ความเดิมตอนที่แล้ว
หลังจากที่เฉินเสวี่ยหยางนำกำลังไปคุ้มกันเฉินลี่ถิงเฉินฮูหยินและญาติผู้น้องกลับเยียนเป่ยได้สำเร็จ ข่าวการลอบสังหารก็ได้แพร่ไปถึงฝูตงขณะที่ซุนเย่ เ้าเมืองน้อยแห่งฝูตงตั้งข้อสงสัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช้าวันต่อมาก็ถึงกำหนดการที่เฉินเสวี่ยหยางจะต้องเดินทางไปเยือนหนานจิ้งโดยมีสหายอย่างหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงร่วมทางไปด้วยในระหว่างที่เรือกำลังลอยลำอยู่กลางแม่น้ำกลับมีไอหมอกหนาลอยมาปกคลุมทำให้ทุกคนบนเรือพากันหมดสติจนเหลือก็แต่เฉินเสวี่ยหยางที่นั่งจิบชาอยู่เพียงลำพัง และเขาได้ถูกบางอย่างภายใต้หมอกควันตรงเข้าล่อลวงหวังทำร้ายซึ่งสิ่งนั้นก็คือปีศาจจิ้งจอกที่มาในคราบของสตรีในฝันทว่านางกลับถูกเฉินเสวี่ยหยางเล่นงานจนหนีหายไปในที่สุด หลังจากนั้นหมอกควันก็จางหายไปพร้อมกับการมาของเฟยฉีและเฟยิพวกเขาเห็นสิ่งของในห้องกระจัดกระจายทั้งยังเห็นเ้าเมืองน้อยถือมีดสั้นไว้ในมือแต่กลับไม่เห็นเงาของคนอื่นอยู่ภายในห้อง และที่น่าแปลกไปกว่านั้นก็คือ เรือของคุณชายหวงได้พลัดหลงสูญหายเหมือนไม่เคยมีเรือลำไหนนอกจากเรือของเ้าเมืองน้อยเฉิน
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ให้คนสกุลหานนำเรือเล็กออกตามหา”
เฟยฉี : “ ขอรับ ”
เช้าวันต่อมา ณ ริมฝั่งน้ำใกล้ชายป่ามีเรือลำหนึ่งเทียบท่าลอยลำอยู่ริมตลิ่งโดยสภาพคนบนเรือยังอยู่ในอาการหลับใหล และมีร่างของคุณหนูอู๋ที่นอนเกยก่ายคุณชายหวงอยู่ภายในเรือจนเมื่อหวงจิ้งเอินรู้สึกตัวขึ้นมา
หวงจิ้งเอิน : “ อืม.. เกิดอะไรขึ้นเนี่ย อ๊ะ! อื้อหือ.. หนัก ”
หวงจิ้งเอินเห็นอู๋ฉงฉงนอนเกยอยู่บนตัวของเขา แต่เขากลับปล่อยให้นางนอนอยู่เช่นนั้นและจ้องมองใบหน้าของนางในยามหลับจากนั้นเขาก็เผลอยิ้ม ผ่านไปเพียงครู่อู๋ฉงฉงก็เริ่มรู้สึกตัวทำให้หวงจิ้งเอินต้องแกล้งหลับตาลง
อู๋ฉงฉง : “ ฮืม.. ทำไมข้ามาอยู่ในสภาพนี้ เรากำลังเดินทางกันมิใช่หรือแล้วท่านพี่เฉินล่ะ? ”
เมื่อนางลืมตาขึ้นมาพลันเห็นหวงจิ้งเอินนอนหลับไม่ได้สตินางจึงพยายามปลุก ทว่าเขากลับนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงและปลุกอย่างไรก็ไม่ตื่น อู๋ฉงฉงเริ่มใจคอไม่ดีจนในที่สุดนางก็ร้องไห้ออกมา
อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวง นี่! เสี่ยวหวงเ้าหวงตัวกลมลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ไม่ได้ยินที่ข้าเรียก.. เสี่ยวหวง! นี่หวงจิ้งเอินเ้าเป็อะไรทำไมไม่ลุกมาคุยกับข้า เ้าคนบ้าอย่าทำกับข้าแบบนี้สิตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้ ไยจึงขี้เซานัก ข้าบอกให้ตื่นขึ้นมา นี่เ้าจะทิ้งข้าไม่ได้นะลืมตาขึ้นมาสิ ลุกขึ้นมาพูดกับข้า.. ฮือ ๆ ๆ .. ”
นางเขย่าตัวพลางทุบตีและต่อว่าหวงจิ้งเอินทั้งน้ำตาทำให้หวงจิ้งเอินต้องรีบลุกขึ้นมาปลอบนางอย่างทันควัน
หวงจิ้งเอิน : “ เอ่อ.. ฉงฉง นี่เ้าร้องไห้จริง ๆ น่ะหรอ โอ๋ๆ.. อย่าร้องนะอย่าร้อง ข้าแค่ล้อเ้าเล่นน่ะ ก็ได้ ๆ ข้าผิดเอง พอใจหรือไม่? ”
อู๋ฉงฉง : “ หวงจิ้งเอินเ้าคนบ้า!นี่เ้าแกล้งข้าหรอ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ข้าขอโทษ ข้าไม่คิดว่าเ้าจะร้องไห้แบบนี้ ”
อู๋ฉงฉง : “ ก็ข้านึกว่า.. ”
หวงจิ้งเอิน : “ นึกว่าอะไร นึกว่าข้าตายนะหรอ นี่เ้า.. เป็ห่วงข้าใช่ไหม?”
อู๋ฉงฉง : “ ห่วงเหิ่งอะไร ใครไปห่วงเ้ากัน ข้า..ข้าแค่ไม่อยากอยู่คนเดียวต่างหาก ”
หวงจิ้งเอิน : “ เอาเถอะ ข้าไม่แกล้งเ้าก็ได้ แต่รู้สึกว่า ข้างนอกมันเงียบยังไงพิกลเราออกไปข้างนอกกันเถอะ ”
เมื่อพวกเขาพากันออกมานอกเรือก็เห็นคนติดตามพากันยืนชะงักหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงต่างกวาดสายตามองไปยังริมตลิ่งจึงเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ยืนถือมีดชี้มาทางพวกเขาแล้วตามมาด้วยเสียงพูดของคนผู้หนึ่งที่ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงแข็ง เขาคือ เจิ้งคุนเซียว ชายวัยกลางคนผู้ปิดตาข้างเดียวซึ่งเป็ผู้นำของคนกลุ่มนี้
หวงจิ้งเอิน : “ ฉงฉง มาอยู่ข้างหลังข้า ”
อู๋ฉงฉง : “ หื้อ! เ้าลืมไปแล้วหรือว่าพ่อข้าเป็ใคร ”
เจิ้งคุนเซียว : “ พวกเ้าไม่ต้องเถียงกัน เอาตัวไปให้หมด ”
หวงจิ้งเอิน อู๋ฉงฉง รวมทั้งทุกคนบนเรือถูกบังคับพาตัวไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
และในดินแดนหลังม่านบังตา อวิ๋นมู่นัดพบใครบางคนที่ชายป่าใกล้แหล่งน้ำ เขายืนรออยู่เพียงไม่นานคนผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นนางคือปีศาจจิ้งจอกที่เพิ่งปะทะกับเฉินเสวี่ยหยาง
ปีศาจจิ้งจอก : “ คารวะประมุขน้อย ”
อวิ๋นมู่ : “ ข้าให้เ้าเฝ้าอยู่ที่นั่น กลับส่งสารนัดพบข้ามีเื่อะไร? ”
ปีศาจจิ้งจอก : “ เรียนประมุขน้อย มีคนผ่านเข้าไปที่นั่นแล้วเ้าค่ะ”
อวิ๋นมู่ : “ ดูจากาแ ถ้าเล่นงานเ้าได้ขนาดนี้ นับว่าฝีมือไม่ธรรมดาข้าชักอยากจะเห็นหน้าเสียแล้วสิ ”
ปีศาจจิ้งจอก : “ ข้าว่าท่านอย่าไปปะทะกับเขาจะดีกว่าเขาอาจไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนอย่างที่ท่านเคยพบ ”
อวิ๋นมู่ : “ ก็แค่อยากเห็นฝีไม้ลายมือเท่านั้น อีกอย่าง ทางข้างหน้าเป็รอยต่อระหว่างสามพิภพถึงฝีมือจะเก่งกาจสักเพียงใด หากต้องไปเจอเ้าสิ่งนั้นไม่ตายเพราะข้าก็ตายเพราะมันอยู่ดี ขอบใจที่มาส่งข่าว เ้าไปได้แล้ว อ้อ! แล้วก็.. แผลนั่น รักษาให้หายเสียด้วย ”
ปีศาจจิ้งจอก : “ เ้าค่ะ ”
อวิ๋นมู่ยืนมองสายน้ำด้วยความรู้สึกท้าทายปนสงสัยแม้หลายครั้งที่เขายอมถอยให้กับจอมยุทธไป๋นั่นเป็เพราะเขาเคยเห็นฝีไม้ลายมือของคนผู้นี้มาก่อนทว่ากับคนที่เขาไม่เคยรู้จักอย่างเฉินเสวี่ยหยาง เขาคงไม่ยอมปล่อยไปโดยง่าย
หลายวันต่อมา
เรือนยลเหมันต์ จวนเ้าเมืองหนานจิ้ง
..กิ๊ง ๆ .. ตึก ๆ ๆ.. เสียงกระดิ่งที่ห้อยระโยงระยางอยู่ในเรือนหลังใหญ่ ตามด้วยฝีเท้าบ่าวรับใช้ในจวนกำลังเดินมาหาองค์หญิงนางนั่งปักผ้าอยู่ที่ศาลาริมน้ำด้วยท่าทางอ่อนโยนสุขุม แล้วลั่วชีชีสาวรับใช้ข้างกายก็ได้เข้ามาแจ้งสารจากท่านเ้าเมืองหลิน
ลั่วชีชี : “ องค์หญิงเ้าคะ ท่านเ้าเมืองให้หาเ้าค่ะ ”
หลินเพ่ยหนิงวางผืนผ้าในมือลง แล้วนางก็ลุกขึ้นเดินจากไปนางคือองค์หญิงผู้มีกิริยางดงามทว่ากลับไร้วาจาสุ้มเสียง ซึ่งสาเหตุเนื่องมาจากความะเืใจแต่วัยเยาว์จนบัดนี้นางก็ยังไม่อาจยอมรับว่ามารดาของนางได้จากไปแล้ว เพราะบิดาของนางทำได้เพียงแค่แจ้งข่าวแต่เขาไม่อาจให้นางเห็นร่างไร้ิญญาของผู้เป็แม่ นางพักอยู่ในเรือนใหญ่ที่นางกับมารดาเคยอาศัยอยู่ด้วยกันโดยมีลั่วชีชีสาวใช้คนสนิทคอยรับใช้ใกล้ชิดดูแลนางไม่ห่างปกติแล้วหลินเพ่ยหนิงจะสื่อสารด้วยภาษามือหรือใช้ตัวหนังสือเพื่อเป็สื่อกลาง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นางจึงจะสั่นกระดิ่งเพื่อเรียกคนเข้ามาพบ และที่เรือนหน้าจวนเ้าเมืองหนานจิ้งหลินหงชุนมีท่าทีตื่นเต้นดีใจเพียงเพราะเขารอคอยที่จะได้พบกับบุตรสาว ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานหลินเพ่ยหนิงก็เดินเข้ามาคารวะ
หลินหงชุน : “ หนิงเอ๋อ มาแล้วหรือ นั่งก่อนสิลูก ”
หลินหงชุนตกประหม่าเมื่ออยู่ต่อหน้าบุตรสาว ทั้งที่เขาเตรียมคำพูดไว้มากมายแต่สุดท้ายกลับไม่กล้าที่จะเอ่ยเพราะบุตรีของเขาเปลี่ยนเป็คนละคนั้แ่มารดาของนางได้จากไปนางเคยเป็เด็กน่ารักสดใส ทว่าบัดนี้กลับไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม และตัวเขาเองรู้ดีว่ายามนี้จิตใจของนางอาจเหมือนสูญสิ้นไปแล้วทุกสิ่งเขาจึงวางตัวไม่ถูกเมื่อเห็นความหม่นหมองที่ซ่อนอยู่ในแววตาของบุตรสาว
หลินหงชุน : “ คือ.. พ่อเพิ่งได้รับสารจากเยียนเป่ยอีกไม่ช้า เ้าเมืองน้อยเฉินจะเดินทางถึงหนานจิ้ง พ่อจะให้คนเตรียมการต้อนรับ ในระหว่างนี้เ้าต้องดูแลตนเองให้ดี รอการมาเยือนของเขา ”
หลินเพ่ยหนิง : “ เ้าค่ะ ลูกทราบแล้ว ” (ภาษามือ)
หลินหงชุน : “ หนิงเอ๋อ พ่อรู้มาว่าเ้านอนไม่ค่อยหลับเลยให้คนนำชาสมุนไพรเตรียมไว้ให้เ้า อีกสองสามวัน พ่อจะสั่งคนตัดชุดใหม่ส่งไปให้เ้า ”
หลินเพ่ยหนิง : “ เ้าค่ะ ลูกขอบคุณท่านพ่อ ” (ภาษามือ)
หลินหงชุน : “ .. เอ่อ.. พ่อ.. ”
หลินเพ่ยหนิง : “ ลูกยังมีเื่ที่ทำค้างไว้ หากท่านพ่อไม่มีการใดแล้วลูกคงต้องขอตัวก่อน ” (ภาษามือ)
หลินหงชุน : “ หนิงเอ๋อ! ให้พ่อเดินไปส่งเ้า”
หลินเพ่ยหนิง : “ ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ” (ภาษามือ)
หลินเพ่ยหนิงคารวะบิดาแล้วเดินจากไปอย่างเมินเฉยทิ้งให้หลินหงชุนส่งสายตามองตามอย่างเศร้าสร้อย เขาอยากเดินตามไปส่งนางถึงเรือนพักทว่าบิดาเช่นเขามิอาจทำได้ เพราะมีสายตาคนของภรรยารองคอยเฝ้ามองอยู่ทุกหนแห่งการดีกับหลินเพ่ยหนิงจึงอาจเป็ภัยต่อนาง เขาจึงต้องหักใจเฝ้ามองบุตรสาวอยู่ห่าง ๆเท่านั้น ครู่เดียวจางหยวนคนสนิทของหลินหงชุนก็เดินเข้ามาหา
หลินหงชุน : “ อาหยวน นางซูบลงหรือไม่? ”
จางหยวน : “ โธ่.. นายท่าน ”
หลินหงชุน : “ ทั้งหมดล้วนเป็เพราะข้า หากวันนั้นข้าตามอวี้เอ๋อไปเื่ก็คงไม่เป็เช่นนี้ ข้ามันเป็พ่อที่ไม่เอาไหน แค่ปกป้องสิ่งที่นางรักข้ายังทำไม่ได้ ”
จางหยวน : “ นายท่าน อย่าได้กล่าวเช่นนี้เลยขอรับ องค์หญิงนางเข้าใจในความจำเป็ของท่านและที่นางต้องเ็าเช่นนี้ เพราะไม่อยากให้ท่านต้องลำบากใจ ”
หลินหงชุน : “ ยิ่งเห็นนางเป็เช่นนี้ ข้าก็ยิ่งเสียใจอวี้เอ๋อ! ข้าควรทำเยี่ยงไร เ้าช่วยบอกข้าหน่อยเถิด ”
การตายของเหอเพ่ยอวี้ไม่เพียงทำให้บุตรสาวต้องกำพร้ามารดาแต่ยังทำให้ชายคนหนึ่งสูญเสียภรรยาและความสุขของบุตรสาวไปพร้อม ๆ กัน แน่นอนว่าบิดาไม่อาจทนเห็นความทุกข์ใดของบุตรตนทว่านี่อาจเป็ลิขิตฟ้าหรือโชคชะตากลั่นแกล้ง เขาไม่อาจแก้ไขอดีตทั้งยังไม่อาจคลายปมในใจของบุตรสาวเ้าเมืองหลินจึงทำได้เพียงหวังว่าการมาของเ้าเมืองน้อยแห่งเยียนเป่ยอาจเปลี่ยนแปลงโชคชะตาและช่วยเยียวยาจิตใจของนางได้
เรือนใต้จันทรา
..ฉึก!.. เสียงลูกธนูถูกยิงออกไปปักกลางเป้าด้วยคันธนูในมือของใครคนหนึ่งหลินซานซาน องค์หญิงสามยืนอยู่ในลานกว้างด้วยแววตาคู่งามที่แข็งกร้าวนางทราบข่าวว่าบิดาเรียกพี่สาวต่างมารดาเข้าไปพบจึงทำให้นางไม่สบอารมณ์ และลุกขึ้นมาหยิบคันธนูขึ้นสายแล้วยิงลูกธนูใส่เป้าอย่างไม่ยั้ง..ตึก ๆ ๆ.. หลังจากนั้นก็มีเสียงใครบางคนเดินเข้ามาเตือนสตินาง เขาคือบุรุษผู้มีใบหน้าขาวซีดดั่งคนที่ร่างกายอ่อนแอทว่ากิริยาดูสำรวมคนผู้นี้คือองค์ชายใหญ่หลินจื่อหราน ผู้เป็เชษฐาของนาง
หลินจื่อหราน : “ ต่อให้ยิงจนเป้าทะลุ ก็คงไม่สาแก่ใจเ้า ”
หลินซานซาน : “ พี่จื่อหราน ”
หลินจื่อหราน : “ เก็บอารมณ์สีหน้าของเ้าเสียหน่อยเถิด ซานซาน ใครเห็นเข้าจะนึกว่าเ้ามีเื่ไม่พอใจจนต้องหาที่ระบาย แค่มีคนสำคัญจะมา ท่านพ่อก็เลยเรียกเพ่ยหนิงเข้าไปพบถึงกับทำให้เ้าเก็บอาการไม่ได้เชียวหรือ? ”
หลินซานซาน : “ ท่านไม่ต้องมาเยาะเย้ยข้า ข้าจะเป็อะไร มันก็ไม่เกี่ยวกับท่าน”
หลินจื่อหรานตือนสติน้องสาวอย่างนิ่ม ๆ แล้วเขาก็เดินจากไปขณะที่หลินซานซานไม่ได้รู้สึกสงบลงเลยแม้แต่นิดและยังคงใช้เป้ายิงธนูเพื่อระบายความอัดอั้น
แม่น้ำลิ่วซาน เขตแดนหนานจิ้ง
เฉินเสวี่ยหยางลืมตาขึ้นมาเห็นสตรีนางหนึ่งนอนหนุนแขนของเขาอยู่แม้ใบหน้าของนางจะเลือนรางแต่เขารู้สึกได้ว่านางคือคนเดียวกับที่เขาฝันถึง ทำให้เขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาและเพ่งพินิจมองดวงหน้านางอยู่นานสองนานในยามนั้นเองที่นางได้ตื่นขึ้นมาพลันขยับตัวลุกจากที่นอน เขาจึงคว้าตัวนางเอาไว้แล้วดึงนางลงมานอนแนบชิดจากนั้นก็พลิกตัวขึ้นไปก้มลงจูบริมฝีปากนางอย่างดูดดื่ม ..ตึ้ง!.. มีเสียงบางอย่างกระแทกใต้ท้องเรือจนทำให้เฉินเสวี่ยหยางลืมตาตื่นขึ้นมาเป็อีกครั้งที่เขาหลับฝันถึงนางเหมือนดั่งมีพลังสะกด แต่ครั้งนี้เขาตื่นขึ้นพร้อมเสียงหัวใจเต้นรัวและลมหายใจถี่อีกทั้งใบหน้าก็แดงก่ำ..“ นางอีกแล้ว ”.. เหตุไฉนยิ่งเข้าใกล้หนานจิ้งกลับยิ่งทำให้หัวใจเต้นราวกับกลองศึกและแล้วเฟยฉีก็พรวดพราดเข้ามาหา
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยมีบางอย่างอยู่ใต้ท้องเรือขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยางเดินออกมานอกห้องพักเพื่อสังเกตความผิดปกติไม่นานเรือก็ถูกบางอย่างโจมตีจนโคลงเคลงแทบยืนไม่ได้ เขาจึงเดินไปที่กราบเรือแล้วก้มดูว่ามีสิ่งใดอยู่ใต้ผืนน้ำ จนกระทั่งเห็นลำตัวของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายงู
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อย ระวังขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ อาิ เ้าเห็นหรือไม่? ”
เฟยิ : “ เห็นอะไรหรือขอรับ? ”
..ตึ้ง!.. ..ตู้ม!..
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อยขอรับ! "
เฟยฉี : " เ้าเมืองน้อย! เ้าเมืองน้อยตกน้ำไปแล้ว พวกเ้า! นำเรือเล็กออกเดี๋ยวนี้ ”
ไม่ทันไรเรือก็ถูกกระแทกจนเฉินเสวี่ยหยางพลัดตกลงไปในน้ำ ขณะที่เฟยิะโน้ำตามลงไป เฟยฉีก็คอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่บนเรือ ..ตู้ม!..
เฟยิ : " เ้าเมืองน้อยขอรับ! เ้าเมืองน้อย.. "
เฟยิดำผุดดำว่ายอยู่กลางสายน้ำเพื่อตามหาผู้เป็นาย และดูเหมือนว่าพวกเขาจะมองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ผืนน้ำ ซึ่งผิดจากภาพในหัวของเฉินเสวี่ยหยางหรือนี่จะเป็โชคชะตาเพราะมีเพียงเขาจากผู้คนในเรือทั้งลำที่พลัดตกน้ำอยู่เพียงผู้เดียว
เฉินเสวี่ยหยางรู้สึกตัวขึ้นมาในถ้ำอันชื้นแฉะ เพราะได้ยินเสียงหยดน้ำร่วงหล่นจากผนังถ้ำลงมากระทบกับพื้นผิวหลังจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงมัดกล้ามเนื้อที่แข็งดั่งเกล็ดงูเคลื่อนไหวไปบนพื้นผนังถ้ำเฉินเสวี่ยหยางจึงเอียงหูฟังให้แน่ชัด เพียงไม่นานสิ่งนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเขามันคือัเกล็ดนิล สัตว์เทพในตำนานที่มีอายุหลายหมื่นปี เป็ัที่มีเกล็ดสีดำสนิทแต่ดวงตามีสีแดงดั่งเปลวเพลิงในความมืดมันพยายามเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ เพื่อทำให้เฉินเสวี่ยหยางสับสนครู่เดียวก็พุ่งเข้าจู่โจมจึงทำให้เขาต้องหมุนตัวหลบและขึ้นไปยืนอยู่บนโขดหิน เมื่อรู้ว่าโจมตีไม่สำเร็จมันจึงได้พ่นไฟออกมาและนั่นก็ทำให้เฉินเสวี่ยหยางใช้พลังด้วยสัญชาตญาณเขาปล่อยไอเย็นออกมาจากฝ่ามือเป็กำแพงหนากั้นเปลวเพลิงเอาไว้ ทำให้ัตัวนั้นหยุดการโจมตีอย่างฉับพลันและจ้องมองดวงตาคู่นั้นของเฉินเสวี่ยหยาง
ัเกล็ดนิล : “ ท่าน! ”
หลังจากที่ัดำทมิฬเห็นดวงตาและการโจมตีของเฉินเสวี่ยหยางมันก็พลันสงบลงและเหมือนว่ามันจะจำเขาได้
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เ้า เป็ตัวอะไร? ”
ัเกล็ดนิล : “ ท่านจำข้าไม่ได้หรือครั้งนึงท่านกับนางเคยช่วยชีวิตข้าไว้ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เ้าหมายถึงอะไร? ”
ัเกล็ดนิลสังเกตเห็นเฉินเสวี่ยหยางดูเหมือนไร้ความทรงจำเกี่ยวกับตนมันจึงฉุกคิดว่าเหตุไฉนเขาจึงจำเื่ราวเ่าั้ไม่ได้เพราะเหตุการณ์นั้นสั่นะเืทั้งแดน์จนกระทั่งองค์เทียนจวินต้องเสด็จไปยุติความโกลาหล ..“ คงมีบางอย่างทำให้ท่านต้องแบ่งจิติญญาลงมาถึงที่นี่ช่างน่าเสียดายที่ครั้งนี้ไม่ได้พบนาง ”..
ัเกล็ดนิล : “ แล้ววันนึงท่านก็จะเข้าใจ ข้ารอคอยวันนี้มานานนักจนข้าเองก็จำไม่ได้ว่าผ่านมานานเท่าใดแล้ว บัดนี้ได้พบท่าน ถือว่าการรอคอยนี้ไม่เสียเปล่าข้ามีบางอย่างอยากจะมอบให้ท่าน ขอได้โปรดรับมันไว้ ”
เมื่อพูดจบัตัวนั้นก็คายมุกเม็ดหนึ่งออกมาจากปากมันคือมุกิญญาั เป็มุกสีแดงเปล่งแสงสีขาวและมีพลังในการสดับรับฟัง ทั้งยังเป็ดั่งเกราะคุ้มกายได้เป็อย่างดีเม็ดมุกได้ลอยเข้าไปในตัวของเฉินเสวี่ยหยางทำให้เขารู้สึกว่ามีบางอย่างเริ่มเปลี่ยนไปดวงตาของเขาไม่พร่ามัวเหมือนแต่ก่อน และเหมือนมีปราณพลังไหลเวียนอยู่ในกายเขา
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เ้าทำอะไรข้า? ”
ัเกล็ดนิล : “ ไม่ต้องห่วง นั่นไม่เป็อันตรายและมันจะช่วยปกป้องกายท่านถือเป็การตอบแทนที่ท่านช่วยชีวิตข้า ถึงเวลาที่ท่านจะต้องกลับไปได้แล้ว ”
เหมือนว่าเวลาจะผ่านไปเพียงไม่นานทว่าเหนือผืนผิวน้ำกลับล่วงเลยจนมืดสนิทองครักษ์และคนติดตามยังเฝ้าตามหาเ้าเมืองน้อยเฉินพวกเขานำเรือเล็กออกมาตามหารวมทั้งคนที่อยู่บนเรือก็ร้องะโเรียกเฉินเสวี่ยหยาง
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อย.. ท่านอยู่ที่ไหนขอรับเ้าเมืองน้อย.. ”
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อย.. เ้าเมืองน้อยขอรับ.. อาฉี!พบเ้าเมืองน้อยหรือยัง? ”
เฟยฉี : “ ไม่เลย เฮ้อ!อาิ นี่ก็ผ่านไปหลายชั่วยามแล้วนะแต่เรายังไม่พบเ้าเมืองน้อยเลย ”
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อยท่านว่ายน้ำเก่ง ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องปลอดภัยอยู่ที่ไหนสักที่”
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อย นี่ท่านไปอยู่ที่ไหน หรือว่าท่านขึ้นฝั่งไปแล้ว ละถ้าเป็อย่างนั้น ข้าควรไปตามหาท่านที่ใด หากว่าข้าหาท่านไม่พบ ก็คงไม่มีใครสั่งโบยข้าอีกแล้วนะสิ ”
เฟยฉีบ่นพึมพำด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย แล้วเฉินเสวี่ยหยางก็โผล่ขึ้นมาจากน้ำและมายืนอยู่บนเรืออย่างสง่าผ่าเผยเขายืนมององครักษ์และคนติดตามทีละคนด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจนองครักษ์สังเกตได้ว่าเ้าเมืองน้อยมองเห็นอย่างชัดเจน
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อย ”
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อย ดวงตาท่าน! ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เหมือนข้าได้ยินว่า มีคนอยากถูกโบย ”
เฟยฉี : “ โธ่! แล้วกัน เ้าเมืองน้อย”
สององครักษ์ยิ้มแย้มอย่างโล่งใจที่ผู้เป็นายปลอดภัยกลับมาอีกทั้งดวงตาก็หายจากอาการพร่ามัว แต่พวกเขาก็โล่งใจได้เพียงไม่นาน กลับมีบางอย่างลอยเข้ามาใกล้เรือของพวกเขา
เฟยฉี : “ อาิ นั่นอะไรอ่ะ?”
เฟยิ : “ เรือ! เ้าเมืองน้อยนั่นเรือนี่ขอรับ ”
พวกเขาพากันหันมองไปยังเรือเล็กลำหนึ่งที่กำลังลอยลำเข้ามาหาทว่ากลับไม่เห็นเงาของใครอยู่ภายในเรือ และแล้วก็มีกลุ่มคนสวมหน้ากากโผล่มาจากใต้ผืนน้ำขึ้นมายืนบนเรือของเฉินเสวี่ยหยางและคนกลุ่มนั้นได้ตรงเข้าทำร้ายคนบนเรืออย่างไม่พูดพร่ำทำเพลงหลังจากนั้นอวิ๋นมู่ก็ปรากฏตัวขึ้นมาแล้วใช้แส้เหวี่ยงเข้าไปหาเ้าเมืองน้อยเฉินขณะที่ปลายแส้ลอยอยู่ในอากาศและกำลังจะถึงตัวเฉินเสวี่ยหยาง กลับมีลูกธนูลอยมาปักที่แส้ ..ฉึก!.. และตามด้วยเสียงฝีเท้าของคนในชุดขาวที่ลอยตัวมาจากริมตลิ่งพร้อมใช้ปลายเท้าแตะผืนน้ำกระเด็นไปดับเปลวไฟในตะเกียง ..จ๋อม!.. ..พรึ่บ ๆ!..
อวิ๋นมู่ : “ เขาอีกแล้ว! ”
ทุกอย่างมืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็น ทว่าจอมยุทธไป๋กลับเคลื่อนไหวอย่างกับมีดวงตาเห็นในเงามืดอวิ๋นมู่กระชากแส้ออกจากหัวลูกศรและยังตรงเข้าจู่โจมเฉินเสวี่ยหยางทำให้จอมยุทธไป๋เข้ามาโอบไหล่เขาลอยตัวหลบทิศทางของแส้ และเวลานั้นเองที่เฉินเสวี่ยหยางเหมือนตกอยู่ในภวังค์จนเผลอเหม่อมองจอมยุทธไป๋อย่างไม่ละสายตาท่ามกลางการต่อสู้อย่างดุเดือดในความมืดที่วุ่นวาย แต่เฉินเสวี่ยหยางกลับยืนนิ่งฟังเสียงฝีเท้าและการเคลื่อนไหวของจอมยุทธชุดขาวคนนั้น
อวิ๋นมู่ : “ ถอย! ”
ครู่เดียวคนลึกลับเ่าั้ก็ถูกจัดการจนต้องล่าถอยพร้อมกับการจากไปของจอมยุทธไป๋จากนั้นเฟยฉีก็รีบจุดคบไฟ แล้วเดินมาหาเ้าเมืองน้อยเฉิน
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยปลอดภัยนะขอรับ ”
เขายืนมองผู้เป็นายที่นิ่งเงียบอย่างงวยงงเพราะเฉินเสวี่ยหยางยืนยิ้มด้วยแววตาเป็ประกายทั้งที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์น่าหวั่นวิตกไปเมื่อครู่และไม่นานเฟยิก็ตามมาสมทบ
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อย ให้ตามหรือไม่ขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่ต้อง เราต้องได้พบนางอีกแน่ ”
เฟยฉี : “ ฮะ! นาง! นี่จอมยุทธคนนั้น เป็สตรีหรือขอรับ?!”
ติดตามตอนต่อไป