอยู่นะคะ” ซูเวยไม่รู้จะพูดอะไรจึงได้แต่ใช้คำที่เธอคิดว่าดีที่สุดเพื่อปลอบใจยาย
“ยายไม่เป็อะไรแล้วอย่าคิดมากเลย ยายไม่ไปไหนหรอก เวยเวยเฝ้าบ้านดีๆนะ”เกาอิงปาดน้ำตาตัวเองด้วยแขนเสื้อสองข้าง จากนั้นเดินตรงไปหารถจักรยานยนต์แล้วขับออกไปพร้อมกับถุงกระสอบสมุนไพรขนาดย่อมสองกระสอบ
“เฮ้อ! เื่พวกผู้ใหญ่โลกนี้ ช่างน่าปวดหัวจริงๆ”ซูเวยบ่นพึมพำก่อนยักไหล่อย่างไม่สนใจแล้วเดินหันหลังกลับเข้าไปในห้องนอนของตนเองอย่างรวดเร็ว
ซูเวยใช้พลังจิตเข้าไปสำรวจคฤหาสน์ขาวอีกครั้งเพื่อดูว่าชั้นหนังสือชั้นที่สองเปิดออกให้ตนเองอ่านได้หรือยังปรากฏว่ายังมีหมอกขาวปกคลุมอยู่โดยที่เธอไม่สามารถสอดมือเข้าไปได้เลยแม้แต่น้อย
“อ๋อ! มีค่ายกลนี่เองไม่รู้ว่าฉันจะมีหนังสือดีๆให้อ่านอีกตอนไหน?”ซูเวยพูดกับตัวเองอย่างเข้าใจ หลังจากที่เธออ่านตำราทำราย์จบแล้วทำให้เธอรับรู้ััหมอกนั้นและรู้ว่าเป็ค่ายกลชนิดหนึ่งซึ่งมีไว้ป้องกันการเข้าไปก่อนเวลาอันควร
แต่เธอไม่รู้ว่าจะต้องรอถึงเมื่อใดถึงจะอ่านหนังสือในชั้นที่สองได้ทำให้ซูเวยตัดสินใจกลับออกมาศึกษาภาษาต่างประเทศให้เชี่ยวชาญแทน
……….
เวลานี้ซูเวยเรียนรู้ภาษาต่างประเทศได้อย่างเชี่ยวชาญเหมือนกับเ้าของภาษาแล้วไม่ว่าจะเป็ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส
เธอสามารถพูดอ่าน เขียน และฟังได้อย่างคล่องแคล่วซึ่งเธอมั่นใจว่าการเรียนรู้ของตนเองไม่ได้แย่กว่าเดิมเท่าใดนัก
เธอพักทานอาหารกลางวันแล้วกลับมาเรียนรู้เื่การทำอาหารอีกครั้งจากช่องทางสื่อสารหนึ่งที่น่าสนใจนั่นคือ ยูทูบ
ขณะที่ซูเวยกำลังเรียนรู้อยู่นั้นเธอได้ยินเสียงกระแทกประตูรั้วหน้าบ้านเหมือนกับมีคนกำลังเข้ามาแต่เข้ามาไม่ได้เนื่องจากซูเวยเปิดใช้งานค่ายกลทันทีหลังจากที่ยายออกไปจากบ้านแล้ว
“แม่คะแม่อยู่ไหม?”มีเสียงอ่อนหวานของผู้หญิงคนหนึ่งะโอยู่หน้าบ้านทำให้ซูเวยขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่แน่ใจเพราะความทรงจำของร่างเดิมนั้นจดจำเสียงแม่ตนเองไม่ได้แล้ว
“ใครมาร้องเรียกเวลานี้?” ซูเวยขมวดคิ้วพลางเดินไปใช้มือแตะสิ่งของพร้อมกับใช้พลังจิตเก็บคอมพิวเตอร์และข้าวของที่เธอเพิ่งซื้อมาใหม่เนื่องจากซูเวยไม่แน่ใจว่าคนที่้าเข้ามาในบ้านจะใช่แม่ของร่างเดิมหรือไม่หรือคนรู้จักของยายจากหมู่บ้านอื่น
เมื่อซูเวยเก็บข้าวของไว้ในกระเป๋าล่องหนของตนเองเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอเดินออกไปเปิดประตูหน้าบ้านโดยแง้มดูแค่เล็กน้อย
“มาหาใครคะ?” ซูเวยถามแม่ตนเองอย่างไม่แน่ใจ เธอมองเห็นรถยนต์หรูคันหนึ่งจอดอยู่หน้าบ้านคนขับเป็ชายหนุ่มหน้าตาดีและมีเด็กชายหญิงหน้าตาคล้ายกันเดินเข้ามาใกล้หญิงสาวที่เคาะประตูอยู่
เด็กหญิงคนนั้นพูดถามขึ้นมาด้วยท่าทางเป็มิตรว่า“ใช่พี่เวยเวยไหมคะ?หนูชื่อมี่เอ๋อร์ค่ะ เป็น้องสาวของพี่เอง”
ซูเวยทำตาปริบๆพลางนึกทบทวนบุคคลตรงหน้าทั้งหมดครู่หนึ่งเธอเข้าใจแล้วว่าคนทั้งสี่คนนี้เป็ใคร มีพ่อเลี้ยงหน้าตาดีดูภูมิฐานชื่อหวงเจียวชิน ส่วนหญิงสาวสวยที่ยืนอยู่ประตูชื่อ จ้าวอิ่ง เป็แม่ของร่างเก่าส่วนเด็กชายหญิงเป็ฝาแฝดซึ่งเป็น้องของเธอชื่อ หวังเจียวเฉินและหวังเจียวมี่ทำให้ซูเวยแอบส่งพลังซาเซินยกเลิกค่ายกลชั่วคราวก่อนที่จะเปิดประตูต้อนรับทุกคน
“สวัสดีค่ะเชิญเข้ามาก่อน ยายไม่อยู่ ไปทำธุระในอำเภอ อีกสักครู่คงจะกลับมา”ซูเวยทักทายทุกคนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ท่าทางนิ่งเฉยแต่ใช้คำพูดที่สุภาพกับทุกคนทำให้จ้าวอิ่งขมวดคิ้วอย่างไม่แน่ใจ แต่เธอจดจำใบหน้าของลูกสาวตนเองที่ถอดแบบความสวยงามมาจากการผสมผสานระหว่างตนเองและสามีเก่าได้จ้าวอิ่งจึงช่วยเปิดประตูรั้วบ้านให้กว้างขึ้นเพื่อให้สามีขับรถเข้าไปจอดที่ลานหน้าบ้านเนื่องจากจ้าวอิ่งไม่้าสื่อสารกับเพื่อนบ้านที่สอดรู้สอดเห็นแต่อย่างใด
เมื่อแขกทั้งสี่คนนั่งรออยู่ในห้องโถงแล้วซูเวยยกถาดน้ำดื่มและแก้วน้ำมาวางไว้บนโต๊ะทานอาหารโดยตรง
จ้าวอิ่งเดินตรงเข้ามาเพื่อจะลูบหัวของซูเวยแต่เธอโยกหัวออกอย่างไม่คุ้นเคยซึ่งเป็ปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างเก่าที่เคยทำแบบนี้มาตลอดซึ่งพอดีกับซูเวยคนใหม่ที่รู้สึกไม่คุ้นเคยกับแม่คนนี้เท่าใดนัก
จ้าวอิ่งแก้เก้อด้วยการหยิบเหยือกน้ำมาเทและนำไปมอบให้สามีและลูกทั้งสองของตนเอง
“บ้านเล็กคับแคบแบบนี้คงอยู่ลำบากสินะไม่สนใจไปอยู่ในตัวเมืองบ้างหรือ?มีที่ให้เที่ยวเล่นมากมายเชียวล่ะ” หวังเจียวชินเริ่มพูดจาหว่านล้อมซูเวยพลางสำรวจท่าทางของลูกติดภรรยาตนเองอย่างตั้งใจเขาแปลกใจที่เห็นซูเวยนิ่งเฉยไม่แสดงท่าทางตื่นเต้นยินดีเหมือนเด็กทั่วไปทั้งที่เขาอ้างถึงเมืองใหญ่ ปกติแล้วเด็กทั้งหลายจะะโโลดเต้นและให้ความสนใจมากกว่านี้
ซูเวยยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนตอบกลับอย่างผ่อนคลายว่า“หนูชอบอยู่บ้านเล็กๆแบบนี้ จะให้ไปอยู่หลังใหญ่ มันไม่ชินค่ะ”
จ้าวอิ่งขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิมเพราะการพูดจาโต้ตอบของลูกสาวตนเองนั้นไม่เหมือนซูเวยคนเก่าที่เธอเคยรู้จักปกติแล้วลูกสาวของเธอมักจะร้องขอให้พาไปเที่ยวในเมืองแต่เธอไม่ตอบสนองเพราะกลัวเกิดปัญหาจึงทำให้ซูเวยไม่พอใจและกลั่นแกล้งลูกฝาแฝดของตนเอง
“พี่สาวไม่อยากไปเห็นหมีแพนด้าน่ารักๆหรือคะ?”หวังเจียวมี่พูดชักชวนพี่สาวต่างบิดาอย่างจริงใจเพราะเธอไม่มีเพื่อนเล่นที่วัยใกล้เคียงกันถึงแม้ว่าที่ผ่านมาพี่สาวคนนี้จะรังแกและกลั่นแกล้งเธอเป็ประจำแต่หวังเจียวมี่ให้อภัยและไม่ถือโกรธเลยสักครั้งดังนั้นเธอจึง้าให้พี่สาวคนนี้ไปอยู่ด้วยกันที่เมืองหงที่เจริญและใหญ่โตกว่าหมู่บ้านเล็กๆเช่นนี้
ซูเวยขมวดคิ้วเล็กน้อยกับท่าทีของหวังเจียวมี่ซึ่งเธอรับรู้ได้ว่าเด็กน้อยคนนี้พูดจากใจจริงแสดงว่าที่ผ่านมานั้นซูเวยคนเก่าจิตใจคงเต็มไปด้วยความอิจฉาจนมองข้ามความรู้สึกอันบริสุทธิ์ของน้องสาวคนนี้แต่ทว่ายังมีความแตกต่างของท่าทีสองฝาแฝด เนื่องจากหวังเจียวเฉินนั้นนิ่งเฉยและไม่สนใจเธอั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้ทำให้ซูเวยเข้าใจบรรยากาศระหว่างร่างเดิมและครอบครัวของแม่มากขึ้น
“ไม่ละฉันชอบอยู่ที่นี่มากกว่า” ซูเวยส่ายหัวตอบน้องสาวตามจริง เธอไม่้าไปเป็แรงงานให้กับครอบครัวของแม่ถึงแม้ว่าร่างเก่าจะโหยหาความรักจากแม่มากแค่ไหนก็ตามเธอเป็ถึงเอสเปอร์รองแม่ทัพจากดาวเอเอสจะตกอับถึงขั้นต้องไปทำงานใช้แรงงานขนาดนั้นเชียวหรือแค่ได้มาเกิดใหม่ในโลกโบราณแบบนี้ก็ทำให้ซูเวยรู้สึกอึดอัดมากพอแล้ว ดังนั้นเธอ้าอิสระมากกว่าที่จะถูกใครต่อใครมาบีบบังคับตนเอง
ทันใดนั้นซูเวยได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ของยายเกาอิงจากระยะไกลเธอจึงบอกแม่และทุกคนว่า “อีกสักครู่ยายก็มาแล้ว แม่ค่อยคุยกับยายแล้วกันนะคะหนูจะไปทำอาหารเย็นให้ยายก่อน” พูดจบซูเวยลุกขึ้นเดินเข้าไปในครัวทันที
แต่เธอก็ทันได้ยินเสียงพูดอย่างตื่นเต้นของสามีใหม่ของแม่ตามหลังว่า“เยี่ยมไปเลย เวยเวยทำอาหารเป็ด้วยอย่างนี้เราก็ไม่ต้องเสียเวลาไปจ้างแม่ครัวราคาแพงแล้วสินะ”
ซูเวยถอนหายใจพลางส่ายหน้าให้กับความคิดของพ่อเลี้ยงตนเองแต่เธอมีแผนที่จะขับไล่พวกเขาแบบนุ่มนวล ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนไม่ต้องลำบากใจนั่นคือการร่ายเวทมนตร์ที่เธอเรียนรู้มาจากตำราทำนาย์นั่นเอง
ซูเวยตัดสินใจทำอาหารเผื่อทุกคนอย่างตั้งใจ“ถือเสียว่าฉันทำความดีตอบแทนแม่ตัวเองแล้วกันนะซูเวย”เธอพูดพึมพำกับตัวเองเบาๆอย่าง้าสื่อสารกับจิติญญาของร่างเก่าให้รับรู้ในสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ในเวลานี้
เวลานี้เกาอิงจอดรถจักรยานยนต์คันใหม่ไว้ข้างรถยนต์หรูของลูกสาวด้วยความแปลกใจที่หลานสาวเปิดประตูต้อนรับแขกเมื่อเธอเดินเข้ามาในห้องโถงและพบกับลูกสาวตนเองที่โผเข้ามากอดอย่างไม่ทันตั้งตัว“โอ๊ะ! อิ่งเอ๋อร์หรอกหรือ?”
“แม่คะหนูคิดถึงแม่ค่ะ” จ้าวอิ่งกอดแม่ตนเองด้วยความรู้สึกหลากหลายเธอไม่สามารถบรรยายออกมาได้ทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตแต่งงานใหม่ของตนเองบ้างจึงทำได้เพียงกอดเพื่อหาความอบอุ่นจากแม่ตนเองเท่านั้น
“คุณยายสวัสดีค่ะ”“คุณยายสวัสดีครับ” “คุณแม่สวัสดีครับ”หวังเจียวชินและลูกฝาแฝดทั้งสองเดินออกมาทักทายเกาอิงที่หน้าประตูห้องโถงอย่างกระตือรือร้น
“เอ๊ะ! คุณยายมีรถรุ่นนี้ด้วยหรือครับ?” หวังเจียวเฉินผู้ชื่นชอบรถจักรยานยนต์และรถยนต์พูดทักรถจักรยานยนต์สีแดงสดใสของยายด้วยความตื่นเต้นเขาไม่คิดว่ายายที่ยากจนและอยู่บ้านป่าเช่นนี้จะมีเงินซื้อรถราคาแพงได้ทำให้เขาเกิดความรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมาก
เกาอิงอึกอักครู่หนึ่งก่อนตอบทุกคนตามจริงว่า“เงินของเวยเวยหามาได้นั่นแหละ”
“เวยเวยนะหรือคะ?”จ้าวอิ่งอุทานอย่างไม่เชื่อคำพูดของแม่ตนเองเธอไม่คิดว่าลูกสาวที่เกเรและมีนิสัยร้ายกาจนั้น จะมีความ สามารถหาเงินจำนวนมากให้กับแม่ของตนเองได้ซึ่งเธอคิดไปว่าแม่โกหกเพื่อกลบเกลื่อนอะไรบางอย่างมากกว่า
“พ่อทิ้งสมบัติอะไรไว้ให้หรือคะ?” จ้าวอิ่งถามแม่อย่างไม่แน่ใจเธอคิดว่าน่าจะเป็แม่ตัวเองนำสมบัติเก่าของพ่อไปขายมากกว่าที่จะเป็เงินจากลูกสาวตนเอง
ขณะที่เกาอิงกำลังรู้สึกอึดอัดเพราะเธอไม่กล้าที่จะบอกเื่ซูเวยไปทำงานและได้รับค่าจ้างรวมถึงการพนันหินซึ่งทำให้ซูเวยได้รับเงินมามากมายกับลูกสาวได้เนื่องจากเธอรู้ดีว่าลูกเขยคนใหม่เป็คนโลภและใจคอคับแคบมากแค่ไหนปรากฏว่ามีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ซึ่งช่วยผ่อนคลายบรรยากาศการพูดคุยในเวลานี้ลงไปเล็กน้อย
เกาอิงไม่คุ้นเคยกับเบอร์โทรศัพท์ที่ดูแปลกตาเนื่องจากเธอไม่ได้บันทึกหรือระบุชื่อหมายเลขโทรของกัวจวินไว้ เมื่อเกาอิงรับสายพลันมีเสียงทุ้มนุ่มนวลของกัวจวินพูดกับเกาอิงอย่างสุภาพว่า “คุณยายครับพ่อแม่ผมและตระกูลกัวตั้งใจจะไปเยี่ยมคุณยายที่หมู่บ้านั พรุ่งนี้สะดวกไหมครับ?”
“คะเสี่ยวจวินหรือ? พรุ่งนี้ยายว่างอยู่ มาได้จ้ะ”ยายเกาอิงกำลังจะเรียกคุณชายกัวแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองยืนอยู่ต่อหน้าลูกสาวและลูกเขยซึ่งมาจากตระกูลใหญ่ของเมืองหงเช่นกันทำให้เกาอิงรีบเปลี่ยนสรรพนามเรียกขานกัวจวินเป็ เสี่ยวจวินแทน
แต่ทว่าการเรียกขานอย่างสนิทสนมของเกาอิงนั้นทำให้กัวจวินหัวเราะเสียงดังอย่างพอใจและกล่าวสำทับกับเกาอิงอย่างจริงจังว่า“งั้นพรุ่งนี้ผมคงไปถึงราวๆ สิบนาฬิกานะครับ ไม่ต้องทำอาหารเลี้ยงพวกผมหรอกนะครับผมจะพาไปทานอาหารอร่อยในตัวอำเภอเอง”กัวจวินบอกกำหนดการคร่าวๆกับเกาอิงอย่างอารมณ์ดี
“ได้ๆ ตกลง”เกาอิงรีบตอบตกลงและวางสายของกัวจวินไปอย่างรวดเร็วแต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นพลันมองเห็นสายตาสงสัยจากลูกสาวและลูกเขยโดยตรงสร้างความอึดอัดใจให้เกาอิงมากขึ้น
โชคดีที่มีเสียงของซูเวยช่วยคลี่คลายสถานการณ์อันน่าอึดอัดนี้ดังขึ้นว่า“อาหารเสร็จแล้ว ทานข้าวได้แล้วค่ะ”
มี่เอ๋อร์ช่วยซูเวยยกถ้วยชามและตะเกียบอย่างเก้กังเหมือนคนไม่เคยทำงานแต่มีน้ำใจอยากช่วยทำทำให้ซูเวยส่ายหัวเล็กน้อยเพราะเป็การขัดขวางการเดินไปมาของตนเองมากกว่าเธอจึงบอกน้องสาวตามตรงว่า “ไปนั่งรอที่โต๊ะทานข้าวดีกว่า พี่จะยกเองมันหนักรู้ไหม?”
“อ๋อ.....ค่ะ”หวังเจียวมี่รับคำอย่างงุนงง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองถึงไปช่วยพี่สาวไม่ได้แต่เมื่อเหลือบมองเห็นพ่อแม่และพี่ชายนั่งรออยู่ที่โต๊ะทานข้าวพร้อมกับยายทำให้เธอพูดทักทายยายก่อนที่จะนั่งเก้าอี้ว่า “สวัสดีค่ะคุณยาย”
เกาอิงเดินตรงเข้าไปกอดหอมหลานสาวคนสวยอย่างเอ็นดูพร้อมกับอุ้มขึ้นนั่งบนเก้าอี้โดยตรง
“คุณแม่ระวังนะคะมี่เอ๋อร์ตัวโตมากแล้ว ยังจะอุ้มหลานอีก”จ้าวอิ่งยิ้มออกมาได้เมื่อเห็นว่าแม่ตนเองยังรักใคร่เอ็นดูหลานสาวเหมือนเดิม ทั้งที่เธอไม่ได้พามาเยี่ยมหลายปีแล้ว
เมื่อทุกคนนั่งครบแล้วซูเวยตักข้าวและยกอาหารมาทั้งหมด 4 อย่างมี ผัดผักกาดใส่หมู ไข่ผัดมะเขือเทศต้มจืดซี่โครงหมู และหมูสามชั้นคั่วเกลือ ทุกคนเริ่มน้ำลายสอั้แ่ได้กลิ่นอาหารที่โชยมาจากครัวเป็ระยะแล้วทันทีที่อาหารถูกนำมาวางบนโต๊ะและมีข้าวสวยร้อนๆวางตรงหน้าของทุกคน
ปรากฏว่าหวังเจียวชินและหวังเจียวเฉินสองพ่อลูกไม่รอให้เกาอิงทานก่อนเป็คนแรกตามธรรมเนียมของลำดับผู้าุโ
แต่ทว่าเกาอิงยิ้มเล็กน้อยและไม่มีท่าทางที่บ่งบอกว่าไม่พอใจการกระทำของสองพ่อลูกแต่อย่างใดทำให้จ้าวอิ่งลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก