บทที่ 16 การเข้าเมืองครั้งที่สอง
จากแผนการของจ้าวผิง ครั้งนี้เขาจะพาอวิ๋นหม่านเข้าเมืองไปด้วย เพื่อให้อีกฝ่ายสั่งสมประสบการณ์
แต่กลายเป็ว่าก่อนรุ่งสาง เ้าเด็กคนนั้นหนีขึ้นูเาไปเสียแล้ว กระทั่งถึงเวลาออกเดินทางก็ยังไม่กลับมา
จ้าวผิงจึงทำได้เพียงพาหลี่หู่ไปด้วยกัน
หลี่โฉ่วเห็นว่าจ้าวผิงจะพาลูกชายเข้าเมืองไปด้วยกัน จึงก่อเกิดอีกหนึ่งความรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมา
เพราะการเข้าเมืองไม่เพียงไม่ต้องทำงาน แต่ยังช่วยเพิ่มพูนความรู้อีกด้วย
แม้ในหมู่บ้านจะมีผู้คนอาศัยอยู่เกือบสามพันคน แต่มีผู้คนมากกว่าครึ่งที่ไม่เคยเข้าเมืองมาก่อนในชีวิตนี้ด้วยซ้ำ
แต่ลูกชายของเขาได้เข้าเมือง
มารอดูว่าในอนาคตจะมีใครกล้าเรียกเขาว่าเ้าโง่อีกหรือไม่
ถ้ากลับมาเล่าเื่เกี่ยวกับอำเภอให้ฟัง ก็เกรงว่าคนเ่าั้ในหมู่บ้านจะเข้ามาห้อมล้อมไม่หยุด
ด้วยตัวยาสมุนไพรสามร้อยชั่ง กอปรกับหลี่หู่ที่มีน้ำหนักเกือบสองร้อยจิน ส่งผลให้เกวียนเทียมลานั้นต้องใช้กำลังมากและการเดินทางก็ช้าลงอีก
เมื่อไปถึงอำเภอก็เป็เวลาเที่ยงแล้ว
จ้าวผิงรับผิดชอบมื้ออาหารของสองพ่อลูกก่อน จากนั้นเขาก็ขอให้หลี่โฉ่วนำตัวยาสมุนไพรไปที่โรงหมอชำนาญการ
ซึ่งหลินหัวบังเอิญอยู่ที่นั่นพอดี
เมื่อเห็นจ้าวผิง ก็เหมือนได้ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ เขาเข้ามาจับมือต้อนรับพลางพาเดินเข้าไปในห้องด้านหลัง
จากนั้นเขาก็หยิบกระดาษข้อสอบที่จ้าวผิงตอบไว้ก่อนหน้านี้ออกมา
เขาชี้ไปยังตำแหน่งหนึ่งพลางถามว่า "ท่านจ้าว เหตุใดใบสั่งยาที่ท่านเขียนไว้จึงต้องบดยาด้วย? มีหลักการอย่างไรหรือ?"
“ยังมีตรงจุดนี้อีก เหตุใดถึงเอาแต่ราก เพราะเหง้ามีสรรพคุณทางยามากกว่าไม่ใช่หรือ?"
“...”
จ้าวผิงแสร้งทำเป็ไม่รู้คำตอบสามข้อนี้ ทั้งที่พวกมันทั้งหมดบรรจุอยู่ใน ‘ตำรายาเปิ๋นเฉ่ากังมู่’
นี่เล่นตลกหรือไร สิ่งเหล่านี้เป็สมบัติทางความรู้อันล้ำค่าของเขา จะบอกคนอื่นง่าย ๆ ได้หรือ
และจากภูมิหลังครอบครัวของอีแปะฮุ่ย ก็ใช่ว่าจ้าวผิงจะไม่สามารถมองเห็นสัจธรรมของโลกภายนอกได้
ซึ่งราชวงศ์ต้าเว่ยเป็ยุคสมัยที่วุ่นวายมาก ผู้คนกินคนโดยไม่คายกระดูก*[1] ด้วยซ้ำ
เขาจึงไม่กล้าบอกทุกสิ่งจนหมดเปลือก
หากในกรณีที่หลินหัวมีเจตนาร้าย เขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะตายในสภาพใด
หลินหัวยังเห็นว่าจ้าวผิงทำตัวเฉยเมยต่อตน จึงทำได้เพียงหยุดการสนทนาและเปลี่ยนไปถามว่า “ท่านจ้าว ข้าสงสัยว่าเหตุใดวันนี้ท่านมาที่โรงหมอหรือ?”
“หมอหลิน ข้ามาที่นี่เพื่อขายตัวยาสมุนไพร”
จ้าวผิงกล่าวเสริม "ครั้งล่าสุดที่ได้รับเอกสารทางการ ข้าก็กลับบ้านไปขุดหายาสมุนไพรทันที”
“ท่านมาชั่งน้ำหนัก ส่วนข้าก็จะรับเงินกลับบ้าน”
“ฮ่า ๆ ย่อมได้ ย่อมได้”
หลินหัวยกมือลูบเคราพลางหัวเราะร่า “ข้ายังกังวลอยู่เลยว่าห้องจ่ายยาจะไม่มียาพอใช้แล้ว”
ทว่าเมื่อเขาเห็นกระสอบตัวยาสมุนไพรกองอยู่บนเกวียนเทียมลา หลินหัวก็ใมากจนแทบจะล้มลงไปนั่งกับพื้น
“หมอหลิน ท่านเป็อันใด? โปรดระวังขั้นบันไดด้วย”
จ้าวผิงรีบเข้ามาช่วยประคอง
“ท่านจ้าว นี่ท่าน นี่ท่าน ท่านสามารถขุดหาตัวยาสมุนไพรได้มากขนาดนี้เชียวหรือ?"
หลินหัวมีท่าทางไม่เป็ธรรมชาติเอาเสียเลย
“มากหรือ?”
จ้าวผิงกล่าวว่า "รอบนี้ข้านำมาเพียงบางส่วน และยังมีที่บ้านอีกมากมาย"
“อีกทั้งสมาชิกในครอบครัวของข้ายังขุดหาอยู่ด้วย”
“ข้ารับรองได้เลยว่าจะมียาสมุนไพรส่งมาที่โรงหมอของพวกท่านเพียงพอแน่นอน”
“แต่นี่ นี่มัน...”
หลินหัวขมวดคิ้วมุ่น แต่เมื่อคำพูดนั้นมาถึงริมฝีปาก เขาก็ต้องกลืนมันลงท้อง
“หมอหลิน เราไม่ใช่คนอื่นคนไกล หากท่านมีปัญหาใดก็สามารถเอ่ยตามตรงได้ เพราะถ้าท่านไม่พูด ข้าก็ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นจริง ๆ"
จ้าวผิงเห็นความลำบากใจของหลินหัว จึงเกิดความร้อนใจขึ้นมา แต่ก็ยังเอ่ยอย่างสุขุม
“เฮ้อ!”
หลินหัวถอนหายใจราวกับว่าได้ตัดสินใจแล้ว "ท่านจ้าว ข้าสามารถรับซื้อได้เฉพาะตัวยาสมุนไพรชุดนี้เท่านั้น”
“ความหมายคือ?”
ในที่สุดจ้าวผิงก็เปลี่ยนท่าทีบ้างแล้ว
เนื่องจากเขาได้สอบถามถึงสถานการณ์ยาสมุนไพรในราชวงศ์ต้าเว่ยมาแล้ว
ซึ่งนอกจากตัวยาหายากและล้ำค่า สำหรับตัวยาสมุนไพรทั่วไป เช่น ไฉหู*[2] และ จินอิ๋นฮวา*[3] ก็มีจำหน่ายทั้งสองชนิด
มีขายั้แ่หนึ่งชั่งราคาห้าถึงแปดอีแปะ
ซึ่งเขาและอีแปะฮุ่ยขึ้นเขาเพื่อขุดหา และสามารถขุดได้วันละสองถึงสามร้อยชั่ง
หลังจากตากแห้งแล้วจะมีน้ำหนักเพียงสองร้อยชั่ง
เมื่อคำนวณจากราคาต่ำสุดคือห้าอีแปะต่อหนึ่งชั่ง นั่นก็เป็เงินสิบตำลึงแล้ว
แค่ห้าวันก็เพียงพอให้เขาใช้หนี้ได้แล้ว
แต่ผลลัพธ์คือหลินหัวบอกจะรับซื้อแค่ชุดนี้ ด้วยเหตุนี้ ก็เท่ากับเป็การตัดเส้นทางการหาเงินของเขา
เขาจึงเครียดจนหัวแทบะเิ
“ท่านจ้าว ความจริงท่านก็เห็นแล้วว่าในแต่ละวันมีคนมาพบหมอไม่มากนัก ทำให้ปริมาณยาที่ใช้ก็ไม่มากด้วย”
หลินหัวกัดฟันพูดว่า "บนเกวียนของท่านน่าจะหนักเกือบสามร้อยชั่ง ซึ่งเพียงพอให้ร้านยาของข้าใช้ได้นานครึ่งเดือนแล้ว”
“และที่ห้องจ่ายยาของข้ายังมีหมอฝึกหัดสำหรับขุดหายาโดยเฉพาะ พวกเขาสามารถนำตัวยากลับมาได้ทุกวัน เราจึงไม่ได้้ารับซื้อมากนัก”
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เอง”
จ้าวผิงเอ่ยด้วยท่าทางผิดหวัง “ตกลงตามนี้ อย่างไรก็ขายยาชุดนี้ก่อน แล้วหลังจากนั้นพวกข้าค่อยคิดวิธีหาเงินแบบอื่น"
“ท่านจ้าว เหตุใดไม่ลองสอบหมอดูล่ะ?"
หลินหัวจัดให้หมอฝึกหัดชั่งน้ำหนักตัวยา และเขายังคงสนทนากับจ้าวผิงต่อไป
หลินหัวไม่้าเป็ปรปักษ์กับชายหนุ่มที่มีพร์ด้านการรักษาเพราะการขายตัวยาที่ไม่ได้ดั่งหวัง ดังนั้นเขาจึงพยายามสร้างความประทับใจต่อจ้าวผิงอย่างเต็มที่
“ด้วยทักษะทางการรักษาของท่าน ข้าเชื่อว่าต่อให้ท่านไม่อาจเข้าทำงานในตำหนักหมอหลวงได้ ทว่าอย่างน้อยท่านก็สามารถอยู่ในเมืองของมณฑลได้”
“เปรียบดั่งก้าวเดียวถึง์*[4] และบรรพบุรุษจะได้รับเกียรติด้วยนะ”
“ข้าไม่สนใจจะสอบหมอหรอก”
จ้าวผิงโบกมือปฏิเสธ
เมื่อชาติก่อนเขาได้เป็แพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลอยู่่หนึ่ง และในทุก ๆ วันต้องเผชิญกับผู้ป่วยทุกประเภท ยังมีครอบครัวของผู้ป่วยซึ่งทำให้เขาลำบากใจมาก
และหากมีการผ่าตัดฉุกเฉินเข้ามา ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนหรือกำลังทำอะไรอยู่ อย่างไรเขาก็จะต้องเดินทางมาให้ได้
นั่นทำให้เขารู้สึกเสียใจที่ได้เรียนหมอ
เมื่อพระเ้าได้ประทานโอกาสให้เขาได้เกิดใหม่ มิหนำซ้ำยังมาเกิดใหม่ในยุคโบราณ ทำให้จ้าวผิงอยากเป็แค่คนที่มีความสุขและร่ำรวยเท่านั้น
ซึ่งจากความคิดของเขาแล้ว การขายตัวยาสมุนไพรเป็วิธีหาเงินที่เร็วที่สุด
แต่เนื่องจากถนนเส้นนี้ถูกปิดกั้นลงแล้ว สถานการณ์แย่ที่สุดที่เขาสามารถทำได้คือหาทางอื่น
แต่เขาเป็ถึงผู้ที่มีประวัติศาสตร์ห้าพันปีอยู่ในใจ แล้วจ้าวผิงจะต้องกลัวด้วยหรือ?!
ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถเปิดร้านยาได้ด้วยตัวเองจริง ๆ
ขณะนี้หมอฝึกหัดได้ชั่งน้ำหนักเรียบร้อยแล้ว โดยได้น้ำหนักที่สามร้อยยี่สิบชั่ง
คำนวณที่หกอีแปะต่อชั่ง รวมเป็เงินสิบเก้าตำลึงกับสองร้อยอีแปะ
เพื่อเป็การผูกมิตรกับจ้าวผิง หลินหัวจึงเพิ่มให้เป็ยี่สิบตำลึงไปเลย
จ้าวผิงก็รับไว้ด้วยความไม่เกรงใจเช่นกัน
เพราะมูลค่าของใบสั่งยาที่เขาเขียนมีค่ามากกว่านี้ จ้าวผิงจึงจะต้องยอมรับไว้อยู่แล้ว
แต่หลินหัวไม่คิดเช่นนั้น
เขาแค่รู้สึกว่าจ้าวผิง้าเงิน
จากนั้นเขาจึงพูดด้วยความลังเล “ท่านจ้าว ข้าไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับครอบครัวของท่าน แต่ข้าััได้ว่าท่านกำลัง้าเงินจริง ๆ”
“ข้าสามารถให้คำแนะนำแก่ท่านได้นะ”
“เมื่อไม่นานมานี้ มีตระกูลสูงศักดิ์ท่านหนึ่งเดินทางมาที่อำเภอของเรา แต่คุณหนูของพวกเขาเกิดล้มป่วย พวกเขาจึงป่าวประกาศเสนอเงินรางวัลสำหรับผู้ที่รักษาอาการป่วยของคุณหนูได้”
“เงินรางวัลนั้นสูงถึงหนึ่งร้อยตำลึงเชียวนะ”
“ท่านอยากจะลองเสี่ยงโชคดูหรือไม่?”
“ไม่อยาก”
จ้าวผิงปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด
ผู้สูงศักดิ์อาจเป็ผู้ที่ร่ำรวยและมีอำนาจ ซึ่งบุคคลเหล่านี้รักษายากที่สุด
ถ้ารักษาให้หายได้ เขาจะได้รับรางวัลเป็เงิน
แต่ถ้ารักษาไม่ได้ล่ะ?
บางทีเขาอาจต้องเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่นั่น
นี่คือความหมายของสำนวนที่ว่าเคียงท่านดั่งเคียงเสือ ยิ่งมีอำนาจและสถานะสูงส่งมากเท่าไร ก็ยิ่งคาดเดาอารมณ์ได้ยากขึ้นเท่านั้น
ก่อนที่จะสร้างรากฐานให้มั่นคงได้ จ้าวผิงจึงไม่้าเข้าใกล้ปัญหา
เมื่อเดินออกจากโรงหมอชำนาญการแล้ว หลี่โฉ่วก็แยกไปทำธุระของตน จ้าวผิงจึงพาหลี่หู่เดินเล่นไปรอบ ๆ
หลินหัวมองไปยังแผ่นหลังของพวกเขาที่ค่อย ๆ เล็กลง แล้วได้แต่ส่ายหัว
ช่างน่าเสียดาย
เก่งทางการรักษามากขนาดนี้ แต่กลับไม่หมกมุ่นอยู่กับเส้นทางสายการรักษา จึงถือเป็การสูญเสียครั้งใหญ่!
ในเวลาเดียวกัน ปรากฏร่างหนึ่งวิ่งออกไปจากด้านข้างของห้องจ่ายยา
ถ้าจ้าวผิงยังอยู่ที่นี่ เขาจะต้องจำอีกฝ่ายได้แน่ เพราะนั่นคือเถาจี๋อัน หมอฝึกหัดชั้นหนึ่งที่ถูกไล่ออกจากโรงหมอชำนาญการ
แน่นอนว่าจ้าวผิงไม่มีตาอยู่ข้างหลัง เขาจึงไม่รู้เื่นี้
เขาพาหลี่หู่เดินไปตามถนนในเมือง
และวางแผนที่จะดูสินค้าต่าง ๆ ในท้องตลาด เพื่อใช้เป็แรงบันดาลใจในการค้นหาวิธีสร้างรายได้แบบเร่งด่วนต่อไป
เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ เขาก็ได้เห็นบ้านที่มีลานกว้างหลังหนึ่ง
ด้วยอิฐสีครามและกระเบื้องสีดำ ช่างดูงดงามมาก
ทว่าประตูลานบ้านมีความสูงเพียงหนึ่งจั้งเท่านั้น
มีสิงโตหินสองตัวนั่งอยู่นอกประตู มองแล้วน่าเกรงขามยิ่ง
มีตัวอักษรขนาดใหญ่สองตัวเขียนอยู่เหนือประตูลานบ้านว่า...จวนเฉียน
สิ่งนี้ทำให้จ้าวผิงนึกถึงบุคคลหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือเฉียนลิ่ว ซึ่งเป็หนึ่งในสหายดี ๆ ไม่กี่คนของเ้าของร่างเดิม
เมื่อเ้าของร่างเดิมยืมเงินห้าสิบตำลึงจากหวังชื่อเหริน เขาเคยบอกว่าจะขายบ้านเพื่อช่วยเ้าของร่างเดิมใช้หนี้
แต่เขาก็ยังไม่ทราบเหตุผล เพราะผ่านมาหลายวันแล้ว ยังไม่มีวี่แววของอีกฝ่ายเลย
จ้าวผิงจึงตั้งใจว่าจะเข้าไปดู
ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะให้เฉียนลิ่วช่วยจ่ายหนี้ให้ แต่เขาอยากทำความรู้จักกับบุคคลนี้ไว้
แต่ถ้าเข้ากันได้ดี ก็อาจจะให้ช่วยเขาสักหน่อย
ปัง ปัง ปัง!
จ้าวผิงเริ่มเคาะประตูเรียก
จังหวะนั้นมีลมกระโชกพัดผ่านมา และได้พัดเอากระดาษแผ่นหนึ่งปลิวมาอยู่ในอ้อมแขนของจ้าวผิง
แต่ก่อนที่เขาจะได้อ่านข้อความที่เขียนบนกระดาษ ประตูก็เปิดออกดัง ‘เอี๊ยด’ เสียแล้ว
ปรากฏชายวัยกลางคน อายุประมาณสี่สิบปีเดินออกมาจากด้านใน
เมื่อเขาเห็นกระดาษในอ้อมแขนของจ้าวผิง เขาก็ดึงจ้าวผิงเข้ามาทันทีพลางะโเข้าไปข้างในบ้านว่า “นายท่าน นายท่าน หมอที่ประกาศหามาแล้ว เขาจะรักษาคุณหนูได้แน่ขอรับ”
ประกาศ?
รักษาคุณหนู?
เมื่อจ้าวผิงได้ยินคำพูดเหล่านี้แล้ว เขาก็นึกถึงคำแนะนำของหลินหัวขึ้นมาทันที เขาได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นแล้วตั้งท่าจะหันหลังเดินออกไป
แต่จังหวะเดียวกันนั้นก็มีเสียงกรีดร้องดังมาจากข้างใน
"พวกท่านได้โปรดเถอะ อย่าโบยข้าอีกเลย ถ้ายังโบยข้าอีก ข้าจะต้องตายแน่ ๆ"
“บ้านของข้าไม่ใช่บ้านผีสิงจริง ๆ ข้าอาศัยอยู่ที่นี่หลายปีแล้ว สุขสบายดีทุกอย่าง อาการป่วยของคุณหนูของพวกท่านไม่เกี่ยวอะไรกับบ้านหรอก...”
นี่คือเสียงของเฉียนลิ่ว ซึ่งจ้าวผิงได้ยินแล้วจำได้ทันที
เท้าที่กำลังจะถอยกลับจึงหยุดลง เขาถามชายวัยกลางคนว่า “นั่นคือเสียงโวยวายอันใดกัน?”
“เหตุใดจึงเหมือนมีคนถูกลงไม้ลงมือเลยล่ะ?”
[1] ผู้คนกินคนโดยไม่คายกระดูก เป็สำนวน หมายถึง ทั้งโลภทั้งโเี้
[2] ไฉหู หมายถึง รากแห้งของพืชชนิดหนึ่ง
[3] จินอิ๋นฮวา หมายถึง ดอกสายน้ำผึ้ง
[4] ก้าวเดียวถึง์ เป็สำนวน หมายถึง ประสบความสำเร็จใน่เวลาสั้นๆ