แผ่นดินต้าซ่งรัชศกเทียนเชิ่งปีที่สิบ ราชวงศ์ซ่งปกครองแผ่นดินจงหยวนมาได้เกือบเจ็ดสิบปีแล้ว ฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบันถือเป็ฮ่องเต้พระองค์ที่สี่แห่งต้าซ่ง ทรงพระนามว่าฮ่องเต้ซ่งเหรินจง แผ่นดินต้าซ่งในรัชกาลนี้สงบร่มเย็น ความสัมพันธ์กับชนชาติเหลียวดำเนินไปได้ด้วยดี ในทุกปีทั้งสองดินแดนแลกเปลี่ยนขบวนราชทูตเยี่ยมเยือนกันฉันมิตร แม้ว่าต้าซ่งจะยังต้องส่งบรรณาการเป็จำนวนมากไปยังแผ่นดินเหลียว แต่นั่นก็ช่วยให้ทั้งสองแคว้นไม่ต้องก่อาต่อกัน
เมืองถงซือเป็เมืองเล็ก ๆ อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงเปี้ยนจิง (ภายหลังเรียกว่าไคเฟิง) ของราชวงศ์ซ่งหลายพันหลี่ ที่อยู่รายรอบเมืองถงซือยังมีหมู่บ้านชนบทห่างไกลอยู่อีกหลายสิบหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านมีคนมากบ้างน้อยบ้าง แต่มักไม่มากไปกว่าหนึ่งร้อยถึงสองร้อยคน คนทั้งเมืองถงซือรวมกันแล้วมีไม่ถึงห้าพันคน คนน้อยเสียจนนกยังไม่อยากจะบินผ่าน
หมู่บ้านหยางจิ้งเป็หนึ่งในหมู่บ้านที่อยู่โดยรอบนอกของเมืองถงซือ หากเดินเท้าเข้าเมืองใช้เวลาร่วมครึ่งวัน หนทางลำบากต้องบุกป่า ขึ้นเขาลงเนิน ซ้ำร้ายอาจประสบเจอกับสัตว์ป่าดุร้าย หากชะตาขาดอาจโดนปล้นชิง หมู่บ้านหยางจิ้งมีคนแซ่หยางอยู่เป็ส่วนมาก แต่ก็มีคนแซ่อื่นอยู่ด้วยไม่น้อย ทั้งหมู่บ้านมีอยู่ราวสามสิบกว่าหลังคาเรือน มีอาชีพทำนาเป็ส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางบ้านที่มีอาชีพอย่างอื่น
บริเวณเกือบจะท้ายหมู่บ้านมีบ้านตั้งอยู่โดดเดี่ยว หลัวหวินเจ๋อแต่งเข้าบ้านภรรยาแซ่หยางนามซิ่วอิ่ง โยกย้ายเข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านหยางจิ้งได้เพียงปีกว่า ตัวหลัวหวินเจ๋อนิสัยสัตย์ซื่อ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น บ้านหลัวมีที่นาเพียงสี่มู่ เพียงพอให้เพาะปลูกกินใช้ในครอบครัว ภรรยาของหลัวหวินเจ๋อแซ่หยางชาวบ้านมักเรียกหาว่า หลัวซื่อ (ภรรยาของคนแซ่หลัว) นางทอผ้าให้สามีเอาออกไปขายที่ในเมืองเป็รายได้หลักของครอบครัว
ทั้งสองสามีภรรยาแต่งงานอยู่ในหมู่บ้านหยางจิ้งมาได้ปีกว่า ตอนนี้ที่บ้านหลัวดูวุ่นวาย มีสตรีวัยกลางคนเดินเข้าออกอยู่หลายคน ตัวหลัวหวินเจ๋อเองเดินวนเวียนไปมาอยู่หน้าห้องนอน ที่ตอนนี้ปิดประตูเอาไว้ ได้ยินเพียงเสียงสตรีร้องโอดครวญอยู่ด้านใน
“หลัวซื่อ อดทนอีกหน่อย ออกแรงอีกนิดเดียว” เสียงสตรีสูงวัยกล่าวอยู่ด้านใน ยิ่งฟังหลัวหวินเจ๋อก็ยิ่งร้อนใจ ทั้งยังหงุดหงิดตนเองนักที่ช่วยเหลือสิ่งใดมิได้
“ออกมาแล้ว คลอดออกมาแล้ว เด็กผู้ชาย หลัวซื่อ เ้าได้ลูกชาย”
หลัวหวินเจ๋อได้ยินคำว่าลูกชาย อารามดีใจผลักประตูที่ปิดอยู่เข้าไปด้านใน มองเห็นภรรยานอนอยู่บนเตียงท่าทางอ่อนล้า แต่ใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้ม ลูกคนแรกเป็ชายไม่ว่าบ้านไหนก็ต้องยินดีทั้งนั้น สตรีหลายคนในหมู่บ้านที่มาช่วยเหลือทำคลอดให้ กำลังอุ้มเด็กชายที่เพิ่งถือกำเนิดล้างตัวในน้ำอุ่นที่เตรียมไว้
“แปลกนัก เด็กคนนี้เหตุใดไม่ร้องสักคำ”
สตรีที่อุ้มเด็กน้อยกล่าวด้วยความสงสัย หลัวหวินเจ๋อนั่งลงข้างภรรยา กล่าวถามด้วยความห่วงใย
“เ้าพักผ่อนเถอะ ป้าสามต้มน้ำแกงเอาไว้ เ้านอนสักพัก ข้าไปยกน้ำแกงมาให้”
“ท่านพี่ ข้าอยากดูหน้าลูกของเรา”
หลัวหวินเจ๋อกุมมือภรรยา ยิ้มรับจากนั้นจึงลุกมาอีกด้านหนึ่ง ได้ยินเสียงป้าสามกำลังกล่าวถึงบุตรชาย หลัวหวินเจ๋อเกิดความสงสัยเช่นกัน เด็กเมื่อแรกเกิดเหตุใดจึงไม่มีเสียงร้องสักคำ ใจของหลัวหวินเจ๋อหวาดกลัวว่าบุตรชายจะมีสิ่งใดผิดปกติ
“ส่งมาให้ข้า ขอข้าดูหน้าลูกชายให้เต็มตา”
ป้าสามล้างตัวให้ทารกจนสะอาด ห่อไว้ด้วยผ้าบาง ส่งให้เด็กน้อยที่เพิ่งเกิดให้กับหลัวหวินเจ๋อ หลัวหวินเจ๋อรับบุตรชายที่เพิ่งเกิดมาไว้กับตัว พลันน้ำตาแห่งความปีติก็ไหลพราก เด็กน้อยนอนหลับตาพริ้ม ผิวแดงอมชมพู ขนตายาวงอน โตขึ้นคงต้องทำให้สตรีมากมายต้องหวั่นไหวเป็แน่ สมกับเป็ลูกชายของข้า
“ซิ่วอิ่ง ดูลูกชายของเ้าสิ ดวงตาได้เ้ามาไม่ผิดเพี้ยน”
หยางซิ่วอิ่งพยุงตัวลุกขึ้นดูหน้าบุตร ความเ็ปเหนื่อยล้ากว่าค่อนวันหายเป็ปลิดทิ้ง หลัวหวินเจ๋อวางทารกน้อยที่ยังหลับไว้ข้างภรรยา
“ท่านพี่ ท่านตั้งชื่อให้ลูกของเรา”
“หงชิ่วไฉ ตั้งชื่อให้ลูกเราว่า เซียน เรียกหลัวเซียน”
“หลัวเซียน โตไปเ้าต้องเป็คนดีมีเมตตาสมกับชื่อหลัวเซียน” หยางซิ่วอิ่งทวนชื่อของบุตรชาย มองหน้าทารกน้อยที่ยิ่งมองก็ยิ่งหลงรัก
“ซิ่วอิ่ง เ้าพักผ่อนให้สบาย ข้าจะออกไปดูท่านป้า ท่านน้าที่มาช่วยเ้าวันนี้ก่อน”
หลัวหวินเจ๋อออกมาที่ด้านนอก มอบของกินผ้าแพรที่เตรียมเอาไว้ พร้อมกับมอบเงินให้ผู้ที่มาช่วยทำคลอด ผู้ที่มาช่วยล้วนเป็สตรีมีครอบครัวในหมู่บ้านเดียวกัน ปากแม้ปฏิเสธแข็งขัน แต่เมื่อหลัวหวินเจ๋อยืนยันต่างก็รับสินน้ำใจไปด้วยความยินดี
“เสี่ยวหลัว น้ำแกงที่ต้มไว้ ข้ายกลงจากเตาแล้ว เ้าเอาไปให้ภรรยาเ้าดื่ม อีกอย่างบุตรชายเ้าตอนเกิดไม่ส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียว หากหลายวันจากนี้ยังไม่ส่งเสียง ให้เรียกท่านหมอในเมืองมาตรวจดู”
“ขอบคุณ ป้าสาม ข้าจะจำเอาไว้”
หลัวหวินเจ๋อมัวแต่ดีใจที่ได้บุตรชาย ตอนนี้เพิ่งนึกขึ้นได้เช่นกัน ั้แ่คลอดจนถึงป่านนี้ ตนเองก็ยังไม่ได้ยินเสียงร้องของบุตรชายเช่นกัน หลัวหวินเจ๋อหลังจากส่งแขกแล้ว เดินกลับเข้ายังในบ้านด้วยสีหน้าที่ไม่สบายใจ ด้านในห้องนอน ภรรยากำลังหลับ ส่วนลูกชายตัวน้อยก็กำลังหลับตาห่อตัวอยู่ในผ้าจนมองเห็นแค่เพียงใบหน้า
หลัวหวินเจ๋อนั่งลงที่ข้างเตียงนอน ในใจยังคงเป็กังวลคำพูดของป้าสามที่มาช่วยทำคลอด พอมองใบหน้าบุตรชาย คิ้วเข้ม ปากบาง จมูกโด่ง ผมดกดำ หากพูดไม่ได้คงน่าเสียดายนัก ภรรยาของตนเองยังคงหลับอยู่ หลัวหวินเจ๋ออุ้มบุตรบุตรชายขึ้นมาแนบอก ถอนทอดหายใจ
“อาเซียน ป้าสามบอกว่าเ้าเกิดมาไม่ยอมร้องสักคำ ส่งเสียงให้ข้าได้ยินได้หรือไม่”
น่าประหลาดนัก หลังคำพูดของหลัวหวินเจ๋อ ทารกที่หลับตาอยู่ก็ลืมตากลมโตั์ตาสีดำขลับดูลึกล้ำราวกับมิใช่เด็กที่เพิ่งจะเกิด เด็กน้อยอ้าปากบางส่งเสียง อ้อแอ้ให้หลัวหวินเจ๋อได้ยินเต็มสองหู
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เ้าส่งเสียงแล้ว เ้าไม่ได้เป็ใบ้ ลูกชายของข้าจะเป็ใบ้ได้อย่างไร อาเซียน อาเซียน”
“ข้าส่งเสียงแล้ว เ้าพอใจแล้วสินะ ปล่อยข้านอนได้แล้ว ข้าง่วงจะตายอยู่แล้ว” เด็กน้อยยังส่งเสียงที่ฟังไม่ได้ศัพท์ออกมาอีกหลายคำ หลัวหวินเจ๋ออารามดีใจไหนเลยยอมปล่อยบุตรชายลง กลับอุ้มเดินไปมาอยู่ในห้องแคบอย่างดีใจ
ซุนไป่หานเป็ประมุขของพรรคห้าเซียน มีที่ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน เมื่ออายุเกือบร้อยปีก็ตายจากโลกนี้ไปด้วยความชรา ชื่อเสียงของพรรคห้าเซียนในยุคของซุนไป่หานนั้น เหนือล้ำกว่าตระกูลถังของเสฉวนที่มีชื่อเสียงด้านการใช้พิษเช่นกัน แต่ทั้งที่พรรคห้าเซียนและตระกูลถังต่างก็ใช้พิษ กลับเป็พรรคห้าเซียนของตนเองที่ถูกตราหน้าว่าเป็พรรคมารนอกรีต ชาวยุทธภพทั่วไปมักเรียกหาพรรคห้าเซียนว่าพรรคห้าพิษด้วยความหวาดกลัว
ซุนไป่หานเป็ประมุขพรรคต่อจากบิดาั้แ่ตนเองอายุได้สามสิบปี สิบปีให้หลังพรรคห้าเซียนก็ประลองชนะคนของตระกูลถัง จากนั้นชื่อเสียงของพรรคห้าเซียนก็เป็ที่กล่าวขานไปทั่ว แต่ชื่อเสียงที่ได้มาก็ต้องแลกไปด้วยการต่อสู้ที่ไม่รู้จักจบสิ้น ระยะเวลาสี่สิบกว่าปี แม้ซุนไป่หานจะไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับเื่ในยุทธภพมากนัก แต่ไม่อาจยอมให้ผู้ใดมาหาเื่กับคนของตนเองได้
สุดท้ายก็ดังคำกล่าวที่ว่า คนในยุทธภพไม่อาจเป็ตัวของตัวเอง แม้จะไม่ถึงพันคนแต่อย่างน้อย คนในสำนักที่อ้างว่าอยู่ในฝ่ายธรรมะ หลายร้อยคนต้องตกตายในเงื้อมมือของซุนไป่หาน ซุนไป่หานนับว่าโชคดีนักที่อยู่รอดมาได้จนเสียชีวิตในวัยชรา เมื่อตายไปแล้วถึงได้รู้ว่า เมืองบาดาลนั้นมีอยู่จริง ไม่ว่าเก่งกล้ามาจากไหนเมื่อตายไปแล้วต่างก็ต้องไปยังเมืองบาดาลกันทั้งสิ้น ต้องพบกับเหยียนหลัวอ๋อง (阎罗王 – พญายม ในคติความเชื่อของจีน) เพื่อตัดสินความผิดด้วยกันทั้งนั้น
ซุนไป่หานยังเห็นประมุขของสำนักฝ่ายธรรมะหลายคน ที่ยามมีชีวิตอยู่ต่างอวดอ้างว่าเป็ผู้มีคุณธรรม แต่พอตายไปแล้วกลับต้องลงมาในที่เดียวกันกับตนเอง ซุนไป่หานจำไม่ค่อยได้ว่าตนเองถูกตัดสินเช่นไร แต่เมื่อยามข้ามสะพานไม่หวนกลับ ยายแก่เมิ่งที่เฝ้าด้านหน้าสะพาน ยัดเยียดน้ำแกงให้ทุกคนที่เดินผ่าน แต่ว่าตนเองอมน้ำแกงเอาไว้ พอข้ามมาถึงฝั่งก็บ้วนทิ้งไป
หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย สิ่งที่จำได้เป็เพียงความรู้สึกเหมือนกับกำลังลอยอยู่ในสายน้ำที่อบอุ่น อบอุ่นจนไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาแม้แต่น้อย แต่กลับถูกคนพยายามลากตนเองที่นอนหลับอยู่ออกมาทางหนทางที่คับแคบ เมื่อลืมตาขึ้นมาสิ่งแรกที่มองเห็นกลับเป็ยายแก่คนหนึ่ง ที่ยกขาตนเองกลับหัวใช้มือตีก้นตนเองราวกับโกรธแค้นกันมาก่อน
“อาเซียน คุยกับข้าอีกสักคำ”
“ใครชื่ออาเซียนกัน แล้วเ้านะเมื่อไรจะปล่อยข้าเสียที”
หลัวหวินเจ๋อหยอกล้อกับบุตรชายแรกคลอด เด็กน้อยนี้จ้องมองตนเองไม่กะพริบตา ทั้งยังส่งเสียงอ้อแอ้ คล้ายกำลังสนทนาตอบรับกับตนเองอยู่
“ไหนใครกันบอกว่าลูกชายข้าเป็ใบ้ ลูกชายข้ารู้ความขนาดนี้ โตมาต้องฉลาดเฉลียวแน่นอน อาเซียนพอเ้าโตแล้ว ข้าจะพาไปฝากตัวกับท่านหงสือเมิ่ง บัณฑิตชิ่วไฉของหมู่บ้านเรา”
หยางซิ่วอิ่งตื่นขึ้นมาอีกคราเพราะว่าเสียงหยอกล้อของสามีกับบุตรชาย
“ท่านพี่ อาเซียนเพิ่งเกิดได้วันเดียว ท่านวางลูกลงก่อน ข้าจะให้นม”
“ใช่ ใช่ ข้าลืมไป เ้าหิวหรือไม่ ข้าจะอุ่นน้ำแกงมาให้เ้าก่อน”
หลัวหวินเจ๋อส่งบุตรชายให้กับภรรยา ตนเองเดินหน้าแดงออกไปด้านนอก อ้างว่าจะไปอุ่นน้ำแกง แม้จะแต่งเข้าบ้านภรรยามาได้ปีกว่าเกือบสองปีแล้ว แต่หลัวหวินเจ๋อก็ยังไม่กล้ามองภรรยาเปลือยอกให้นมบุตรต่อหน้า
หยางซิ่วอิ่งอุ้มบุตรชายขึ้นมาแนบกับอก สายตาที่มองบุตรชายเปี่ยมไปด้วยความรักอย่างที่สุด
“อาเซียน ไหนเ้าคุยกับบิดาเ้าว่าอย่างไร บอกให้ข้าฟังดูบ้าง”
“อ่อ เ้าเด็กนั่นเป็บิดาข้า เช่นนั้นเ้าก็เป็มารดาข้าแล้ว” เสียงที่ออกมาฟังไม่เป็ภาษา แต่กลับทำให้หยางซิ่วอิ่งยินดี
“ดูเ้าสิ ตอบคำราวกับฟังรู้เื่ หิวแล้วหรือไม่”
“อะ อย่านะ เ้าจะทำอะไร สตรีดีงามเหตุใดจึงเปลือยอกต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้” ซุนไป่หานหันหน้าหนี
ซุนไป่หานที่เพิ่งเกิดได้แค่วันเดียว แม้จะพยายามหลบหลีกแต่ก็ไม่อาจทนทานต่อสัญชาตญาณของทารกแรกเกิดได้ ไม่นานซุนไป่หานก็ต้องยอมแพ้ ดื่มนมจากอกของมารดานอนหลับไปอย่างโดยดี
หลัวหวินเจ๋ออุ้มบุตรชายที่เพิ่งจะครบเดือนออกมานั่งรับลมที่ชานบ้าน มองดูภรรยาที่กำลังย้อมผ้าอยู่ที่ลานบ้าน
“อาเซียน อาเซียนดูมารดาเ้ากำลังย้อมผ้า”
“ข้าง่วงจะตายอยู่แล้ว พาข้ากลับไปนอน”
“โอ้ ดูสิ ไหนเ้าว่าอย่างไร อยากออกไปข้างนอก”
“ข้างนอกบ้านเ้าสิ ฟังไม่รู้เื่หรืออย่างไร ข้าจะนอน”
หลัวหวินเจ๋อหัวร่ออย่างอารมณ์ดี บุตรชายรู้ความยิ่ง ไม่ว่าตนเองกล่าวอะไร บุตรชายก็ตอบโต้กลับมาทุกคำ แม้จะแค่เพียงส่งเสียงอ้อแอ้ของทารก แต่ผู้เป็บิดามารดาพอฟังแล้วกลับเข้าใจว่าบุตรชายกำลังกล่าววาจา
ซุนไป่หานถูกเรียกด้วยชื่อหลัวเซียนมาจนครบหนึ่งเดือน จนยอมรับว่าตนเองในตอนนี้เรียกว่าหลัวเซียนแล้ว แม้ไม่อาจยอมรับแต่ตอนนี้ กระทั่งธุระด้านล่างยังจัดการด้วยตัวไม่ได้ น่าขายหน้านัก ถูกเ้าเด็กหน้าอ่อนที่เป็บิดาทั้งเช็ดทั้งล้างไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
หลัวเซียนน้อยขยับมือไม้พอได้บ้างแล้ว ใช้มือตีไปที่ใบหน้าของหลัวหวินเจ๋อเพื่อระบายอารมณ์โกรธ ยิ่งกลับทำให้บิดาคิดว่ากำลังถูกหยอกเย้า หลัวหวินเจ๋อก้มหน้าลงมาระดมฟัดพุงน้อย ๆ จนหลัวเซียนส่งเสียงหัวร่อเอิ้กอ้ากอย่างลืมตัว
“เ้าบ้านี่ บอกให้พอไงเล่า ทำจนข้าปวดท้องแล้ว หยุดเดี๋ยวนี้นะ ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่บอกกล่าว”
หลัวหวินเจ๋อทำจมูกฟุดฟิด
“เอ๋ อาเซียน เ้าราดรดข้าอีกแล้ว”
“สมน้ำหน้า ใครใช้ให้เ้าไม่ยอมหยุดกันเล่า”