ความรู้สึกของวันวานและความสดใหม่ของวันใหม่ที่มาถึงอย่างรวดเร็วกำลังไหลผ่านไปพร้อมกับสายลมยามเช้า
เสียงของเมืองลูเมเรียยังคงเหมือนเดิมจากเมื่อวานถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงไป เสียงรถม้าที่วิ่งผ่านถนน เสียงผู้คนที่เริ่มออกมาจับจ่ายซื้อของ และเสียงของเหล่านักเรียนที่กำลังเดินทางไปยังสถาบันดังขึ้นเป็ระยะ แม้แต่แสงของดวงอาทิตย์ก็ยังทอดผ่านท้องฟ้าอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ราวกับกำลังประกาศว่า—
เช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
จนถึงตอนนี้ผมก็ยังคิดว่าการพรรณนาของตัวเองดีขึ้นจริง ๆ ถึงแม้ว่าความคิดนี้จะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสถานการณ์ตรงหน้าเลยก็ตามแต่การได้คิดอะไรแบบนี้ในตอนที่กำลังนั่งอยู่บนที่สูง ท่ามกลางสายลมยามเช้า...
มันก็ดูเท่ดีไม่ใช่หรือ? ผมนั่งอยู่บนหลังคาของที่พัก จากจุดนี้สามารถมองเห็นลูเมเรียได้กว้างกว่าที่คิดหลังคาของอาคารเรียงตัวทอดยาวออกไปสุดสายตา ถนนสายหลักเต็มไปด้วยผู้คน และไกลออกไปคือยอดหอคอยของสถาบันที่สูงเด่นขึ้นเหนืออาคารทั้งหมด
ลมยามเช้าพัดผ่านเส้นผมของผมอย่างช้า ๆ เสื้อผ้าขยับตามแรงลม แสงอาทิตย์ตกกระทบใบหน้าครึ่งหนึ่ง ถ้ามีใครเดินผ่านมาพอดีแล้วเงยหน้าขึ้นมาเห็นภาพนี้...
“อะไรกัน หมอนั่นทำไมไปนั่งอยู่ตรงนั้น?”
หรือ
“เขาเป็ใครกันแน่?”
ใช่...มันต้องเป็แบบนั้น สมบูรณ์แบบ นี่แหละคือฉากเปิดของเช้าวันใหม่ บนหลังคาของที่พักอาเรียนั้นช่างเหมาะสมกับการเกิดตัวในเช้าวันใหม่จริงๆ
“ท่านเรนค่ะรีบลงมาเถอะ รถม้ามารอแล้วค่ะ!”
“นั้นสินะมันถึงเวลาแล้วที่จะทำให้โลกได้จดจำ”
ด้านล่างนั้นมีลิเลียที่กำลังมองขึ้นและผู้คนที่สนใจ คำพูดของลิเลียแล้วหันขึ้นมามองด้วยความสงสัย
วิวจากตรงนี้ไม่แย่เลยจริงๆ และที่สำคัญกว่านั้นยังมีสายตาของคนอื่นกำลังมองขึ้นมาราวกับกำลังมองชายปริศนาผู้ที่รู้ความลับของโลก ผมะโจากหลังคาความสูงที่เทียบเท่ากับตึกสองชั้นลงมาที่พื้นอย่างง่ายดายพร้อมสีหน้าของผู้คนที่ใกับภาพตรงหน้า
ใช่แบบนี้เลยสายตาที่สงสัยแบบนี้ช่างเติมเต็มเช้าวันใหม่ให้ผมจริงๆมือสองขาที่ลูบผมไปด้านหลังเพื่อให้ทรงผมนั้นเข้าที่และเดินเข้ารถม้าไปอย่างงดงาม
เสียงของคนรอบๆข้างดังขึ้นไปตามถนนวันนี้เป็วันแห่งการทดสอบของสถาบันผู้คนต่างออกมากันมากมายมีทั้งรถม้าและผู้คนที่กำลังเดินมุ่งหน้าไป
รถม้าหยุดลงก่อนที่ประตูรถจะเปิดออกภาพตรงหน้าคือประตูหลักของสภาบัน มันใหญ่กว่าที่ผมจินตนาการเอาไว้มากถ้าให้เปรียบก็คงเอาตัวผมต่อกันสามคนครึ่งเลย กำแพงหินสีขาวทอดยาวออกไปทั้งสองด้านจนแทบมองไม่เห็นปลายสุด เหนือประตูเหล็กขนาดมหึมามีตราสัญลักษณ์ของสถาบันประดับอยู่ รูปวงแหวนเวทมนตร์และมีดาบสองเล่มปักทั้งสองด้านและหนังสืออยู่บนวงเวทย์ตรงกลาง
ด้านหน้าประตูเต็มไปด้วยผู้คน รถม้าหลายสิบคันจอดเรียงรายอยู่ริมถนน นักเรียนในชุดเครื่องแบบของสถาบันเดินผ่านไปมา บางคนมากับพ่อแม่ บางคนมากับพี่น้องหรือผู้ติดตาม และบางคนก็มาคนเดียวพร้อมกระเป๋าสัมภาระที่เต็มไปด้วยหนังสือ
(พวกนั้นไปหาเสื้อแบบนั้นมาใส่ได้ยังไงกัน แล้วชั้นถึงไม่มีบาง)
เสียงพูดคุยดังปะปนกันไปทั่วบริเวณ
“นั่นนักเรียนจากอาณาจักรทางเหนือหรือเปล่า? ทำไมถึงข้ามมาที่นี้เลยกันนะ”
“เห็นว่าเด็กจากตระกูลขุนนางก็มาเยอะเหมือนกันนะ”
“ปีนี้คนสมัครเยอะกว่าปีก่อนอีก”
“ถ้าไม่ผ่านการทดสอบรอบแรกก็ไม่มีสิทธิ์เข้าเรียนเลยไม่ใช่เหรอ?”
“ได้ยินว่าการทดสอบภาคเวทมนตร์ยากมากเลยนะ”
(ขอบคุณสำหรับคนบรรยายนะพวกคุณๆตัวประกอบ)
ผมก้าวลงจากรถม้าเต็มตัว ทันทีที่เท้าแตะพื้น เสียงสนทนารอบข้างบางส่วนก็ค่อย ๆ เงียบลงไม่ใช่เพราะผมทำอะไรแต่เพราะรถม้าคันที่ผมนั่งมามีตราประจำตระกูลติดอยู่ด้านข้าง สายตาหลายคู่เริ่มมองไปทางนั้นก่อนจะไล่จากตราบนรถม้า— จากนั้นก็เริ่มมีเสียงกระซิบดังขึ้น
“เดี๋ยวนะ...ตรานั่น...”
“อัลเดรเซีย?”
“จริงเหรอ?”
หูของผมจับเสียงเ่าั้ได้อย่างชัดเจน ลิเลียเองก็ดูเหมือนจะสังเกตเห็นเช่นกัน
“ท่านเรน...”
“...”
ผมยกมือขึ้นห้ามเธอเบา ๆ จากนั้นก็เดินต่อไปอย่างสง่างามเสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ
“นั่นมันตระกูลอัลเดรเซียไม่ใช่เหรอ?”
“งั้นเขาก็คือพี่ชายของเธอคนนั้น”
“คนที่ว่ากันว่าชอบทำร้ายคนไปทั่วน่ะเหรอ?”
“นิสัยโคตรแย่ด้วยไม่ใช่เหรอ?”
“แล้วเมดคนนั้นคงโดนมาเยอะแล้วแน่ ๆ...”
ลิเลียที่เดินอยู่ข้างหลังผมชะงักทันที สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอกำลังจะเปิดปากพูด แต่ผมกับจับมือของเธอแล้วดึงเดินไปต่อ
“ดูสินั้นไงว่าแล้ว…หมอนั้นนิสัยเป็อย่างที่ได้ยินจริงๆ”
“ท่านเรน แต่เื่นั้น—”
“ปล่อยไป”
“แบบนี้แหละ”
“คะ?”
ผมหันกลับไปมองประตูสถาบัน ผู้คนกำลังมองมาที่ผม บางคนด้วยความสงสัย บางคนด้วยความระแวง บางคนถึงขั้นมองด้วยสายตารังเกียจแต่สำหรับผมแล้ว—
นี่มันสมบูรณ์แบบ
(อดีตอันดำมืด) (ตระกูลที่มีชื่อเสียงในทางไม่ดี)
นี่มันของจะดีกว่าไปแล้วววขอบคุณนะ เรน อัลเดรเซีย ลิเลียเงียบไปส่วนผมเดินต่อเข้าไปท่ามกลางสายตาของผู้คนด้วยรอยยิ้ม
ถ้าทุกคนคิดว่าผมเป็คนเลวก็ไม่มีเหตุผลอะไรต้องแก้ความเข้าใจผิด เพราะบางที... มันอาจจะมีเื่แบบนั้น แบบนี้ โผล่มาก็ได้ ฮ่าๆๆ
ผมเดินไปต่อแถวตรงจุดรับสมัครอย่างสง่างามด้านหน้ามีโต๊ะยาวหลายตัวตั้งเรียงกัน เ้าหน้าที่ของสถาบันกำลังตรวจสอบเอกสารของผู้สมัครทีละคน ผมเหลือบมองแบบฟอร์มในมือมันสามารถเป็ฯตัวอักษรที่ใช้กันอย่างเป็ทางการผมเลยไม่มีปัญหาในการอ่านและเขียน
[ชื่อ เรน อัลเดรเซีย]
[ อายุ 16]
[ตระกูล อัลเดรเซีย]
[สังกัด] ผมหยุดเขียนทันที
“...”
ช่องนี้...ต้องเขียนอะไรเท่ ๆ สินะ ผมยกปลายปากกาขึ้นแตะคางพลางครุ่นคิดอย่างจริงจัง สังกัด... ถ้าเขียนว่า ไม่มี มันก็ดูธรรมดาเกินไป แต่ถ้าเขียนอะไรอย่าง—
“ผู้ไร้สังกัด” ก็ยังไม่เท่พอ “ผู้ก้าวอยู่ในเงามืด” ...อืม เท่ขึ้นมาแล้วแต่ดูเหมือนคนประหลาดไปหน่อย ผมกวาดสายตามองช่องถัดไป
ผู้ติดตาม นี่ก็สำคัญผมหันกลับไปมองลิเลียที่กำลังยืนรออยู่ด้านหลังเธอหันมามองหน้าผม
“มีอะไรหรือคะ?”
“ลิเลีย”
“คะ?”
“ช่องนี้เขียนว่าอะไรดี?”
ผมยื่นแบบฟอร์มให้เธอดู เธอล้มมองดูมันอยู่อย่่างตั้งใจั้แ่บรรทัตแรกจนถึงบรรทัตที่ผมชี้ให้ดู
“สังกัดหรือคะ?”
“อืม”
“ถ้าไม่มี ก็เขียนว่าไม่มีสิคะ”
“ไม่ได้”
“ทำไมคะ?”
“มันไม่เท่”
“...”
ลิเลียเงียบไปประมาณสองวินาที
“แล้วท่านอยากเขียนว่าอะไรคะ?”
“ฉันกำลังคิดอยู่”
สังกัดไม่มี... แต่จะว่าไปแล้ว— ผมรู้จักนักฆ่า รู้จักองค์หญิง และยังมีคนจากองค์กรลับอีกไม่สิยังไม่รู้นิหว่าอาเรียไม่ได้บอกอะไรเลย ถ้าตั้งองค์กรขึ้นมาเองสักแห่ง...
“...”
ดวงตาของผมเริ่มเป็ประกาย จริงด้วย ทำไมฉันถึงไม่เคยคิดมาก่อน? ถ้ามีองค์กรของตัวเอง เวลามีคนถามว่าฉันสังกัดอะไร ก็สามารถตอบได้อย่างสง่างามว่า
“นั้นคือองค์กรของฉันเอง”
“ลิเลีย”
“คะ?”
“เราหาเวลาตั้งองค์กรกันบ้างดีไหม?”
“...”
ลิเลียมองผมด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“ท่านเรนเพิ่งมาถึงเมืองได้สามวันเองนะคะ”
“แล้วมันมีปัญหาอะไร?”
“ท่านยังไม่มีแม้แต่ที่อยู่เป็ของตัวเองเลยค่ะ”
“แต่เรามีนักฆ่า”
“...”
“มีองค์หญิงด้วย”
“พวกเขาไม่ใช่สมาชิกองค์กรค่ะ”
“ตอนนี้ยังไม่ใช่”
“ท่านเรนคะ”
ผมยิ้มอย่างมีความสุข
“ตรงชื่อนี้เท่านั้นนน”
จากนั้นผมก็เลื่อนไปยังช่อง ผู้ติดตาม สายตาของผมจับจ้องอยู่ที่ช่องนั้น “ส่วนช่องนี้...” ผมเริ่มคิดอย่างจริงจังอีกครั้ง จะเขียนว่าอะไรดี? เมด? ธรรมดาเกินไป ผู้คุ้มกัน? ก็ดูดี แต่ไม่ลึกลับในหัวผมกำลังจิตนาการภาพที่ลิเลียเป็สุดยอดเมดที่แอบซ่อนอาวุธไว้ใต้ชุดเมด ไม่สิ เงาของผม? ...เท่ แต่ดูเหมือนจะยัดเยียดเกินไปหน่อย
ผมเหลือบมองลิเลียอีกครั้ง
“หรือจะเขียนว่า... “เงาของผม””
ลิเลียกะพริบตา
“ไม่ได้ค่ะ”
“ทำไม?”
“เพราะดิฉันเป็เมดค่ะ”
“งั้น...”
“ผู้ติดตามในความมืด”
“ไม่ได้ค่ะ”
“ผู้พิทักษ์ใต้แสงจันทร์”
“ไม่ได้ค่ะ”
“คนรักลับๆ”
“ไม่ได้ค่ะ!”
เสียงของลิเลียดังขึ้นทันทีจนคนที่ต่อแถวอยู่ข้างหน้าหันกลับมามองถ้าปกติแล้วคำสุดท้ายมันต้องตามนํ้าแบบ โอเค อะไรแบบนั้นไม่ใช้หรอ
“ทำไมล่ะ?”
“เพราะดิฉันไม่ใช่คนรักของท่านค่ะ!”
เธอตอบคำถามผมด้วยท่าที่ลุกลนอย่างเห็นได้ชัดเลย
“อ้อ...งั้นลองเป็ไหมล่ะ”
ผมพยักหน้าอย่างพอใจ เป็ยังไงล่ะปักธงเลยล่ะสิ ผมหลับตาเหมือนกำลังกำชัยชนะไว้ในมือ เทพแห่งการชงมุกผมค่อยๆลืมตาขึ้นมาสีหน้าของลิเลียนั้นว่างเปล่าเหมือนคนกำลังซ็อคกับคำพูดของผมเมื่อกี้ก่อนที่เธอจะขยับเล็กน้อย
“นี้คือวิธีจีบสาวของท่านหรอค่ะ ฉันจะเอาเื่นี้ไปแจ้งคุณนายค่ะ”
“อย่านะ ผมขอร้อง ถ้าทำแบบนั้นภาพลักษณ์ของความเป็ลูกผู้ชายสุดเท่ผมต้องพังทลายแน่”
จากนั้นจึงก้มลงมองแบบฟอร์มอีกครั้ง
“งั้นเขียนว่าเมดก็ได้”
“ั้แ่แรกก็จบแล้วค่ะ!”
“ไม่เปลี่ยนใจที่หลังแน่นะ”
ผมยิ้มออกมา ลิเลียรอบนี้หันหน้าหนีผม
“เห้อ ช่วยไม่ได้น๊าาา”
“เอาล่ะเสร็จแล้ว”
ผมเดินไปอีกจุดที่ส่งแบบฟอร์มนั้นแล้วยื่นให้เ้าหน้าที่ไปก่อนเดินหันหลังให้เ้าหน้าที่สาวคนนั้นด้วยท่าทางคิดว่าเท่ที่สุดและดูลึกลับพร้อมกับสะบัดผ้าคลุมด้วยเวทย์มนต์ลมที่แอบซ้อมมา
องศากำลังสมบูรณ์แบบ แรงลมที่พัดก็โอเค
(ดี...)
(สมบูรณ์แบบ)
ผมเดินต่อไปโดยไม่หันกลับไปมอง ทั้งที่จริง ๆ แล้วผมกำลังรอว่าใครสักคนจะพูดว่า
“เขาดูลึกลับจังงง”
หรือไม่ก็
“หมอนั่น...เป็ใครกันแน่? แต่ก็นะพวกที่นี้ก็รู้ว่าผมเป็ใครอยู่แล้วอ่ะนะ”
ผมเลยเดินต่อไปด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ลิเลียเดินตามหลังมาอย่างเงียบ ๆ เธอเหลือบมองผ้าคลุมของผม ก่อนเหมือนทำหน้าสงสัยอะไรบางอย่างแต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร
(“เวทมนตร์เมื่อครู่...เมื่อคืนฉันเห็นท่านเรนลองสะบัดผ้าคลุมอยู่หน้ากระจกตั้งหลายครั้งเลย”)
“ลิเลีย”
“ค่ะ”
เธอตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“ป่าวแค่เหมือนเธอมีอะไรอยากจะพูด”
“ก็ไม่นิค่ะ”
จากนั้นเราก็เดินมาถึงบริเวณที่ใช้รอการทดสอบภาคทฤษฎี ด้านหน้าของอาคารมีผู้สมัครจำนวนมากนั่งรออยู่ตามเก้าอี้ที่จัดเอาไว้เป็แถว บางคนกำลังอ่านหนังสือ บางคนกำลังทบทวนคาถา บางคนถึงกับหลับไปแล้วทั้งที่การสอบยังไม่เริ่ม ผมหาที่นั่งว่างก่อนจะนั่งลงและตบขาเรียกลิเลียเหมือนกำลังเชิญชวนให้มานั่งตักเพราะที่นั่งข้างๆโดนนั่งไปแล้ว
แต่ลิเลียทำสีหน้าเหมือนกำลังหมดอะไรตายอยากเธอเลือกเดินออกห่างผมไปและก่อนจะค่อยๆขยับกลับมาใกล้ๆผม ผมที่เป็สุภาพบุรุษก็คงต้องหาที่นั่งรอให้เธอช่วยไม่ได้ เด็กผู้ชายที่นั่งข้างๆผมกำลังนั่งดูตำราเวทย์อยู่ผมสกิดไหล่ของชายคนนั้นก่อนที่เขาจะละสายตามาจากตำรานั้นและมองมาที่ผม จากสีหน้าที่จริงจังจากการอ่านตำรากลับกายเป็ความใเหมือนกำลังเจอผีอะไรแบบนั้น
“ร…ระ เรน อัลเดรเซีย”
“ใช่ชั้นเอง?!”
“ขอโทษครับๆอย่ากระทืบผมเลยนะครับบบ ช่วยด้วยยยย!”
ชายคนนั้นลุกจากที่นั่งก่อนจะคว้าตำราของเขาแล้ววิ่งหนีสุดชีวิตจนหายไปจากสายตาของผม
“ท่านเรน ไปขู่อะไรเขากันค่ะ”
“ว่านะยังไม่ได้ทำอะไรเลย ว่าจะขอที่นั่งให้เธอซักหน่อย พอเห็นหน้าชั้นหมอนั้นก็.. แต่ก็ช่างเถอะมาสิมีที่นั่งว่างแล้วนะ”
“ท่านนี้จริงๆเลยนะค่ะ”
ลิเลียค่อยๆเดินมานั่งข้างๆผมก่อนที่ผมจะยังคงมองไปรอบๆ เพื่อ สำรวจ! ไม่มีใครยืนท่าเท่ๆเลย ไม่มีใครจกกระเป๋ากางเกงเลยด้วย ไม่มีเหตุการณ์ใครมาท้าสู้กันอีก
ลิเลียที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอไม่ได้เข้าสอบ แต่เนื่องจากเธอเป็ผู้ติดตามของผม เธอจึงสามารถรออยู่ในพื้นที่เพื่อรอในฐานะผู้ติดตามได้
“ผู้สมัครหมายเลข 463 “เรน อัลเดรเซีย!”
“ถึงคิวฉันแล้วสินะ”
“รอฉันอยู่ตรงนี้นะ”
“ค่ะ”
“ถ้าเกิดมีใครมาหาเื่...”
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ!”
ผมเดินเข้าไปในอาคารสอบ ห้องสอบกว้างกว่าที่คิด โต๊ะถูกจัดเรียงเป็ระเบียบ ผู้สมัครแต่ละคนมีระยะห่างจากกันพอสมควร ด้านหน้าห้องมีอาจารย์คุมสอบยืนอยู่ กระดาษข้อสอบถูกวางลงบนโต๊ะทีละชุด
“เมื่อได้รับสัญญาณจึงสามารถเปิดข้อสอบได้”
*เริ่มทำได้*
ผมเปิดข้อสอบ
“...”
ผมกวาดตามองโจทย์ั้แ่ข้อแรกไปจนถึงข้อสุดท้าย ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ผมก็วางกระดาษลงไม่ใช่อ่านไม่ออกหรือไม่เข้าใจในเนื้อหาของข้อสอบแต่มันตรงกันข้ามเลย (ง่าย) ง่ายเกินไปด้วยซ้ำ เวทมนตร์พื้นฐาน อาณาเขต เขตแดนดันเจียน ทั้งหมดเป็สิ่งที่ผมสามารถตอบได้โดยแทบไม่ต้องคิด ถ้าผมทำเต็มก็คงไม่ใช่เื่ยาก แต่แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
(เดี๋ยวนะ...)
(ถ้าฉันทำเต็มทุกข้อ มันก็ธรรมดาเกินไป)
ผมเริ่มจินตนาการภาพขึ้นมา คะแนนเต็ม ทุกคนหันมามอง
“หมอนั่นเก่งมาก!”
“ต้องเป็อัจฉริยะจากตระกูลอัลเดรเซียแน่!”
ซึ่งนั้นมันเท่ากับ น่าเบื่อ ผมส่ายหน้าไม่ใช่แบบนั้น แต่ถ้า คะแนนต่ำจนเกือบไม่ผ่าน คนทั่วไปจะคิดว่าอะไร?
“ก็แค่คนธรรมดา โชคดีที่ผ่าน ลูกชายอัลเดรเซียก็ไม่ได้เก่งอย่างที่คิดนี่”
แล้วถ้ามีใครสักคนที่มองออกว่า คะแนนนั้นถูกควบคุมอย่างแม่นยำ นั่นต่างหาก เท่
(ใช่...)
(เอาแบบนั้นแหละ)
ผมยกมือขึ้น อาจารย์คุมสอบที่อยู่ด้านหน้าหันมามอง
“มีอะไรหรอ?”
“ผู้คุมสอบครับ”
“ว่า?”
“คะแนนขั้นต่ำที่ผ่านการทดสอบภาคทฤษฎีคือเท่าไรครับ?”
ทั้งห้องเงียบไปชั่วขณะ อาจารย์ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“หากหมายถึงเกณฑ์ผ่าน...หกสิบคะแนนจากหนึ่งร้อย”
“ขอบคุณครับ”
ผมพยักหน้า จากนั้นก้มลงมองกระดาษอีกครั้ง ไล่ตามคำถามพวกนั้นอย่างรวดเร็วและเพื่อความเท่ที่ผมคิดเอาไว้เลยไล่ตอบให้ถูกและผิดสลับกันไปมาโดยไม่ขาดไม่เกิน
หกสิบคะแนนพอดี
(สมบูรณ์แบบ)
ผู้สมัครคนอื่นกำลังตั้งใจทำข้อสอบ บางคนถึงกับเหงื่อออกเพราะโจทย์ยาก ดีแล้ว แบบนี้แหละ ผมลุกขึ้น ส่งกระดาษคำตอบให้กรรมการ แล้วเดินออกจากห้องด้วยสีหน้าสงบนิ่ง โดยไม่ต้องรับรู้อะไรจากภาพด้านหลังเลยเพราะผมสามารถเดาได้อยู่แล้ว คนที่ทำเสร็จคนแรกด้วยความเร็วแบบนั้น คงต้องกำลังโดนดูถูกอยู่แน่ๆ
“ลิเลียเราไปทดสอบด้านความสามารถกันต่อเถอะ”
“ค่ะ”
ไม่นานหลังจากที่ผมกำลังทดสอบด้านความสามารถด้านเวทย์มนต์และความเข้ากันอยู่นั้นผลคะแนนเบื้องต้นถูกตรวจด้วยเวทมนตร์ตรวจคำตอบอย่างรวดเร็วจากภาคทฤษฎีเหล่าอาจารย์ผู้ตรวจเหลือบมองกระดาษของผมเขานิ่งไปจากนั้นก้มลงมองอีกครั้ง 60/100 พอดี ไม่ขาดแม้แต่คะแนนเดียวและความผิดปกติที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือแต่ละข้อที่ถูกและผิดสลับกันไปอย่างมีระบบราวกับเหมือนกำลังเล่นสนุกกับข้อสอบนี้
“บังเอิญงั้นเหรอ...?”
เขาหยิบเอกสารข้อมูลผู้สมัครขึ้นมา เรน อัลเดรเซีย ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะมองกลับไปยังแผ่นกระดาษอีกครั้ง
“พี่ชายของเด็กคนนั้นสินะ”
“...น่าสนใจ”
เสียงเชียร์รอบสนามค่อย ๆ พื้นที่ตรงหน้ากว้างกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก พื้นสนามถูกสร้างจากหินสีเทาขนาดใหญ่ แต่ละแผ่นมีวงเวทเล็ก ๆ ฝังอยู่ตามจุดต่าง ๆ เพื่อซ่อมแซมความเสียหายจากการต่อสู้ กำแพงรอบสนามสูงขึ้นไปหลายเมตร และมีม่านพลังโปร่งใสกางอยู่เหนือพื้นที่ต่อสู้ รอบสนามมีที่นั่งสำหรับผู้ชม เหล่าอาจารย์กำลังยืนอยู่ตามจุดควบคุม ขณะที่นักเรียนของสถาบันจำนวนมากกำลังมองลงมาจากอัฒจันทร์
ที่นี่มีทั้งเสียงะโ เสียงเชียร์ และเสียงพูดคุยดังไปทั่ว ผมมองไปรอบ ๆ ด้วยความสนใจ
(โอ้...)
(แบบนี้ค่อยเหมือนการสอบเข้าโรงเรียนเวทมนตร์หน่อย)
ผมยืนอยู่บนสนามนั้นจากประตูทิศเหนือ
“ประตูฝั่งเหนือผู้เข้าทดสอบ เรน อัลเดรเซีย สังกัดอีเทอร์นัลซีโร่”
“ว่าแล้วววว สังกัดแบบนี้แล้วพูดเรียกมันรู้สึกดีเป็บ้าาาาา”
“อีเทอร์นัลซีโร่? ไม่เคยได้ยินเลย”
เสียงพูดคุยรอบสนามเงียบลงเล็กน้อย
(อัลเดรเซียอีกแล้วสินะ)
ดูเหมือนชื่อสกุลของผมจะเป็ที่รู้จักพอสมควร ผมเริ่มยิ้มออกมาราวกับกำลังรอสิ่งเหล่านี้อยู่ เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากอีกฝั่งของสนาม ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาสวมชุดเครื่องแบบของสถาบัน แต่บริเวณแขนมีตราพิเศษสำหรับนักเรียนชั้นปีสุดท้ายประดับอยู่ ผมสีดำเข้มถูกตัดสั้นอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมและสายตาจริงจัง ในมือของเขาถือดาบฝึกซ้อมเล่มหนึ่ง เสียงพูดคุยรอบสนามเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง
“ผู้คุมสอบคนนั้น...”
“ปีสุดท้ายใช่ไหม?”
“ใช่ นักเรียนระดับหัวกะทิของปีสุดท้ายเลย”
“ทำไมถึงให้เขามาเป็คู่ต่อสู้ล่ะ?”
ผมมองชายคนนั้น ผมมองชายคนนั้น ระยะห่างประมาณสิบเมตร สายตาของเขาจ้องมาที่ผมราวกับกำลังมองศัตรูที่เกลียดชังมานานหลายปี ตามมาด้วยเสียงเชียร์ที่เริ่มดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเสียงะโเรียกชื่อของเขา
“อัลเบโด้ อัลเบโด้ อัลเบโด้ ”
(อะไรของหมอนี่?)
(ฉันเคยไปทำอะไรเขาตอนไหน?)
ชายหนุ่มกำดาบแน่นขึ้น
“เรน อัลเดรเซีย ในที่สุดก็ได้เจอกัน... ชั้นว่าแล้วยังไงแกก็ต้องมาหาเธอแน่ๆ”
เขาพูดเสียงต่ำส่วนผมกะพริบตา
“ครับ?”
“ไม่ต้องทำเป็ไม่รู้เื่”
“...?”
“สำหรับสิ่งที่นายทำกับเธอ...”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ
“ชั้นจะจัดการแกแทนเธอเอง”
ผมนิ่งไป
(เธอ?)
(ใคร?)
ก่อนที่ดวงตาของผมจะค่อย ๆ เป็ประกาย
(เดี๋ยวนะ...)
(นี่มัน...)
ผมมองชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง
(อีเวนต์สินะ)
มุมปากของผมยกขึ้นเล็กน้อย ในที่สุด! หลังจากั้แ่เข้ามาในเมืองแล้วก็ไม่ได้เจอเื่ประหลาดอะไรเลย นี่แหละคือสิ่งที่ผมกำลังรอคอย
ตัวละครที่มีความแค้นตัวเอกผู้มีความแค้นกับชายหนุ่มที่ชื่อเสียงแย่สุดๆ ความเข้าใจผิดจากอดีต การท้าประลองในสนามสอบ ทุกอย่างมันครบเกินไปแล้ว!
ผมแทบจะได้ยินเสียงดนตรีประกอบฉากต่อสู้ดังขึ้นในหัว
บ้าจริงทำไมชั้นถึงไม่เอากล่องแผ่นเสียงนั้นมาด้วยกันนะตัวร้ายที่ประเชิญหน้าอดีตของตัวเอกกก แล้วสุดท้ายก็ต้องโดนตัวเอกจัดการอย่างเท่ ๆ ผมหรี่ตาลง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แต่เดี๋ยวนะ... ฉันไม่อยากโดนจัดการด้วยสิผมมองดาบในมือของอีกฝ่าย จากนั้นมองกำแพงรอบสนามแล้วมองอัฒจันทร์ที่เต็มไปด้วยผู้คน ฉากนี้มันควรเป็ของผม ผมยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ ขอโทษนะคุณตัวเอก... แต่ฉากนี้ผมขอเล่นเองแล้วกัน
“เริ่มการทดสอบได้!”
ฟึ่บ!
ทันทีที่เสียงประกาศดังขึ้น ชายหนุ่มตรงหน้าก็พุ่งเข้ามา ความเร็วของเขาไม่ธรรมดา ดาบฝึกซ้อมถูกฟาดลงมาตรงหน้าอย่างรุนแรงผมยกมือขึ้นรับไว้ แรงกระแทกทำให้พื้นใต้เท้าผมยุบเล็กน้อย เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบสนาม แต่ผมกลับยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสบาย ๆ
“...”
ชายหนุ่มเบิกตาเล็กน้อยส่วนผมกำลังคิดเื่อื่นอยู่ แรงใช้ได้เลย แต่ถ้าระดับนี้...ยังไม่เท่าหมูต่างโลกที่ผมเคยเจอเลยผมเหลือบมองดาบในมือเขา ดูท่าอีเว้นต์นี้คงสนุกแล้วสินะ