บทที่ 17 ความสิ้นหวัง (รีไรต์)
“ถึงแล้ว พวกเราถึงแล้ว”
สมาชิกตระกูลฉินต่างตื่นเต้นดีใจ แม่เฒ่าฉินถึงกับปาดน้ำตา
ตลอดการเดินทางอันยากลำบาก พวกเขาต้องเผชิญกับความเป็ความตายนับครั้งไม่ถ้วน หลายต่อหลายครั้งต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกับกองทหารหนานหมานและผู้อพยพที่ดุร้าย
บัดนี้ พวกเขารอดปลอดภัยแล้ว ในที่สุดก็สามารถนอนหลับสนิทได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป
“ไม่รู้ว่าตอนนี้เหล่าอู่อยู่ที่ใด จะปลอดภัยดีหรือไม่”
แม่เฒ่าฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา
ลูกทุกคนล้วนสำคัญ แม้ตลอดการเดินทางนางจะไม่เอ่ยปาก แต่ในใจกลับเป็ห่วงลูกชายคนที่ห้าผู้เป็บุตรชายที่หายสาบสูญ
“ท่านแม่ เหล่าอู่เป็คนเฉลียวฉลาด ท่านอย่าได้เป็กังวลไปเลย ข้าเชื่อว่าเขาต้องปลอดภัย”
เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลของผู้เป็แม่ ฉินเหล่าเอ้อร์จึงกล่าวปลอบใจ
ที่จริงในใจเขาก็ไร้ซึ่งความมั่นใจ
ตอนนั้น เพื่อถ่วงเวลาให้พวกเขาหนี เหล่าอู่ต้องล่อทหารหนานหมานไปคนเดียว
ทหารหนานหมานโหดร้ายป่าเถื่อนยิ่งนัก เหล่าอู่ตกไปอยู่ในเงื้อมมือพวกมัน ไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่
ฉินเยาเยาฟังคำของท่านย่ากับลุงรอง ในใจก็เกิดความฉงน
นางยังมีอาห้าอีกหรือ
เหตุใดตลอดทางนางไม่เคยได้ยินพวกเขาพูดถึงแม้แต่คำเดียว
“ใช่ เ้าพูดถูก เหล่าอู่เ้านั่นฉลาดเป็กรดมาั้แ่เด็ก เขาต้องปลอดภัยแน่นอน”
แม่เฒ่าฉินรู้ดีว่ากังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงเก็บงำความรู้สึก นำหลานสาวมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง
ฉินเยาเยามองกำแพงเมืองหลายจั้งที่ก่อด้วยอิฐสีเขียว ประตูเมืองสีแดงชาด เหล่าทหารสวมชุดเกราะถือหอกยาว ยืนตรวจตราเป็แถวหน้าประตูเมือง ในใจนางก็อดกังวลไม่ได้
ที่นี่คืออำเภอจี้โจวที่ติดกับชายแดน เป็ทั้งประตูของแคว้นต้าหนิง และยังเป็ปราการสำคัญที่ขวางกั้นพวกชนเผ่าหนานหมานไม่ให้เข้าสู่ดินแดนตอนกลาง
ที่นี่แข็งแกร่งกว่าเมืองทั่ว ๆ ไป คงไม่โดนตีแตกง่าย ๆ
ตราบใดที่เข้าเมืองได้ พวกเขาก็จะปลอดภัยชั่วคราว
แต่ใจของนางยังคงกังวลไม่หาย
ตอนนี้นางย่อมเข้าใจความกังวลของท่านย่า นางบอกว่าชายแดนถูกตีแตกมาได้สักพักแล้ว อำเภอจี้โจวในฐานะประตูสำคัญสู่ดินแดนตอนกลาง เป็ไปได้มากว่าจะปิดประตูเมือง
ฉินเยาเยาอดกังวลไม่ได้ พวกเราจะเข้าเมืองได้อย่างราบรื่นหรือไม่
ใกล้จะถึงประตูเมืองแล้ว ทว่าภายในกลับเกิดความวุ่นวายขึ้น มีเสียงะโดังลั่น “ปิดประตูเมือง!”
ทหารที่เฝ้าประตูเมืองต่างก็วิ่งเข้าไปในเมือง ทันใดนั้นประตูเมืองสีแดงชาดก็ค่อย ๆ ปิดลงต่อหน้าต่อตา
“เร็วเข้า พวกเขากำลังจะปิดประตูเมือง อย่าให้พวกเขาปิดประตูได้” แม่เฒ่าฉินเห็นดังนั้นจึงร้องะโออกมาอย่างร้อนใจ
ฉินเหล่าซื่อพุ่งตัวออกไปทันที วิ่งอย่างรวดเร็วไปยังประตูเมือง
ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานทิ้งรถเข็นก่อนจะวิ่งตามไปที่ประตูเมือง
ฉินเยาเยายืนมองประตูเมืองที่กำลังจะปิดลงด้วยหัวใจที่เย็นเฉียบ
เื่ที่น่ากังวลที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ หากเข้าเมืองไม่ได้ สิ่งที่รอคอยพวกเขาก็มีเพียงความตายเท่านั้น
ในเวลานี้ คนอื่น ๆ ในตระกูลฉินก็เข้าใจความตั้งใจของแม่เฒ่าฉินแล้ว
แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว
พวกเขาทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับฉินเหล่าซื่อ
“พวกท่านรอสักครู่ พวกเรายังไม่ได้เข้าไป”
ในขณะที่ประตูเมืองกำลังจะปิดลง ฉินเหล่าซื่อยื่นมือเข้าไปขัดประตูที่กำลังจะปิดเอาไว้
“ป้องกันพวกเ้านั่นละ พวกผู้อพยพจากทางเหนือ รีบเอามือออกไป!”
ทหารในชุดเกราะเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราด
“นายท่าน ขอความเมตตา ปล่อยให้พวกข้าเข้าเมืองเถอะขอรับ”
“พวกข้าทั้งครอบครัว เดินทางรอนแรมมาถึงที่นี่ ลำบากลำบนยิ่งนัก ขอท่านเมตตา ให้พวกข้ามีชีวิตรอดด้วยเถิด”
ฉินเหล่าซื่อพยายามอดกลั้นความเ็ปที่มือพลางอ้อนวอนขอร้อง
“ไม่อยากมีมือแล้วหรือไง”
ทหารนายนั้นออกแรงผลักประตู มือของฉินเหล่าซื่อถูกบีบจนแดงช้ำ
“โอ๊ย!”
ความเ็ปแล่นตรงจากปลายนิ้วถึงหัวใจ ใบหน้าของฉินเหล่าซื่อซีดเผือด แต่เขาก็ไม่ยอมหดมือกลับ
หากเขาหดมือกลับ ครอบครัวของเขาก็จะไม่มีทางรอด
ฉินเหล่าซื่อไม่ยอมหดมือกลับ ประตูเมืองจึงยังปิดไม่ได้
ชั่วขณะหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้แก่กัน
“ช่างเถิด ปล่อยพวกมันเข้าไป”
ทหารคนนั้นเปิดประตูออกเล็กน้อย
ฉินเหล่าซื่อแสดงท่าทางดีใจ รีบหันหลังกลับไปเรียกคนอื่น ๆ ในครอบครัว
“เหล่าซื่อ!”
“อาสี่!”
ฉินเหล่าซื่อยังไม่ทันได้ตอบรับ ทหารก็ยกเท้าขึ้นถีบเข้าที่ตัวเขาอย่างแรง จนล้มลงไปกองกับพื้นอย่างน่าอนาถ
ประตูเมืองถูกปิดลงอย่างรวดเร็ว
ชั่วพริบตานั้น ทุกคนในตระกูลฉินต่างก็สิ้นหวัง
สวี่ซิ่วอิงกับสือไห่ถังโผเข้ากอดกันร่ำไห้ด้วยความเสียใจ
พวกเขาผ่านชีวิตและความตายมาหลายครั้ง อีกนิดเดียวเท่านั้น พวกเขาก็จะมีชีวิตรอดแล้ว
ฝ่ายฉินเหล่าซื่อโกรธจนตาแดงก่ำ เขาลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ก่อนจะทุบกำปั้นลงบนประตูเมืองอย่างแรง ในใจเต็มไปด้วยความเกลียดชังพวกทหารขี้ขลาดพวกนั้น
เขาสาบานกับตนเองว่า หากมีโอกาส เขาจะไม่มีวันปล่อยพวกมันไปแน่
รวมถึงเฝิงเสี่ยวฮวาด้วย
หากไม่ใช่เพราะนาง พวกเขาก็คงเข้าเมืองไปแล้ว
“อ๊ากกก”
เขาะโอย่างสิ้นหวัง เข่าทรุดลงกับพื้น
ลูกสาวตัวน้อยของเขายังเล็กนัก ยังไม่ทันได้เห็นโลกกว้างเลย
เขายังไม่ได้พานางไปจับกระต่ายเลย
“เหล่าซื่อ เ้าเป็อันใดหรือไม่”
แม่เฒ่าฉินประคองลูกชายขึ้นพลางลูบมือซ้ายที่แดงช้ำของเขาด้วยความสงสาร
“ท่านแม่ ข้าขอโทษ เป็ความผิดของข้าเองที่ไม่อาจพาท่านแม่เข้าไปหาที่พึ่งพิงในเมืองได้”
ฉินเหล่าซื่อคุกเข่าลงต่อหน้าแม่เฒ่าฉินด้วยความรู้สึกผิด
“ลูกโง่ นี่ไม่ใช่ความผิดของเ้า”
แม่เฒ่าฉินประคองเขาขึ้นด้วยความสงสารจับใจ
ในบรรดาลูกชายทั้งห้า เหล่าซื่อเป็ลูกชายที่นางเอ็นดูและรู้สึกผิดต่อเขามากที่สุด
ยามที่พ่อเฒ่าฉินจากไป ครอบครัวของพวกเขาก็ลำบากแสนสาหัส หลานชายคนโตลิ่งอวี่และหลานคนที่สี่ลิ่งเหวิน ต่างก็ป่วยด้วยโรคฝีดาษ เงินทองทั้งหมดในบ้านถูกนำไปรักษาโรคให้หลานทั้งสอง
ในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ครอบครัวของพวกเขายากจนข้นแค้น ถึงขนาดที่ว่าไม่มีแม้กระทั่งโจ๊กผักสักชามให้กิน
เหล่าซื่อผู้เป็ลูกชายคนที่สี่ ทุ่มเททุกวัน ฝ่าหิมะที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย เข้าไปในูเาเพื่อขุดโพรงกระต่าย ตีสุนัขจิ้งจอก นำไปแลกเปลี่ยนเป็อาหารและค่ารักษาให้กับบุตรหลานที่ตลาด
าแลึกยังคงปรากฏอยู่บนหลังของเขาจนถึงทุกวันนี้
นางไม่มีวันลืม...
วันนั้น...
เขาแบกหมูป่าหนักกว่าสี่ร้อยชั่งกลับมา แต่าแลึกจนเห็นกระดูกที่หลังของเขาก็เกือบคร่าชีวิตเขาไป
ผู้อื่นวิ่งตามมา มองประตูเมืองสีแดงชาดด้วยความเศร้าโศก
“ท่านแม่ พวกเราควรทำเช่นไรดี”
ฉินเหล่าเอ้อร์ถาม
แม่เฒ่าฉินเหลือบมองประตูเมืองที่ปิดตาย กัดฟันพูดว่า “กลับไปหาที่หลบภัยก่อน”
“ท่านแม่ พวกเราจะกลับไปที่ใดได้ ตอนนี้ข้างหลังก็มีทหารไล่ตามมา”
ฉินเหล่าเอ้อร์ถามอย่างสิ้นหวัง
“กลับไปทางลัดที่เราผ่านมาเถิด” เหล่าซื่อครุ่นคิด “ที่นั่นไม่ค่อยมีคนรู้จัก พวกเราน่าจะปลอดภัย ไปตั้งหลักกันก่อน ตราบใดที่เราระมัดระวัง พวกหนานหมานก็ไม่อาจหาพวกเราพบ”
“ใช่ ไม่ค่อยมีคนรู้จักที่นั่น”
“ใช่แล้ว อีกไม่นานราชสำนักคงจะส่งทหารมาปราบปรามพวกหนานหมาน ยึดชายแดนคืน ถึงตอนนั้น พวกเราอาจจะไม่ต้องไปเมืองหลวงแล้วก็ได้”
ทุกคนในตระกูลฉินต่างเห็นด้วย
อำเภอจี้โจว พวกเขาเข้าไปไม่ได้แล้ว
แต่จะให้รอความตายอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้
ทุกคนในตระกูลฉินจึงเริ่มออกเดินทางด้วยความเร็วกว่าขามาหลายเท่า
พูดง่าย ๆ ก็คือ พวกเขากำลังร้อนรนอย่างมาก
ต้องหาที่ซ่อนโดยเร็วที่สุด
เื่เมื่อครู่นี้ ฉินเยาเยาก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา
ตอนนี้นางทำได้เพียงตามทุกคนไป
เด็กทารกอย่างนาง จะมีชีวิตรอดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ์แล้ว
“พี่สี่ฉิน”