ไม่ว่าจะเป็ยุคอดีตที่ยังคงยึดมั่นในเื่จิติญญาและเหตุการณ์เหนือธรรมชาติหรือยุคปัจจุบันที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีล้ำสมัยและหญิงชายมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ในทุก่เวลาก็มักจะมีคนส่วนหนึ่งที่ยังคงยึดถือว่าผู้ชายเป็ใหญ่และผู้หญิงเป็เพียงเครื่องจักรผลิตลูกหรือเครื่องบำบัดความใคร่เท่านั้น
ยิ่งใน่ยุคกลางหรือยุคมืดหากมีผู้หญิงคนไหนที่มีหัวก้าวหน้า มีความรู้ความสามารถเกินหน้าผู้ชายที่เป็ผู้นำในสังคม--พวกเธอก็มักจะถูกกล่าวหาว่าเป็แม่มดและถูกจับเผาทั้งเป็เพื่อไม่ให้เป็เยี่ยงอย่างต่อไป
การล่าแม่มดพ่อมดก็คือการไล่ล่าฆ่าคนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างและมีความรู้ความสามารถที่ขวางหูขวางตาของผู้มีอิทธิพลในยุคนั้นโดยกล่าวอ้างถึงข้อความในคัมภีร์ของศาสนจักร แล้วสร้างพยานหลักฐานเท็จขึ้นมา--เพียงแค่นั้นก็สามารถฆ่าคนเ่าั้ได้อย่างถูกกฎหมายและคงภาพลักษณ์การเป็คนดีมีศีลธรรมและเพิ่มความน่าเชื่อถืออีกด้วย
แต่ใครจะรู้บ้างในหมู่ผู้ดีจอมปลอมเ่าั้กลับมีคนกลุ่มหนึ่งที่นับถือซาตาน บูชาปีศาจแอบแฝงอยู่และอาศัยภาพลักษณ์ภายนอกนั้นปิดบังการกระทำต่ำช้าที่เลวทรามยิ่งกว่าสัตว์นรกเอาไว้
และเจนก็คงจะเป็หนึ่งของเหยื่อที่ต้องตายเพราะพวกเดนนรกเ่าั้
"เมื่อพวกมันเล่นสนุกกับร่างกายและจิตใจของเธอจนพอใจแล้ว--มันก็ทำลายหลักฐานความเลวทรามต่ำช้าทั้งหมดด้วยการเผาเธอทั้งเป็! " อัลเลนพูดขึ้นหลังจากนิ่งเงียบไปนาน "ซึ่งผลการกระทำอันเลวร้ายของพวกมันนั้นได้เปลี่ยนเด็กสาวบริสุทธิ์คนหนึ่งให้กลายเป็แม่มดไปตลอดกาล! "
"..."
"ผมคิดว่ากว่าเธอจะคืนสภาพกลับมามีสภาพที่น่าจะใกล้เคียงกับเธอในตอนนั้น--เธอคงจะฆ่าคนมาไม่น้อย...และผมก็จะไม่แปลกใจเลยว่าไอ้เดนนรกที่ฆ่าเธอจะเป็หนึ่งในนั้น! "
"เธอคิดว่า...เจนลุกขึ้นจากหลุมแล้วมาไล่ฆ่าพวกนั้นแบบซอมบี้หรือ? "
"ไม่ครับ--ผมคิดว่าคุณน่าจะรู้วิธีการฆ่าของเธอดีนะครับ..."
"..."
"เธอไม่จำเป็ต้องไล่ฆ่าใคร--แต่ให้พวกมันไล่ฆ่ากันเองแล้วดูดกลืนพลังชีวิตของพวกมันมาฟื้นฟูร่างกายตนเอง! " อัลเลนพูดอย่างหน้าตาเฉยเพราะวิธีการเช่นนี้เขาเห็นมันจนชินจากพวกซาราห์ แต่เขาก็ไม่สามารถห้ามปรามอะไรอีกฝ่ายได้เนื่องจากมันเป็ชะตาชีวิตของพวกเธอ"เืเนื้อ ิญญาและพลังด้านลบคืออาหารของพวกเธอ"
"..."
"แล้วคุณลองคิดดูซิครับว่ากว่าเธอจะฟื้นฟูร่างกายมาถึงขั้นนี้ได้ต้องใช้เวลาเกือบสี่ร้อยปีทีเดียว...และอยู่ ๆ ร่างของเธอต้องมาโดนชำแหละซะดูไม่จืดนี่--คุณว่าเธอจะเดือดแค่ไหนล่ะ? "
"..."
"ผมคิดว่าการผ่าชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการตายใน่เวลานี้ถือเป็วิธีที่แย่มากและมันจะเป็เหมือนการเอาน้ำมันราดกองไฟที่จะทำให้เธออาละวาดอย่างบ้าคลั่งจนไม่สามารถควบคุมได้..."
"..."
"และมันก็จะกลายเป็เหตุผลที่ชอบธรรมให้ฟาลสามารถทำลายเธอได้--แม่มดที่เพิ่งถือกำเนิดจะสามารถต้านทานพลังของเทวฑูตได้หรือครับ? "
"เธออยากฟังคำแนะนำของตาแก่คนนี้หรือเปล่าล่ะ? "
"ครับ--ผมอยากฟังคำแนะนำจากคุณ" อัลเลนตอบอย่างตรงไปตรงมา
"ถ้าเธอ้าหาทางออกที่ดีทั้งสองฝ่ายโดยไม่ทำให้ฝ่ายใดเสียเปรียบในเื่นี้ล่ะก็...เธอคงต้องใช้วิทยาการทางการแพทย์ในยุคนี้เข้ามาช่วย..."
"..."
"และถ้าหากเธอสามารถหาหลักฐานมายืนยันว่าข้อมูลในผลชันสูตรเป็ความจริงอย่างน้อยสักข้อหรือสองข้อ--ฉันคิดว่าฟาลคงยอมวางมือจากเื่นี้แล้ว"
"ขอบคุณครับ"
"ไม่ต้องขอบคุณหรอก--ถือเป็การค่าตอบแทนที่เธออุตส่าห์ซื้อชากระป๋องให้ตาแก่คนนี้แล้วกัน"
"..." อัลเลนอยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมาแต่ คำพูดเ่าั้ก็ต้องถูกกลืนลงคอไปเมื่อเขาได้ยินเสียงเอะอะโวยวายมาจากโถงทางเดินที่อยู่ชั้นล่าง
และเมื่อเขาชะโงกหน้ามองดูก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังโต้เถียงเสียงดังจนฟังไม่ได้ศัพท์แต่มันคงจะเป็เหตุการณ์ที่คนในโรงพยาบาลนี้เห็นจนชินตาแล้ว
"คุณนายมาริโน่พาคนทรงมาอีกแล้วเหรอ? "
"ใช่--เธอบอกว่าผีเข้าลูกสาวเธอน่ะ! "
"ผีเข้าบ้าอะไร!? ลูกสาวเธอป่วยเพราะมะเร็งต่างหาก! "
"แทนที่จะมาทำเื่บ้าบอแบบนี้--สู้เอาเวลามาดูแลลูกถนอม่เวลาสุดท้ายไว้ดีกว่า..."
"แล้วพ่อของเด็กล่ะไปไหน? "
"ลูกป่วยแบบนี้--คนพ่อก็ทำงานงก ๆ หาเงินมารักษาลูกน่ะซิ แต่เมียกลับ..."
"มีแม่มีเมียแบบนี้--น่าสงสารลูกกับสามีของเธอเนอะ!? "
"ใช่! "
คำพูดวิพากษ์วิจารณ์เ่าั้ทำให้อัลเลนตัดสินใจใช้มือถือซูมภาพเหตุการณ์เพราะอยากเห็นหน้าหมอผีที่คุณนายมาริโน่พามาจนมีเื่กระทบกระทั่งกับพยาบาลจนถึงขั้นรปภ.ต้องมาเชิญชายคนนั้นออกไป และเชิญคุณนายมาริโน่ไปสงบสติอารมณ์ในห้องห้องหนึ่ง
"เ้านั่นอีกแล้วเหรอะ!? " ชายชราพูดเสียงเข้มอย่างไม่พอใจเมื่อเห็นภาพชายที่แต่งตัวเหมือนฮิปปี้ ผมเผ้ายาวรุงรัง ถ้าหากเป็คนจรจัดติดยายังจะน่าเชื่อถือมากกว่าเป็หมอผีเสียอีก
"..." อัลเลนแคปภาพชายคนนั้นจากคลิปที่อัดไว้แล้วยื่นให้ชายชราดู "คุณรู้จักเขาหรือครับ? "
"รู้จักซิ--รู้จักดีด้วย! " ชายชราแค่นเสียงตอบอย่างเกรี้ยวกราด สีหน้าที่เคยเปี่ยมไปด้วยความเมตตา กลับกลายเป็ดุดันจนน่าขนลุก "ไม่ใช่แค่ฉัน--แม้แต่ฟาลหรือเอริเซียก็ล้วนแต่รู้จักมันดีทั้งนั้น! ไอ้ตัวโสโครก! "
"..."
"แต่มันคิดผิดแล้วที่มาเหยียบที่นี่--กล้าเสนอหน้าหาที่ตายถึงที่! "
สีหน้าท่าทางที่ชายชราชุดดำแสดงออกมาหลังจากเห็นหน้าหมอผีที่คุณนายมาริโน่พามานั้น--ดูเหมือนมันจะเกินคำว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกชะตาชนิดไกลลิบแบบกู่ไม่กลับแล้ว ซึ่งมันควรจะถูกเรียกว่าเกลียดเข้ากระดูกดำเสียมากกว่า...แบบศัตรูคู่อาฆาตชนิดที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกเดียวกันได้
แต่มันจะต้องมีต้นสายปลายเหตุอย่างแน่นอน...
"เขาเป็ใครครับ? " อัลเลนถามขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
"เธอจำมันไม่ได้รึ? "
"ผมแน่ใจว่าไม่เคยเห็นผู้ชายคนนี้มาก่อนครับ"
"..." ชายชรามองหน้าเขาก่อนมองกำไลเงินที่อยู่บนข้อมือขวาของเด็กชายแล้วพยักหน้าพึมพำอะไรบางอย่างที่อัลเลนฟังไม่ถนัด ก่อนจะยื่นนิ้วชี้ไปััหน้าจอมือถือของอัลเลนก่อนชักมือออก "แล้วตอนนี้ล่ะ...เธอเห็นอะไรจากภาพนี้? "
"..." อัลเลนกำลังจะตอบว่าไม่เห็นแต่คำพูดนั้นกลับถูกกลืนลงคอเมื่อเห็นภาพเงาสีขาวขมุกขมัวปรากฎขึ้นในลักษณะซ้อนทับกับภาพของหมอผีคนนั้นก่อนจะค่อย ๆ ชัดเจนเห็นเป็เค้าโครงหน้าตาที่คล้ายคลึงกับใครที่เขาเคยพบในห้องทำงานของดร.กิลเบิร์ต "มันเหมือนกับใบหน้าของเจเรมี เกรกอรี่ครับ--แต่ว่ามันไม่น่าจะเป็เขา..."
"ภาพที่เธอเห็นไม่ใช่เจเรมี เกรกอรี่--แต่เป็ ออสการ์ เกรกอรี่ที่เป็บรรพบุรุษของเขาที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อสี่ร้อยปีก่อน! "
"แล้วทำไมเขาถึง..." อัลเลนไม่กล้าพูดต่อเพราะกลัวจะทำให้ชายชราไม่พอใจ
"ทำไมเขาถึงยังวนเวียนอยู่ในโลกนี้โดยอาศัยการสิงร่างใช่ไหม? " ชายชราเอ่ยถึงคำถามที่ค้างคาใจของเด็กน้อยออกมาตรง ๆ "เธอเคยได้ยินวิธีเปลี่ยนร่างคืนชีพไหม? "
"เคยครับ--ดัน...เออ...ผมหมายถึงแซมเคยให้ผมอ่านหนังสือพวกนั้นเพื่อเป็ความรู้..." อัลเลนเกือบหลุดปากพูดว่า 'ดันทาเลี่ยน' ออกมาแต่เด็กชายก็ยั้งปากได้ทันและเปลี่ยนไปเรียกว่า 'แซม' อันเป็ชื่อที่ดันทาเลี่ยนใช้ในตอนอยู่ในโลกมนุษย์แทน
"แล้วเธอคิดที่จะใช้มันไหม? "
"ไม่ครับ..." อัลเลนพูดพลางทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก "มันถูกเรียกว่าวิธีพิชิตมัจจุราชแต่ความจริงแล้ว...มันก็แค่การย้ายิญญาจากร่างหนึ่งที่กำลังหมดอายุขัยไปอยู่ในร่างใหม่ที่เพิ่งตายเท่านั้น--ร่างใหม่ก็อาจจะอยู่ได้อีกห้าปีสิบปี แล้วก็ต้องย้ายร่างใหม่ไปเรื่อย ๆ เวลาที่อาศัยอยู่ในร่างใหม่ก็จะสั้นลงเรื่อย ๆ ิญญาก็จะบิดเบี้ยวสูญเสียความเป็ตัวเองอย่างช้า ๆ แล้วกลายเป็ิญญาร้ายไปในที่สุด! "
"แล้วสมมติว่าเธอเป็คนใช้วิธีนี้ล่ะ--เพื่อรวบรวมพลังสำหรับย้ายร่างครั้งต่อไป...เธอจะต้องทำยังไง? "
"ผมก็จะต้องค้นหาและดูดกลืนพลังชีวิตจากเด็กหรือผู้ที่มีพลังพิเศษ..." อัลเลนฉุกใจคิดถึงความเกี่ยวเนื่องอะไรบางอย่างขึ้นจึงถามชายชราด้วยน้ำเสียงร้อนใจว่า "ลูกของคุณนายมาริโน่มีพลังพิเศษหรือเปล่าครับ? "
"ใช่! " คำตอบของชายชราทำให้อัลเลนรู้สึกใจหาย "พลังของเด็กคนนี้ถือว่ามากแต่อายุขัยของเธอก็สั้นลงตามสัดส่วนของพลังนั้นเช่นกัน..."
"..."
"และยิ่งเจอเื่น่าหดหู่ใจแบบเมื่อครู่นี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน--เธอคงจะไม่มีโอกาสได้ฉลองวันเกิดในปีหน้าอีกแล้วล่ะ! "
คำพูดประโยคนี้ของชายชราเท่ากับเป็การบอกถึงการสิ้นอายุขัยของเด็กน้อยที่น่าสงสารคนนั้นทำให้อัลเลนรู้สึกหดหู่ไม่น้อยและสิ่งที่ทำให้อัลเลนกังวลยิ่งกว่าก็คือหากให้เด็กคนนั้นตายไปทั้งที่มีความรู้สึกด้านลบที่เกิดจากการกระทำของแม่ของเธอแล้ว...
ิญญาของเธอคงจะกลายเป็ิญญาร้ายที่น่าสะพรึงวนเวียนอยู่ในโลกใบนี้ไปตลอดกาลอย่างแน่นอน...
ขณะที่อัลเลนกำลังจมจ่อมอยู่ในห้วงความคิดนั้น โทรศัพท์มือถือในมือของเขาก็สั่นและส่งเสียงดังครืดคราดขึ้นปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์
เมื่อหันไปมองรอบข้าง--ชายชราชุดดำคนนั้นได้หายไปแล้วเหลือเพียงเขาคนเดียว...
"เธอไปดื่มน้ำผ่อนคลายอารมณ์นานเกินไปแล้วนะ..." เสียงของฟาลดังขึ้นเมื่อเขากดรับสาย
"ผมบังเอิญเจอญาติคนไข้พาคนทรงเข้ามาในโรงพยาบาลน่ะครับ" อัลเลนตอบกลับไปพลางยิ้มเยาะในเื่ราวทั้งสองรูปแบบที่ตนได้เผชิญมาในวันนี้ "ถ้าหากเป็่ยุคมืดนี่--ไอ้หมอนั่นคงถูกเผาทั้งเป็ใช่ไหมครับ? "
น่าขำที่ในอดีตการทรงเ้าเข้าผีหรือพ่อมดแม่มดเป็เื่ต้องห้ามและมักถูกนำมาใช้เป็เหตุผลในการจัดการกับผู้บริสุทธิ์และศัตรูทางการเมือง หรือแม้กระทั่งการแย่งชิงมรดกในตระกูลใหญ่ทั้งหลาย
แต่ในปัจจุบันมันกลับเป็แฟชั่นยอดฮิต--คนทรงจำนวนไม่น้อยที่เดินเตร็ดไปมาต่างมีทั้งผู้มีพลังของจริงและพวกเล่นปาหี่หลอกลวงชาวบ้านอยู่เต็มไปหมด
"..." ฟาลรับรู้ถึงสิ่งที่อัลเลน้าสื่อดี เขานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนพูดออกมาว่า "เธอจะทำเื่เจนต่อไหม? "
"ทำต่อครับ" อัลเลนตอบพลางพยายามปรับอารมณ์ตัวเองให้นิ่งสงบที่สุด "ข้อตกลงของเรายังเหมือนเดิมใช่ไหมครับ? "
"ใช่"
"งั้นเดี๋ยวผมจะไปหาคุณที่ห้องแล้วกัน..." อัลเลนตัดบทก่อนวางสายไปและแวะเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาก่อนจะเดินไปหาฟาลที่ห้องทำงานของดร.กิลเบิร์ต
เมื่ออัลเลนกลับมาที่ห้องทำงานของดร.กิลเบิร์ต--อารมณ์ของเด็กชายยังไม่คงที่ แม้สีหน้าแววตาของเขาจะดูปกติเหมือนทุกครั้ง แต่คนที่ความรู้สึกไวจะััได้ถึงความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ คล้ายดินปืนที่พร้อมจะปะทุขึ้นทุกเมื่อหากมีสะเก็ดไฟเพียงน้อยนิดไปสะกิดโดนเข้า
ฟาลและดร.กิลเบิร์ตอธิบายถึงข้อสรุประหว่างที่อัลเลนไปผ่อนคลายอารมณ์ว่าพวกเขาจะพาอัลเลนไปดูศพของเจนก่อนที่จะตัดสินว่าจะทำการผ่าชันสูตรร่างของเธออีกครั้งหรือไม่ และหากอัลเลนสามารถหาหลักฐานที่ยืนยันผลชันสูตรของนักศึกษาแพทย์ได้--พวกเขาก็ไม่จำเป็ต้องชำแหละร่างของเธออีกครั้ง...
และนั่นทำให้อัลเลนอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม
"อันที่จริงข้อสันนิษฐานของเธอที่ว่าเจนเคยมีอยู่ใน่ศตวรรษที่สิบเจ็ด--ฉันเองก็...เออ..." ดร.กิลเบิร์ตอ้ำอึ้งอยู่นานกว่าจะพูดต่อ "ฉันก็ค่อนข้างเชื่อเหมือนกัน! "
"อะไรที่ทำให้คุณเชื่อว่าเธอเคยมีชีวิตอยู่ใน่เวลานั้นล่ะครับ? " อัลเลนย้อนถาม
"เพราะเื่ข้อความในเศษผ้าที่เธอพูดน่ะ--มันเลยทำให้ฉันเลยลองตรวจสอบร่างของเจนอีกรอบ..." ดร.กิลเบิร์ตพูดพลางเปิดผ้าขาวออกเผยให้ใบหน้าสะสวยแต่ซีดขาวของหญิงสาวผมสีน้ำตาลเข้มคนหนึ่ง "และพบว่าเอวของเจนค่อนข้างเล็กกว่าผู้หญิงในยุคปัจจุบัน..."
"มันเกิดจากการสวมคอร์เซ็ทของผู้หญิงยุคนั้น..." เด็กชายตอบ "ถึงจะรู้ว่าอึดอัดจนหายใจไม่สะดวก--พวกเธอก็ดันทุรังใส่อยู่ดี...แต่พอผ่าน่เวลานั้นมาได้...โชคดีที่พวกเธอไม่คิดทรมานตัวเองแบบนั้นอีกเป็หนที่สอง..."
"..." อาจารย์แพทย์และฟาลต่างรู้ดีว่าใครที่อัลเลนกำลังพูดถึงแต่ก็ทำเป็หูทวนลม แล้วดร.กิลเบิร์ตก็พูดต่อ "ดังนั้นถ้าเธอไม่อยากให้เราผ่าร่างของเจน--เธอก็ต้องหาข้อพิสูจน์ในสิ่งที่เขียนไว้ในผลชันสูตรว่ามันจริงหรือถูกต้องหรือไม่"
"ทุกอย่าง? "
"ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก..." ดร.กิลเบิร์ตตอบสีหน้าเป็กังวล "เอาแค่คร่าว ๆ อย่างกระดูกข้อมือข้อเท้าของเธอหักจริงไหม--เธอตายเพราะ...อืม...ถูกเผาจริงหรือเปล่าก็พอ? "
เงื่อนไขของอาจารย์แพทย์ทำให้อัลเลนลดความกดดันไปได้มากบวกกับคำแนะนำของชายชราชุดดำทำให้อัลเลนเริ่มเรียบเรียงข้อมูลต่าง ๆ และขั้นตอนในการพิสูจน์
ในยุคปัจจุบันเครื่องมือในการตรวจสอบมีความทันสมัยและหลากหลายยิ่งขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก
การตรวจสอบความผิดปกติของอวัยวะภายในก็สามารถใช้เครื่องซีทีสแกนมาตรวจสอบได้ (CT Scan : Computerized Tomography Scan คือ การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งแพทย์จะฉายรังสีเอกซเรย์ตามร่างกายบริเวณที่้าตรวจ แล้วใช้คอมพิวเตอร์สร้างเป็ภาพฉายลักษณะและอวัยวะภายในร่างกาย เพื่อประกอบการวินิจฉัยหาความผิดปกติของร่างกายต่อไป โดยวิธีการนี้จะได้ภาพที่มีความละเอียดสูงกว่าการเอกซเรย์แบบธรรมดา และสามารถใช้ตรวจอวัยวะภายในร่างกายได้เกือบทุกส่วน)
ส่วนการวิเคราะห์ว่าเธอตายเพราะถูกเผาจริงหรือไม่ก็สามารถใช้วิธีการเจาะเืเพื่อหาระดับค่าคาร์บอนออกไซด์ซึ่งหากค่าคาร์บอนไดออกไซด์ในเืสูงกว่าสิบเปอร์เซนต์ขึ้นไปก็แสดงว่าเธอมีชีวิตอยู่ระหว่างถูกเผา
"จริงซิ--แล้วที่ต้นแขนของเธอมีแผลเป็ที่เกิดจากการฉีดวัคซีนไหมครับ? " อัลเลนถามขึ้นเพื่อความแน่ใจ เพราะหากพบว่าเธอมีแผลเป็จากฉีดวัคซีน (ค.ศ. 1796 : เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ (Edward Jenner) ได้คิดค้นวิธีการสร้างภูมิต้านทาน (vaccination) และใช้ป้องกันการติดเชื้อโรคฝีดาษ) ก็มีความเป็ไปได้ว่าเธออาจจะมีชีวิตอยู่ใน่ศตวรรษที่18 (ปีค.ศ.1701 -1800)
"ไม่มี..." ดร.กิลเบิร์ตตอบพลางลงทุนตรวจสอบบริเวณต้นแขนทั้งสองข้างอีกครั้งของเจน "แต่ถ้าจะเอาให้ชัวร์จริง ๆ ก็คงต้องเจาะเืไปตรวจดูแล้วล่ะนะ..."
"แล้วเราจะสามารถตรวจหาค่าคาร์บอนไดออกไซด์ในเืไปด้วยเลยได้ไหมครับ? "
"ได้ซิ..." อาจารย์แพทย์รับคำก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ของใครบางคน และนั่นทำให้เขารู้ว่าเขาโดนเ้าปีศาจน้อยล่อลวงให้หลงกลเดินไปตามเกมของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัวแล้ว แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะคำพูดของเด็กชายนั้นฟังดูมีเหตุมีผลและน่าเชื่อถือจึงไม่แปลกที่จะสามารถทำให้คนคล้อยตามได้ไม่ยาก "หวังว่าเธอคงจะไม่ใช้วิธีนี้ล่อลวงใครนะ! "
"..." อัลเลนยิ้มเจื่อน--ถ้าไม่จำเป็เขาก็ไม่อยากจะใช้วิธีนี้นักหรอก...
"มีอะไรเพิ่มเติมอีกไหม? " ดร.กิลเบิร์ตยิ้มให้อีกฝ่าย "บอกมาตรง ๆ เลยดีกว่า..."
"ผมอยากให้เจนเข้าเครื่องซีทีสแกนครับ..." เด็กชายพูดเสียงเบาจนเกือบจะไม่ได้ยิน
"ได้ซิ..." ดร.กิลเบิร์ตตอบ "แต่ฉันคงต้องดูว่าคิวใช้เครื่อง่นี้ว่างหรือเปล่านะ..."
"ครับ..."
ความจริงแล้ว--หลังจากได้ชันสูตรศพของเพื่อนสนิทที่อวัยวะภายในเกิดการแตกหักเสียหายแบบผิดธรรมชาติทำให้ในใจของอาจารย์แพทย์กังวลและระแวงในศพของหญิงสาวปริศนาคนนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และความกังวลยิ่งเพิ่มขึ้นทบทวีเมื่อนักศึกษาแพทย์สามคนที่ได้รับมอบหมายให้ผ่าชำแหละร่างของเธอเกิดเื่ขึ้น...
สองคนที่เป็ชายตายด้วยอุบัติเหตุประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้--มันคล้ายกับพวกเขากำลังถูกบางสิ่งที่น่ากลัว บางสิ่งที่ไม่มีใครเห็นนอกจากพวกเขาไล่ต้อนจนวิ่งไปให้รถชน
ส่วนอีกคนที่เป็ผู้หญิง--เธอหายตัวไปขณะกลับอพาร์ตเมนต์ที่พักของเธอหลังจากชันสูตรศพของเจน โดเสร็จแล้วและไม่มีใครพบเธออีกหลังจากวันนั้นเป็ต้นมา
ทำให้เขาติดต่อกับฟาลเพื่อขอให้อีกฝ่ายมาตรวจสอบเื่นี้
และการที่ฟาลพาอัลเลน เกรย์มาที่นี่ในฐานะผู้ช่วยของเขาเพราะเขาเคยได้ยินมาว่าอัลเลนเป็ลูกศิษย์ของเขาและถูกวางตัวให้เป็ผู้สืบทอดของเขา--ขอเพียงเด็กน้อยพยักหน้ารับเท่านั้น
แต่เด็กน้อยก็ถูกใครบางคนเอ่ยอ้างว่าเป็ศิษย์และผู้สืบทอดของตนเช่นกัน และใครคนนั้นก็คือ 'ดันทาเลี่ยน' จอมปีศาจผู้ปราดเปรื่อง ผู้เปรียบเสมือนเหรียญคนละด้านกับฟาล
การถูกเทวฑูตและจอมปีศาจหมายตาให้เป็ผู้สืบทอดของตนย่อมต้องมีความสามารถที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ในตอนแรกนั้น--เขายังคงไม่เชื่อถือในความสามารถของเด็กชายมากนัก แม้ว่าคำพูดของเด็กน้อยจะฟังดูดีน่าเชื่อถือเพียงใดแต่เขาเป็นักวิทยาศาสตร์ย่อม้าหลักฐานมายืนยันข้อสันนิษฐานเ่าั้
อัลเลนพยายามหลีกเลี่ยงวิธีการผ่าชำแหละร่างของเจนอีกครั้งด้วยข้ออ้างว่ากลัวเื และเขาคิดว่ามันไม่ใช่ความจริงเลยด้วยซ้ำเพราะเด็กชายมองภาพถ่ายขั้นตอนการผ่าชำแหละร่างของหญิงสาวแบบหน้าตาเฉย แถมยังพิเคราะห์พิจารณาอยู่นานโดยไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยสักนิด
และเด็กชายค่อนข้างมั่นใจว่าเจนคือแม่มด และเธอยังคงมีชีวิตอยู่ในสภาวะจำศีลและจำเป็ต้องใช้วิธีการบางอย่างในการปลุกหญิงสาวให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งในยุคปัจจุบัน ซึ่งการผ่าชำแหละร่างของเธอแทบจะเป็วิธีต้องห้ามและอันตรายมากพอที่จะคุกคามชีวิตของคนที่บังอาจทำลายร่างของเธออย่างไร้ความปราณี
แม้เด็กชายจะไม่อธิบายออกมาตรง ๆ แต่ท่าทีที่เด็กน้อยแสดงออกทำให้เขาเริ่มเอนเอียงเล็กน้อย--แต่ถ้าไม่ให้ผ่าชำแหละร่างของเจนอีกครั้งและจะต้องทำอย่างไรถึงจะยืนยันได้ล่ะว่าผลชันสูตรของนักศึกษาแพทย์นั้นเป็ของจริง!?
เขาคิดว่า่ที่อัลเลนไปผ่อนคลายอารมณ์อยู่นั้น--เขาคงจะไปเจอใครบางคนและใครคนนั้นคงจะให้คำแนะนำบางอย่างแก่เขา...
"แต่ว่าเราคงต้องเจาะเืของเจนไปตรวจสอบก่อนนะ..." ดร.กิลเบิร์ตพูดและเจเรมีก็จัดการไปเตรียมอุปกรณ์อย่างรู้งาน ซึ่งอัลเลนก็ถอยห่างออกมาเพื่อไม่ให้เกะกะหรือขวางหูขวางตาให้ต้องถูกใครบางคนกระแหนะกระแหนให้รำคาญหู
กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง....
เสียงกระดิ่งดังแว่วมา--ทำให้อัลเลนหันไปหาที่มาของเสียงทันที!