เมื่อหลิวอ้ายผิงออกมาจากเหตุการณ์ชุลมุนนั้นได้แล้ว จึงพบว่าผู้เป็ศิษย์พี่กำลังยืนรอนางด้วยสายตาคาดโทษ ทำให้หญิงสาวยิ้มเจื่อนออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “ท่านไม่เห็นต้องออกมาตามข้าเช่นนี้เลย ข้ากำลังจะกลับไปพอดี”
เจียงจวิ้นเหยียนที่รับรู้ถึงความผิดปกติก่อนหน้านี้ เนื่องจากหญิงสาวทั้งสองขอตัวออกมาซื้อของกิน กลับหายมานานเกินไป เขาจึงรู้สึกเป็ห่วง ทว่าเมื่อได้มาเจอเหตุการณ์เมื่อครู่ที่หลิวอ้ายผิงกำลังซ้อมมือกับกระสอบทรายในรูปแบบของคน ด้วยรอยยิ้มราวกับสนุกสนาน นั่นจึงทำให้รู้ว่าเป็ตนเองที่คิดผิดถนัด เขาลืมไปได้อย่างไรว่าสตรีผู้นี้คือศิษย์ส่วนตัวของผู้เป็ที่หนึ่งในยุทธภพ
“คราวหน้าคราวหลังเ้าก็ช่วยดูเวลาหน่อย อย่าเพลิดเพลินเกินไปนัก” สุดท้ายเขาก็อดที่จะดุนางเบาๆ มิได้
“เ้าค่ะ” หลิวอ้ายผิงตอบรับเสียงใส ผู้เป็ประมุขจึงอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปวางบนศีรษะของนางด้วยความเอ็นดู
ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน ทั้งหมดอยู่ในสายตาของพี่น้องสกุลฟู่ พอให้หลังหลิวอ้ายผิงจากไป บิดาและเหล่าองครักษ์ก็มาเจอในสภาพที่ไม่ค่อยน่าดูของพวกเขาทันที ฟู่หยางและฟู่ลี่ที่เห็นหนทางแก้แค้นโดยที่ไม่ต้องใช้เวลารอนาน จึงคิดว่าโชคชะตาช่างเข้าข้างพวกเขาแล้ว สองพี่น้องจึงเล่าความยาวสาวความเท็จลงไปอีกหลายส่วน เพราะรู้แก่ใจดีว่าผู้เป็พ่อรักและตามใจพวกเขามากเพียงใด
ฟู่ลี่จ้องสตรีตรงหน้าที่อยู่กับชายหนุ่มอีกคน นางมั่นใจว่าไม่ใช่ชายในดวงใจอย่างเกาเจียหาวแน่นอน ด้วยรูปร่าง ส่วนสูง ลักษณะท่าทางของอีกฝ่ายที่มองอย่างไรก็ดูสง่าจนน่าประหลาด เพียรคิดในใจว่ามีบุรุษสกุลใดที่ให้ความรู้สึกสูงส่งกว่านายน้อยสกุลเกา ที่มีปู่เป็ผู้าุโสูงสุดของสำนักพรรคมารอีกกัน เมื่อไม่สามารถหาคำตอบได้ ฟู่ลี่จึงสะบัดความคิดไร้สาระเ่าั้ทิ้งไปเสีย
“มิยักรู้ว่าเ้าเองก็มีชายที่คบหากันอยู่แล้ว มิพอใจในสิ่งที่ตนเองมีหรือ ถึงได้มายุ่งกับนายน้อยสกุลเกา” ฟู่ลี่จงใจเอ่ยเสียงดังให้ชายหนุ่มข้างกายสตรีผู้นี้ได้ยิน ก่อนจะหันไปมองเขาแล้วเอ่ยต่อ “เหตุใดท่านไม่ดูแลคนของตนเองให้ดี ปล่อยให้ไปยุ่งกับชายคนอื่นได้อย่างไร”
ถ้อยคำของนาง ราวกับไม่มีสิ่งใดกระทบอีกฝ่ายได้ สายตาเ็าไร้อารมณ์ของเขาเพียงปรายตามองก็ทำให้รู้สึกเย็นวาบเข้าไปถึงข้างใน ฟู่ลี่หัวฟัดหัวเหวี่ยงเกาะแขนผู้เป็บิดาก่อนจะชี้ไปที่หลิวอ้ายผิง “สตรีแพศยาผู้นี้ คือผู้ที่ทำร้ายท่านพี่เ้าค่ะท่านพ่อ”
“จริงหรือ” ฟู่หยู่คังเอ่ยถามฟู่หยางผู้เป็บุตรชาย จึงเห็นว่าเขาพยักหน้า ผู้เป็พ่อไม่อยากเชื่อว่าคู่กรณีกลายเป็หญิงสาวร่างบางผู้หนึ่ง นี่ไม่เรียกว่าเป็สิ่งที่น่าอับอายหรอกหรือ ศิษย์สำนักพรรคมารกลับพ่ายแพ้ให้กับหญิงสาวไร้ที่ไปที่มาเสียได้ “นางเป็ใคร” ฟู่หยู่คังเริ่มรู้สึกตงิดใจ ยังไม่ทันได้คิดอะไร หญิงสาวผู้นั้นก็หันมาเผชิญหน้า
“พวกท่านว่างนักหรือ ถึงได้ตามราวีข้าไม่เลิกเช่นนี้” หลิวอ้ายผิงรับรู้ได้ถึงรังสีอำมหิตของผู้เป็ศิษย์พี่ จึงส่งสายตาปรามห้ามเขาเอาไว้ ในงานมีผู้คนมากมายเช่นนี้นางไม่ประสงค์ให้มีการนองเืเกิดขึ้น
“ใช่ พวกข้ามีเวลาเหลือเฟือที่จะจัดการเ้า หลิวอ้ายผิง” ฟู่ลี่เชิดหน้าตนเองขึ้นอย่างรู้สึกเหนือกว่า
สองพ่อลูกหันหน้ามองกันอย่างมิได้นัดหมาย เมื่อครู่หากฟังไม่ผิดฟู่ลี่เรียกสตรีผู้นั้นว่าหลิวอ้ายผิง ไม่มีใครไม่รู้จักศิษย์หญิงคนแรกของสำนักพรรคมารที่ขึ้นชื่อเื่ความเก่งกาจ และที่ผู้คนให้ความสนใจเป็พิเศษก็คือ นางเป็คนสำคัญของประมุขพรรคมารแห่งนี้
“เ้าเรียกนางว่าอะไรนะ” ผู้เป็บิดาถามซ้ำเพื่อความมั่นใจ
“หลิวอ้ายผิงไงเ้าคะ ท่านพ่อหยุดซักไซ้ข้าแล้วไปจัดการแม่นั่นเสียที” เมื่อพูดจบ ฟู่ลี่จึงได้เห็นบิดาและพี่ชายของตนเบิกตากว้างราวกับเจอเื่ที่น่าใถึงขีดสุด
ฟู่หยู่คังและฟู่หยาง รู้สึกราวกับก้าวเข้าไปในลานปะาเกินครึ่งก้าวเสียแล้ว เมื่อมองภาพหญิงสาวและชายหนุ่มที่ดูองอาจน่าเกรงขามผู้นั้นยืนอยู่ข้างกัน นั่นมิใช่ ประมุขเจียงจวิ้นเหยียนหรอกหรือ...
“ตึง!” ฟู่หยู่คังและฟู่หยาง คุกเข่าพร้อมกับโขกศีรษะอย่างแรงจนเกิดเป็เสียงอันดังกึกก้อง ทั้งยังมีเืไหลออกมาจากหน้าผากทว่าพวกเขาไม่ได้สนใจ สิ่งที่ควรสนใจคือจะสามารถรักษาชีวิตไว้ได้หรือไม่ต่างหาก
“พวกท่านทำอะไร” ฟู่ลี่ลุกลี้ลุกลนเมื่อเริ่มรับรู้ถึงสถานการณ์แปลกประหลาดที่น่าอึดอัดเช่นนี้
“หุบปาก จับนางคุกเข่าลงเดี๋ยวนี้” เสียงตวาดของผู้เป็บิดาดังขึ้น พร้อมทั้งกล่าวประโยคหลังกับองครักษ์ของตนให้จับฟู่ลี่คุกเข่า
“ปล่อยข้านะ” นางดิ้นรนออกจากการเกาะกุม ยิ่งได้มองเห็นสายตาของชาวบ้านในงานที่ผู้คนพลุกพล่านเช่นนี้มองมาด้วยความสนใจ นางยิ่งอับอายจนทำตัวไม่ถูก ไม่เข้าใจว่าเป็เพราะเหตุอันใดผู้เป็บิดาจึงทำเช่นนี้
“ข้าน้อยสั่งสอนบุตรได้ไม่ดี โปรดท่านประมุขลงโทษข้าด้วย”
“ข้าน้อยบังอาจท้าทายสตรีของท่าน โปรดท่านประมุขลงโทษข้าด้วย”
เสียงอันดังของบุรุษทั้งสองดังขึ้นท่ามกลางผู้คน เหล่าชาวบ้านจึงหันไปมองเป็จุดเดียวกันก่อนจะคุกเข่าลงตามคนสกุลฟู่ แม้จะไม่มีความผิดอันใด ทว่าพวกเขากลับรู้สึกถึงความน่าเกรงขามนั้นจนทำตัวไม่ถูก ต่างคนต่างตั้งข้อสงสัย ผู้เป็ประมุขมาอยู่ในที่แห่งนี้ได้อย่างไร...
“ท่าน ท่านประมุข” ฟู่ลี่เอ่ยเสียงตะกุกตะกัก ่ที่นางรักษาตัวและถูกกักบริเวณมีสิ่งที่นางพลาดไปอย่างนั้นหรือ เหตุใดชายหนุ่มที่ทำตัวราวกับคนรักของหลิวอ้ายผิง จึงกลายเป็ท่านประมุขผู้สูงส่งไปได้ ที่ผ่านมาเขาที่ไม่เคยให้ความสนใจสตรีคนใดแม้กระทั่งสาวงาม แต่กลับให้ความสนใจหลิวอ้ายผิงผู้นี้ ยิ่งคิดฟู่ลี่ยิ่งไม่เข้าใจว่าหลิวอ้ายผิงมีดีอะไรนัก
เมื่อเจียงจวิ้นเหยียนเห็นการกระทำที่ราวกับสำนึกผิดของคนสกุลฟู่ ก็มิได้แสดงอาการใดๆ นอกจากความเ็าและสีหน้าที่ไร้อารมณ์ ซึ่งเป็เื่ปกติต่อผู้พบเห็น ฝีเท้าหนักแน่นย่างก้าวด้วยรัศมีอันน่าเกรงขาม เพียงไม่กี่ก้าวก็มาปรากฏเบื้องหน้าคนเ่าั้ ที่กำลังคุกเข่าเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดหวั่น
“หากคนของข้าไม่ขอเอาไว้ ข้าจะจัดการกับพวกเ้าเสียตรงนี้ก็ย่อมได้ จากนี้อย่าได้เสนอหน้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับหลิวอ้ายผิงอีกจำเอาไว้” น้ำเสียงเยือกเย็นราวกับเสียดทะลุเข้าไปในโสตประสาทเอ่ยขึ้น
ความหวาดกลัวคืบคลานเข้าสู่จิตใจของฟู่ลี่จนแทบกระอักออกมา นางกำลังรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่แท้จริง กระทั่งบิดาและพี่ชายก็มองนางอย่างคาดโทษ หากย้อนเวลากลับไปได้นางขอเลือกไม่ยุ่งเกี่ยวกับสตรีผู้นี้อีกเลย
เมื่อเจียงจวิ้นเหยียนพาหลิวอ้ายผิงออกจากสถานการณ์นั้นมา ใบหน้าของหญิงสาวจึงมีอาการเสียดายเป็อย่างมาก ที่ไม่ได้อยู่เที่ยวงานต่อเพราะชาวบ้านรู้ตัวหมดแล้ว อันที่จริงนางโทษตัวเองที่ก่อปัญหาขึ้นไม่ยอมรู้จักหลีกเลี่ยง
“ศิษย์พี่เ้าคะ ข้าขอโทษที่สร้างปัญหาให้ท่าน ความจริงพวกเขายังไม่ได้ทำอะไรข้าเลยด้วยซ้ำ”
“ข้ารู้ ใครจะสามารถทำอะไรเ้าได้” ผู้เป็ประมุขเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน มองหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย นางช่างไม่เหมือนสตรีคนใดที่เคยพบ ในใจเฝ้าภาวนาอย่าให้มีใครมองหานางเจอในแบบที่เขาเจอเลย หากเป็เช่นนั้นเขาคงทนไม่ได้เป็แน่
จวบจนเวลาล่วงเข้า่ปลายยามห้าย [1]พวกเขาก็กลับมาถึงจวน ก่อนแยกย้ายเจียงจวิ้นเหยียนยังอาสาเดินมาส่งหลิวอ้ายผิงถึงที่เรือน
“พรุ่งนี้เ้าจะต้องเริ่มเข้าสำนักศึกษาแล้ว ่แรกเป็ภาคทฤษฎีหากมีสิ่งใดที่ไม่เข้าใจ สามารถถามข้าได้ทุกเวลา” ผู้เป็ประมุขเสนอทางเลือกให้ เพราะต่อไปหากเขาเจอนางได้น้อยลง เช่นนั้นต้องให้นางมาหาเขาเอง
“จริงหรือเ้าคะ” ดวงตาของหญิงสาวทอประกายขึ้น รู้สึกว่าอยากให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็วๆ เสียแล้ว “ดึกแล้ว เช่นนั้นท่านก็กลับไปเถิด อยู่ใกล้กันแค่นี้ไม่เห็นต้องเดินมาส่งเลย” หลิวอ้ายผิงตอบไปเช่นนั้นแต่ในใจกลับรู้สึกสวนทางกันอย่างไม่รู้ตัว ซ้ำยังไม่สามารถหาคำตอบให้ตนเองได้ แต่ประโยคถัดมาของผู้เป็ศิษย์พี่ทำให้หญิงสาวราวกับโล่งใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“อ้ายผิง เื่แค่นี้เ้าไม่ต้องคิดเล็กคิดน้อยได้หรือไม่ เพราะข้าเต็มใจทำให้” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยขึ้น พร้อมกับจ้องมองลงไปในดวงตากระจ่างใสคู่นั้น หัวใจของเขาเต้นแรงจนมิอาจห้าม ทว่ากลับรู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยรู้สึก
“หากท่านทำแล้วมีความสุข ข้าก็จะไม่ขัด”
“ข้ามีความสุขเป็ครั้งแรกในรอบสิบแปดปี เมื่อมีเ้าอยู่” ท่ามกลางสายลมและแสงจันทร์ที่สาดส่อง คนทั้งสองที่กำลังมองตากันด้วยความหวั่นไหว กำลังเริ่มพันผูกกันด้วยสายใยแห่งด้ายแดงที่โชคชะตาของพวกเขาได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ว่าจะไม่มีสิ่งใดมาพรากทั้งคู่ออกจากกัน...
[1] ยามห้าย คือ่เวลา 21.00 – 00.59 น.