สวรรค์นิรันดร์กาล

    กองกำลังกบฏ

            ทั้งกองเรือและกองทหารม้าจำนวนมากพุ่งตรงเข้ามายังเหมืองหลวงโดยที่ทหารในเมืองหลวงไม่ได้เข้าไปหยุดเลยแม้แต่น้อยนี่ทำให้ราชาจงเย่รู้ว่ามีทหารในเมืองหลวงส่วนหนึ่งทรยศเขาอยู่

            “บัดซบพวกเจ้าเป็นใครถึงกล้าท้าทายอำนาจของข้า”ราชาจงเย่คำราม

            สำหรับพวกฉางเฟิงราชาจงเย่รู้ว่าอีกฝ่ายมีกองหนุนอย่างจักรพรรดิสุราถึงได้อวดดีแต่กับกองกำลังที่บุกเข้ามานั้นกล้าดีอย่างไรถึงได้มาท้าทายเขา

            “พวกเจ้าออกมาให้หมดนำทหารไปหยุดพวกมันซะ”ราชาจงเย่คำราม

            “ตูม!!!!!!!!!”

            แรงกดดันระดับราชันจำนวนมากปรากฏออกมาจากวังหลวงราชาจงเย่นั้นปกครองอาณาจักรมานับ หลายสิบปีแน่นอนว่าย่อมมีกองกำลังที่แข็งแกร่งซ่อนอยู่กองกำลังนำเรือรบและทหารออกไปหยุดกลุ่มกบฏที่เข้ามาทันที

            “ราชาจงเย่วันนี้สายเลือดที่สกปรกของเจ้าจะต้องตาย” เสียงคำรามของชายวัยกลางคนดังขึ้น

            “หวั่นชางเป็นเจ้า เจ้ายังไม่ตาย” ราชาจงเย่คำรามด้วยความโกรธ

            หวั่นชางบิดาของพระสนมหวั่นเซียนในตอนที่ตระกูลหวั่นถูกทำลายด้วยคำสั่งของราชาจงเย่ หวั่นชางนั้นได้หลบหนีรอดโดยยันต์หลบหนีที่ได้รับมาจากซากโบราณแห่งหนึ่งจากนั้นก็หลบซ่อนตัวที่พื้นที่ห่างใกลพร้อมกับค่อยๆรวบรวมคนเพื่อรอเวลาในตอนนี้

            “ข้าจะตายได้อย่างไรหนี้แค้นที่เจ้าทำกับตระกูลหวั่นของข้าข้าย่อมต้องมาแก้แค้นอยู่แล้ว” หวั่นชางคำรามด้วยความโกรธ

            “ใช่แล้วพวกเราตระกูลหวั่นจงรักภักดีต่อสายเลือดจงเย่ของเจ้ามานับหลายร้อยปีแต่พวกเจ้ากลับไม่เห็นค่าและลงมือสังหารตระกูลข้าอย่างโหดเหี้ยมวันนี้ต่อให้ร่างต้องแหลกสลายข้าก็จะขอทำลายสายเลือดที่ชั่วร้ายนี้ทิ้ง” เสียงของหญิงสาวดังขึ้น

            “เซียนเอ๋อทำไม”ราชาจงเย่เผยสีหน้าตกใจ

            คนที่ปรากฏคือพระสนมหวั่นเซียนนั่นเองตอนนี้นางไม่ได้ปกปิดพลังอีกต่อไปนางเผยพลังระดับราชันขั้นสูงสุดออกมา

            “นางถึงกับเก็บซ่อนไว้นานขนาดนี้”ราชาจงเย่โกรธมากเพราะเขาไม่รู้เลยว่าหวั่นเซียนนั้นมีพลังระดับนี้แล้ว

            “อะไรกันหรือว่าข่าวลือเมื่อตอนนั้นจะเป็นเรื่องจริง”

            “เพื่อผู้หญิงคนหนึ่งราชาจงเย่ทำลายตระกูลหวั่นทิ้งโดยไม่สนความดีที่ตระกูลหวั่นเคยทำเพื่อราชวงศ์จงเย่เลย”

            “ดูท่าคงจะจริงแล้วละถ้างั้นก็สมควรแล้วราชวงศ์ที่โหดร้ายแบบนี้อยู่ไปก็ไม่เป็นผลดีต่อพวกเรา”

            “ใครจะรู้ว่าอีกหน่อยตระกูลต่อไปที่จะถูกทำลายก็คือพวกเรา”ผู้คนในเมืองหลวงพากันตั้งคำถามทันที

            ตระกูลใหญ่บางตระกูลลังเลสุดท้ายก็เข้าร่วมมือกับตระกูลหวั่นและกองทัพกบฏเพราะตลอดหลายปีมานี้พวกเขารู้ดีว่าราชาจงเย่โหดร้ายแค่ใหนไม่เพียงแค่นั้นเย่หลางเองก็โหดร้ายไม่แพ้กัน

            “จงเย่เจ้าจงเบิกตาของเจ้าดูซะ เห็นใหมหลายปีมานี้พวกเจ้าสองพ่อลูกทำเรื่องงามหน้าไปเท่าไหร่ตอนนี้ผู้คนเริ่มไม่เห็นด้วยกับการดำรวอยู่ของสายเลือดของเจ้าแล้ว”หวั่นชางคำราม

            “หุบปากข้าคือราชาของอาณาจักร ข้าจะทำอะไรมันก็เรื่องของข้ามดปลวกไม่มีสิทธิ์มาออกความเห็น”ราชาจงเย่คำราม

            “ไอ้บัดซบนี่ข้าทนมานานแล้วนะ”ร่างของฉางเฟิงระเบิดพลังสายฟ้าออกมาพร้อมกับเคลื่อนใหวด้วยความเร็วพริบตาก็ปรากฎอยู่ตรงหน้าของราชาจงเย่

            ราชาจงเย่ที่กำลังโกรธและจดต่ออยู่กับหวั่นชางก็ไม่ทันตั้งตัวหมัดของฉางเฟิงที่อัดแน่นไปด้วยปราณโกลาหลและสายฟ้าชกไปที่ใบหน้าของอีกฝ่ายทำให้ร่างของราชาจงเย่พุ่งลงปะทะสนามประลองและปรากฎฟันและโลหิตลอยออกมา

            “ผู้เป็นราชาข้อห้ามคืออย่างมองชีวิตของประชาชนเป็นมดปลวกหรือผักปลาอย่างเด็ดขาด”ฉางเฟิงคำราม

            “ตูม!!!!!!!!!!!!”

            คำกล่าวของฉางเฟิงเหมือนกับสายฟ้าฟาดเข้าสู่จิตใจของผู้คนในเมืองหลวงคำกล่าวนี้เรียกได้ว่าได้ปลุกสติให้ผู้คนได้ตื่นจากความหวาดกลัว

            “ใช่แล้วพวกเราเองก็เป็นมนุษย์และมีชีวิตเหมือนกันพวกเราไม่ใช่ของเล่นของพวกเจ้า”

            “บัดซบข้าทนมานานแล้วเย่หลางเจ้าสังหารบุตรสาวข้าจงเอาชีวิตสุนัขของเจ้ามา”เสียงโกรธแค้นจำนวนมากดังขึ้น

            “ฆ่ามันฆ่าพวกมันให้หมด” ราชาจงเย่แน่นอนว่าไม่เป็นอะไรได้ง่ายๆแต่ความอัปยศนี้เขาไม่สามารถรับได้อย่างแน่นอน

            “พวกเจ้าหนะจงรีบกลับที่ๆตนเองจากมาซะถ้ายังไม่อยากตายอยู่ที่นี่เพราะต่อไปนี้อำนาจของสี่นิกายใหญ่ หรือราชวงศ์จงโจวจะไม่สามารถใช้กับที่นี่ได้อีกแล้ว”หญิงสาวชุดแดงกล่าวแรงกดดันของนางนั้นแข็งแกร่งมากพอที่จะทำให้พวกโจวลู่หวาดกลัว

            “พวกเราไปกันเถอะ”จ้านเผิงกล่าว

            จ้านเผิงในตอนนี้ได้รับบาดเจ็บที่ดวงตาและไม่รู้จักรักษาหายหรือไม่ดังนั้นมันจึงไม่อยากจะอยู่อีกต่อไปแม้จะโกรธแค้นฉางเฟิงอย่างมากแต่ก็ไม่กล้าหาเรื่องอีกฝ่ายในตอนนี้เพราะอีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไป

            “แม่นางแล้วเจ้าจะต้องเสียใจที่ทำแบบนี้กับราชวงศ์จงโจว”โจวลู่ข่มขู่

            “ถ้าราชวงศ์ของเจ้ามีเซียนอยู่ข้าก็พอจะขบคิดอยู่บ้างแต่น่าเสียดายที่ไม่มี”หญิงสาวชุดแดงกล่าว

            “ไป!!!!!!!!”โจวลู่รู้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่สามารถหยุดได้แล้วมันคือความขัดแย้งภายในอาณาจักรไปแล้ว

            พวกโจวลู่รีบนำสมบัติบินได้ออกมาและพุ่งหลบหนีออกไปทันที“ฉางเฟิงความอัปยศในวันนี้ข้าจะต้องกลับมาเอาคืนแน่”เสียงของจ้านเผิงดังขึ้น

            “ถ้าเจ้ามีปัญญาละก็นะ”ฉางเฟิงเย้ยหยัน

            สำหรับอัจฉริยะของอาณาจักรจงโจวฉางเฟิงไม่เคยเห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตาเลยเพราะระดับพลังของฉางเฟิงมันห่างจากพวกเขาไปใกลแล้วมีเพียงระดับผู้อาวุโสเท่านั้นที่จะทำให้ฉางเฟิงอยากจะต่อสู้ด้วยได้

            “กล้าทำร้ายราชาต้องตาย”ชายร่างใหญ่สวมชุดเกาะสีทองพุ่งเข้าหาฉางเฟิงแรงกดดันระดับราชันขั้นที่9 ปะทุออกมา

            “เข้ามา!!!!!!!!!!!!”

            ฉางเฟิงไม่หวาดกลัวและพุ่งเข้าปะทะกับอีกฝ่ายทันทีฉางเฟิงอยากจะใช้โอกาสนี้ทำให้ราฐานของตนเองมั่นคงและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพราะการเพิ่มพลังด้วยเม็ดยามันก็มีความเสี่ยงมากเกินไปทำให้รากฐานไม่มั่นคงได้

            ดังนั้นฉางเฟิงจึงไม่ได้ปรุงยาต่อและตั้งมั่นที่จะเสริมสร้างรากฐานของตัวเองเสียก่อนและการต่อสู้คือวิธีที่ดีที่สุด

            การปะทะกันอย่างรุนแรงของกองทัพราชาจงเย่และกองทัพกบฏกินพื้นที่จำนวนมากผู้คนที่อ่อนแอได้หลบหนีไปนานแล้ว เรียกได้ว่าวังหลวงในตอนนี้ได้กลายเป็นสนามรบไปเสียแล้วพวกมู่หลานไม่ได้เข้าร่วมสงครามและพาพวกศิษย์ของตนหลบหนีไปมีเพียงเย่เฉียนที่ตอนนี้ได้ปรากฎอยู่บนเรืองของกองทัพกบฏแล้ว

            “พี่รองพี่หญิงใหญ่” เย่เฉียนมองไปยังชายหนุ่มและหญิงสาวที่งดงามตรงหน้า

            ใช่แล้วทั้งสองคือองค์หญิงและองค์ชายรองที่ถูกเย่หลางกดดันจนต้องหนีออกจากเมืองหลวงไปเมื่อหลายปีก่อน

             

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน