บทที่5 หยางเฟยหลงเทพโอสถแห่งต้าชิง
“รีบไปเร็วเข้าเถอะเวลาท่านมีไม่มากแล้ว”เสียงของหนุ่มเทพโอสถะโมาจากหลังม้า ทันใดนั้นร่างกายของกงเฉินจื่อก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที และรู้สึกเบาสบายแบบบอกไม่ถูกเขาจับบังเหียนบนหลังม้าดำตัวใหญ่แล้วะโทีเดียวก็ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าตัวนั้นได้อย่างสบาย ๆ..!!
จากนั้นม้าดำตัวใหญ่เหมือนม้าศึกก็กระโจนตามม้าของเทพโอสถข้างหน้าออกไปอย่างรวดเร็วราวกับว่าพวกมันพร้อมที่จะออกวิ่งอย่างเต็มกำลัง แรงกระโจนของมันทำให้กงเฉินจื่อที่อยู่ในอาการตื่นเต้นอยู่แต่ร่างกายของเขากลับปรับสมดุลให้เข้ากับม้าตัวนั้นได้อย่างง่ายดาย..!!
“นี่คงเป็เพราะเวทมนตร์ที่เขารับมาจากเทพผู้นั้นอย่างแน่นอนเพราะเขาเองไม่เคยแม้แต่เข้าใกล้ม้าสักตัวเลยทั้งชีวิตของเขาแต่กลับะโขึ้นขี่มันราวกับแม่ทัพทหารผู้ยิ่งใหญ่และองอาจในหนังซีรี่ย์ที่เขาเคยดูมา..
ม้าทั้งสองตัววิ่งลงมาจากเนินเขานั่นอย่างคล่องแคล่วไม่นานเท่าไหร่ก็เข้าเขตตัวเมืองเวลายังไม่ถึงสองทุ่มยังคงพอได้เห็นบรรยากาศบ้านเมืองในยามค่ำคืนของต้าิที่โด่งดังในอดีดม้าทั้งสองตัวเดินช้าลงเมื่อเข้าสู่เขตเมืองผู้คนเริ่มก็หนาตาขึ้นเมื่อเข้าสู่เขตชุมชน พวกเขาเ่าั้อยู่ในชุดโบราณสองข้างทางมีของขายแต่ก็เริ่มจะน้อยลงเพราะเริ่มดึก ก็อาจจะเป็ได้เขาคิดแบบนั้น..
“นี่คือเขตเมืองหลวง ถนนทั้งเส้นถือเป็ย่านธุรกิจที่สำคัญของต้าชิง”บุรุษเทพโอสถพูดเขาชี้มือไปตามถนนที่ทอดยาวออกไปจนมองเห็นมืดสนิทสุดสายตายามค่ำคืน กงเฉินจื่อเขามองอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ข้อมูลมากที่สุด
“ชัดเจนไม่ต้องคิดอะไรต่อเลยเงินสำคัญที่สุดถ้าจะอยู่ให้รอดในเมืองนี้” ..!!เขาคิดและฟันธง ม้าของเขาเดินผ่านโรงเตี๊ยมเห็นผู้คนมากมายกำลังดื่มกินอย่างสนุกสนาน ผ่านมาสักพักก็เห็นสำนักโคมเขียวที่เหล่าหนุ่ม ๆ ในเมืองนี้ต่างเดินเข้าออกและมีหญิงสาวสวยมากมายคอยฉุดดึงบ้างก็ให้เข้ามาด้านในก่อนบ้างก็ให้กลับมาเที่ยวอีกในวันหน้า..
เสียงพูดคุยดังลั่นไปทั่วบริเวณย่านนั้นพอพวกทั้งคู่เขาขี่ม้าผ่านยังมีสาว ๆเรียกให้ลงจากหลังม้าเพื่อมาสนุกสนานกับพวกนางด้วยหมวกปีกกว้างที่เขาสวมใส่ยังคงพอบดบังสายตาจากผู้คนเ่าั้ไม่ให้เห็นเขาอย่างชัดเจนนักจึงทำให้เขานั้นดูผ่าน ๆ ก็พอกลมกลืนกับสถานที่ในเมืองแห่งนี้ได้บ้าง..
“ข้าว่าถ้าจะอยู่ให้รอดในเมืองนี้ข้าต้องมีเงินแล้วท่านพอจะมีงานอะไรที่ข้าจะทำได้บ้าง” เขาพูดขึ้นมาในขณะที่ม้าของทั้งคู่กำลังเดินไปเรื่อย ๆผู้คนหลายคนต่างก็มองเขาเมื่อม้าทั้งคู่เดินผ่านไปเขาไม่แปลกใจหรอกเพราะเสื้อผ้าที่เขาใส่ตอนนี้ กับแฟชั่นเมื่อพันปีก่อนคงไม่ต้องอธิบายอะไรมากว่าจะแตกต่างกันมากขนาดไหน..!!
“ไม่เห็นต้องคิดอะไรมากในเมื่อท่านก็เป็หมอไม่ใช่หรือท่านก็ควรที่จะเอาวิชาความรู้ของตัวเองมาใช้ที่นี่ก็ย่อมได้ผู้คนที่นี่ยังคงขาดแคลนอีกมากมายนัก
“เออก็ใช่อย่างที่ท่านพูดทำไมข้าถึงไม่คิดถึงเื่นี้เลยแต่ข้าเป็หมอแห่งโลกอนาคตที่นี่ข้าจะรักษาได้อย่างไรในเมื่อข้าไม่มีเครื่องแพทย์เลยสักชิ้น”เขาเริ่มคิดถึงปัญหาที่น่าจะตามมา
“ท่านยังมีพรอีกสองข้อจงอย่าลืมแต่งานที่ตระกูลหยางก็ใช่ว่าจะไม่มีให้ท่านทำ ตำแหน่งแพทย์หลวงแผ่นดินที่ตระกูลหยางต้องดูแล และส่งเข้าหมอหลวงไปในตำหนักต่าง ๆ ก็เป็ร้อยคนท่านต้องไม่ลืมความสามารถของท่านนั้นจะหาใครเทียบได้ในแผ่นดินนี้เมื่อมาถึงที่นี่ท่านก็จะรู้เองทั้งหมดเขาฟังเทพแห่งโอสถพูดแล้วรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เื่เล่น ๆอย่างที่เขาคิดเอาไว้เสียแล้ว จนต้องมีคำถามอีกครั้ง..!!
“เหตุใดถึงเป็ข้าที่ถูกเลือกมาที่นี่”เขาถามในขณะที่ม้าของทั้งคู่เดินไปตามถนนในเมืองหลวงแต่ดวงตาของเขายังคงแพ่งไปยังถนนที่มีแสงไฟจากโคมกระดาษส่องถนนเป็หย่อม ๆก่อนที่ม้าของเทพโอสถจะหยุดแล้วก็หันมาตอบคำถามเขา
“ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีเหตุผลของมันทำไมท่านคือผู้ถูกเลือกนั่นก็คืออีกหนึ่งเหตุผลตระกูลหยางจะมีคำตอบให้แก่ท่านในเื่นี้..เอาละเราเดินมาก็ไกลมากพอสมควรแล้วข้าว่าคงได้เวลากลับกับได้แล้วละ!”
!จากนั้นทั้งคู่ก็ขี่ม้าเลี้ยวไปถนนอีกเส้นหนึ่งสักพักก็มากับถนนที่จะขึ้นไปบนบ้านตระกูลหยาง..วิ่งมาอีกสักพักม้าของพวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่กระท่อมหลังเดิมที่เขาทะลุมิติออกมา
“บ้านหลังออกใหญ่โตเหตุใดถึงให้ท่านมาอยู่ในกระท่อมที่เก่าโทรมและซอมซ่อแบบนี้ท่านไม่ได้ถูกไล่ออกจากบ้านแน่นใช่มั้ย”กงเฉินจื่อ ถามเทพโอสถ
“ที่นี่มันมีตำนานอย่างไรล่ะ เอาละท่านมีเวลาอีก8วันจงกลับไปเตรียมตัวมาให้พร้อมและจงขอพรข้อที่สองของท่านได้ณบัดนี้
“ถ้าภารกิจของข้าในการผ่านมิตินี้คือการช่วยเหลือผู้อื่นเช่นนั้นข้าจะขอทุกอย่างที่จำเป็ในการดำรงชีวิตในโลกใบนี้ให้มารวมกันในที่แห่งนี้และเอาเครื่องมือในการช่วยชีวิตทั้งหมดขนมาที่นี่และก็มีใช้อย่างไม่ขาดสนเพื่อให้ได้ช่วยเหลือผู้คนและการดำรงชีวิตในโลกแห่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์”เสียงพูดชัดเจนดังลั่นและห้าวหาญของเขา ทำให้ชายหนุ่มโบราณทำกับอึ้ง...!!
“ท่านขอได้ดีจริง ๆ...และของทุกอย่างจะรอท่านอยู่ในกระท่อมแห่งนี้”พูดจบก็เกิดแสงสว่างวาบไปทั่วบริเวณ จนเขาต้องหลับตาลงแล้วเอามือมาบังแสงนั้นเอาไว้จากนั้นก็มีเสียงอธิบายบางอย่างดังแววเข้ามาในโสตประสาทการรับรู้ของเขา..!!“ท่านเป็ผู้ที่..คนสมัยนั้นเลื่อมใสและศรัทธาเป็อย่างมาก”
กงเฉินจื่อค่อย ๆลืมตาขึ้นแล้วก็เห็นภาพอาจารย์หยางหลิงฟางกำลังอธิบายถึงรูปวาดของชายในกรอบไม้ทรงเก่าโบราณนั่นราวกับว่าเธอไม่เคยรับรู้เื่ว่าเกิดอะไรเกิดขึ้นมาบ้างกับกงเฉินจื่อเมื่อสักครู่ที่ผ่านมาเธอยังคงอธิบายถึงชายผู้อยู่ในภาพนั้นให้เขาฟังอย่างตั้งใจ...และเขาก็ยืนฟังเธอบรรยายโดยไม่พูดตัดบทอะไร..
“ด้วยเหตุการณ์ในครั้งนั้นจนผู้คนต่างตั้งฉายาของท่านจนถูกขนานนามว่า“หมอเทวดาแห่งต้าชิง” พูดจบเธอก็นิ่งไปเหมือนกำลังทำความเคารพเ้าของภาพผืนนั้นก่อนจะค่อย ๆ หันหน้ากลับมาหาหมอหนุ่มซึ่งกำลังยืนตะลึงดวงตาเบิกกว้างอยู่หน้าภาพวาดผืนใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องโถงกว้างแห่งนั้น...!!
“ท่านผู้เสียสละคน นี้เป็อะไรกับอาจารย์หยาง”เขาถามเธอคำแรกกับเธอแต่สายตายังคงจดจ้องไปที่ภาพวาดผืนนั้น
“ท่านผู้นี้คือ "หยางเฟยหลงหมอเทวดาแห่งต้าชิง” เขาคือต้นตระกูลหยางของฉันและเป็ผู้เขียนตำรามากมายในห้องนี้และยังเป็ผู้บุกเบิกแพทย์แผนโบราณและเป็ต้นกำเนิดของยารักษาโรคมากมายที่พวกเราหลายคนยังคงใช้กันอยู่ถึงทุกวันนี้และยังมีตำราที่ยังไม่ถูกเบิดเผยอีกมากมาย และมีคุณค่าแก่แผ่นดินที่ฉันนำมาเผยแพร่ให้กับนักศึกษาก็เป็เพียงบางส่วนเท่านั้น...!!เธอพูดและยืนมองหนังสือโบราณที่วางอยู่ตามชั้นต่างๆ เต็มไปหมดอย่างภูมิใจ ก่อนจะหันหน้ามามองหน้า กงเฉินจื่อที่ยืนนิ่งอยู่กลางห้องอีกครั้ง
“คุณหมอมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างคะ” เธอถามเขาเมื่ออีกฝ่ายยังยืนนิ่ง
“น่ามหัศจรรย์มากท่านผู้นี้ชั่งเป็ผู้ยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือจริง ๆ...
“หมอเทวดาแห่งต้าชิง”
เขาพูดและมองภาพนั้นอยู่นานจนเธอต้องมองตามสายตาของเขาแล้วสายตาของก็หยุดอยู่ตรงภาพของ“หยางเฟยหลง” หยางหลิงฟางเธอทั้งภูมิใจและดีใจในต้นตระกูลหยางของเธอ
“คุณหนูครับเชิญที่ห้องรับรองก่อนเถอะเชิญครับคุณหมอกงเฉินจื่อ”เสียงของลุงหวังดังขึ้นในขณะที่ทั้งคู่กำลังจดจ่ออยู่กับภาพ”ของหยางเฟยหลง”