“ไอ้ลูกคนนี้!!
พ่อบอกเอ็งแล้วไม่ใช่ฤาว่าให้หัดคิดก่อนพูด!”
เสียงท่านซุนต้าชิงตวาดขึ้นเสียงดังจนผมสะดุ้งแทนลูกชายเขาเลยครับ
แล้วเ้าตัวก็รีบหันมาทางยี่ฟู่ของผมต่อแบบไม่รีรอหลังจากการตวาดเมื่อครู่
“ฉันต้องขอโทษแทนลูกชายของฉันด้วยจริง ๆ
พอดี่หลังฉันทำแต่งาน ไม่มีเวลาอบรมลูกให้ดีนัก”
ส่วนยี่ฟู่ของผมน่ะเหรอ
เขาแค่โบกมือเบา ๆ แถมยังตอบแบบกวนตามสไตล์
“จะเ้าหรือน้องชายของเ้าก็ปากดีไม่แพ้กัน
ข้าไม่แปลกใจเลยว่าลูกจะหาเื่ใส่ปากได้ขนาดนี้”
เอ่อ…
ก็จริงอยู่หรอกครับ
ยี่ฟู่เคยเล่าว่าเมื่อก่อนซุนต้าชิงตอนวัยรุ่นก็หาเื่ใส่ตัวเก่งยิ่งกว่าผมอีก
มั้งนะ
“เจี้ยนเอ๋อร์...”
ยี่ฟู่หันมามองผมด้วยสายตาแบบที่ไม่ต้องพูดต่อ
ผมก็เข้าใจทันทีว่าจะต้องทำอะไร
ผมลุกขึ้นแล้วเดินไปที่โต๊ะกลาง..
ซึ่งตอนนี้มีวัตถุหน้าตาประหลาดวางอยู่
ดูผ่าน ๆ เหมือนโมเดลระบบสุริยะจำลองที่มีลูกหินกลม ๆ หกลูกเรียงอยู่รอบ ๆ
ลูกแรกเป็ลูกแก้วใสที่มองทะลุเข้าไปเห็นของเหลวใสราวกับน้ำเปล่า ส่วนลูกที่เหลือมีสีเรียงตามเฉดรุ้ง ไล่ั้แ่ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว ไปจนถึงเหลือง ขนาดก็แตกต่างกันไป ไล่จากเล็กสุดที่สีม่วง ไปจนถึงสีเหลืองที่ใหญ่สุด
ผมยื่นมือขวาทาบลงไปบนลูกแก้วใส ไม่ได้รีดพลัง ไม่ต้องตั้งสมาธิอะไรทั้งนั้น
ปานแดงตรงหลังมือขวาของผมก็เรืองแสงขึ้นมาในทันที ัตรงหลังมือของผมก็เด่นชัดขึ้นกว่าเดิมตั้งหลายเท่า
อ้อใช่..
ผมลืมบอก..
ผมไม่มีปานแดงแบบนี้มาั้แ่แรก แต่มันเพิ่งปรากฏหลังจากที่ถูกปลุกพลังเทพสถิตร่างเมื่อสองปีก่อน
ตรานี่เขาเรียกว่า 'ตราประทับปราณ'
เป็สิ่งที่มีเฉพาะในผู้มีเทพสถิตร่าง โดยปกติพวกผู้ชายจะขึ้นที่มือขวา ส่วนผู้หญิงจะขึ้นที่มือซ้าย
ยี่ฟู่บอกว่าเป็กฎฟ้า กฎธรรมชาติ ที่จะเป็รูปแบบนี้
ผมจะอธิบายสั้น ๆ ให้พวกนายได้รู้ถึงพลังสถิตร่างและตราประทับปราณก็แล้วกัน
ตรานี้ส่งต่อทางสายเืคล้ายกรุ๊ปเืเลยครับ
เช่น..
ถ้าพ่อเป็เทพั แม่เป็เทพวิหค ลูกก็จะมีได้แค่ัหรือวิหคเท่านั้นหรืออย่างน้อย ๆ ก็ต้องเป็สัตว์ชนิดนั้น ๆ
ถ้าเกิดขึ้นเป็หมู หรือเป็งูที่ไม่ใช่ฝั่งพ่อแม่
นั่นแหละ..
เื่ถึงบ้านแน่
ส่วนของผมน่ะเหรอ?
ตราของผมเป็รูปัที่ดูดุดันน่าเกรงขามยิ่งนัก แม้จะต่างจากอาป๊าของผมที่เป็ าาัทิศใต้ ซึ่งอยู่ระดับสี่ดาวพิเศษ แต่ก็ยังมีเค้าความน่าเกรงขามอยู่ครบ
แต่ัของผมน่ะ
ไม่ใช่ัธรรมดาแน่ ๆ
และใช่ครับ
ไม่มีใครรู้ว่ามันคือัอะไรแน่ ๆ
แม้แต่ตัวผมเองหรือยี่ฟู่ก็ตามที
กลับมาตอนที่ปานแดงของผมส่องแสง..
ของเหลวข้างในลูกแก้วเริ่มหมุนวน..
แม้มันจะอัดแน่นจนดูเงียบสงบเหมือนน้ำนิ่งในถ้วยชา แต่พลังปราณของผมกลับแทรกตัวเข้าไปข้างในของเหลวนั้นและไหลวนเคียงคู่กันอย่างเห็นได้ชัด
มันเป็สีฟ้าคราม สีน้ำเงินนั้นเหมือนจะนิ่ง แต่ก็ส่งแรงกดดันออกมาไม่น้อย
และทันทีที่ของเหลวในลูกแก้วกลางเริ่มเคลื่อนตัว ลูกแก้วลูกแรกที่อยู่ใกล้สุด
ลูกสีม่วงเข้มก็เริ่มเปล่งแสงขึ้นมา
แสงสีม่วงเจิดจ้าแบบที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นจากหินหยั่ง์ธรรมดา ๆ นั่น
แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา..
สีม่วงเข้มค่อย ๆ อ่อนลง อ่อนลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็ม่วงอ่อน
และสุดท้ายก็ขาวโพลนราวกับเอาแสงแดดเที่ยงวันมายัดไว้ในลูกแก้ว!
ผมยังไม่ทันตั้งตัวดีเลย ลูกแก้วลูกที่สองที่เป็สีครามก็เรืองแสงตามมา
แล้วมันก็เหมือนเดจาวูเลย!!
จากครามเข้มก็ไล่เฉดจนกลายเป็ขาวแบบเดียวกันเป๊ะ
ลูกที่สามสีน้ำเงินเข้มก็ไม่รอช้า..
เปล่งแสงแรงจ้าออกมาแบบเต็มพลัง แล้วก็เปลี่ยนเป็ขาวในสองอึดใจ
พอถึงลูกที่สี่..
สีเขียวก็ลุกวาบขึ้นมาแบบทันทีทันใด
แล้วแน่นอน!!
เปลี่ยนเป็สีขาวเหมือนถูกดีดนิ้วสะกดไว้
ผมมองไปรอบห้อง ทุกคนต่างนิ่งงัน
เสียงเดียวที่ดังอยู่ตอนนี้ คงมีแค่เสียงหัวใจของผมที่เต้นแรงจนเหมือนจะะเิ กับเสียงลมหายใจที่ใครสักคนกลั้นเอาไว้
แค่ลูกที่สี่เปลี่ยนเป็ขาว..
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ..
มันยังไม่หยุดแค่ลูกที่สี่..
“สี่ดาวพิเศษในไม่กี่อึดใจ..
นับว่าไม่เลว พ่อหนุ่มหลิว”
เสียงของท่านเ้าเมืองซุนต้าชิงดังขึ้นมากลางความเงียบ
รู้ไหม..
ผมแทบจะยิ้มออกมาแล้วตอนนั้น เพราะในใจผมก็คิดว่ามันคงจบแค่ลูกที่สี่จริง ๆ นั่นแหละ
สี่ดาวพิเศษก็ถือว่าเท่ไม่เบาเลยนะสำหรับผม
แต่...
ทันทีที่คำพูดของเ้าเมืองจบลงในประโยคสุดท้าย ลูกแก้วลูกที่หก..
ลูกที่ใหญ่สุดที่!!
อันที่เป็สีเหลืองสว่างจันทร์เพ็ญตรงหน้าผม!!
มันก็ลุกวาบขึ้นมาทันทีโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
แล้วแบบ...บึ้ม!
ทั้งห้องที่กำลังเริ่มมีเสียงของท่านเ้าเมืองก็ได้ กริบลงทันตา
แล้วความเงียบนี้มันกลายเป็ความอึ้งระดับตำนาน
ดวงตาของท่านเ้าเมืองกับลูกชายของเขาเบิกโพลงจนผมเผลอห่วงแทนว่าจะค้างแบบนั้นไปเลยมั้ย
ส่วนยี่ฟู่..
ผมว่าแกยิ้มอยู่แหละ แกต้องรู้อะไรมากกว่านี้แน่ ๆ แต่เล่นไม่บอกผมสักคำ เหมือนปล่อยให้ผมไปจุดพลุใส่ตัวเองแล้วนั่งดูขำ ๆ อยู่ข้างสนาม
รู้ไหมครับ..
ระดับพลังสถิตห้าดาวบนแผ่นดินนี้มีอยู่แค่สี่แบบเท่านั้น
ัฟ้า หงส์แดง พยัคฆ์ขาว และเต่าดำ
ทั้งหมดคือสัตว์เทพที่เป็ตัวแทนของทิศทั้งสี่
และก็ใช่..
พวกเขาคือสุดยอดระดับห้าดาวที่คนทั้งยุทธภพเชิดชู
ปัญหาคือปานแดงที่มือผมมันไม่ใช่ัฟ้า
ไม่ใกล้เคียงเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือความผิดปกติ
เป็ความผิดปกติระดับะเิความรู้ของคนทั้งยุทธทวีป
ผมหันไปมองท่านเ้าเมือง..
ท่านยืนนิ่ง..
หน้าขรึม..
ใบหน้าเหมือนคนที่กำลังพยายามทบทวนหนังสือราชการย้อนหลังไปห้าร้อยปีว่าเคยมีเคสแบบผมมาก่อนมั้ย
“จะ...เ้าคุณพ่อ!!”
เสียงของเ้าคนหน้าขนซุนโหวหวังดังขึ้นแบบสั่น ๆ
ราวกับมันเห็นผีจริง ๆ จัง ๆ
ในจังหวะเดียวกัน..
พ่อของมันก็ถึงกับสะดุ้งหลุดจากภวังค์ แล้วหันไปจ้องมองลูกแก้วอีกครั้ง
จากสายตาโล่ง ๆ ในตอนแรก
ตอนนี้มันเปลี่ยนเป็เบิกกว้างสุดขีด
แล้วรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?
ลูกแก้วลูกสุดท้ายที่ตอนแรกแค่ส่องแสงสีเหลือง
มันกำลังกลายเป็ 'สีทอง'
ใช่ครับ! สีทอง!
และไม่ใช่แค่แว้บเดียวแล้วดับนะ มันกำลังเรืองแสงแรงขึ้นเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ แบบที่พวกคุณต้องนึกภาพแสงแดดตอนเที่ยงวันมาอัดรวมในลูกแก้วลูกเดียว
และมันยังไม่หยุดแค่นั้น!!
จากสีทอง!! มันเปลี่ยนเป็สีขาว!!
ชั่ววินาทีนั้น!!
ผมรู้สึกเหมือนห้องทั้งห้องกลายเป็สุสาน
แต่เป็สุสานที่ไม่มีผี
เพราะผีที่แท้จริงก็คือตัวผม
“ปะ...เป็ไปไม่ได้”
เสียงของท่านซุนต้าชิงเบาแทบไม่ต่างจากลมหายใจ
ส่วนผมน่ะเหรอ?
ผมยืนนิ่งมือทาบกับลูกแก้วอยู่แบบนั้น แต่ใจผมลอยไปไกลแล้ว
เพราะในหัวมีแต่คำว่า 'เอาแล้วว้า.. นี่เราทำอะไรผิดไปรึเปล่า'
ทุกคนในห้องตอนนี้ต่างคนต่างอึ้ง
ยี่ฟู่ก็ไม่เว้น...
ตอนนี้สายตาของยี่ฟู่ยังสะท้อนอารมณ์เดียวกับทุกคน..
คือไม่อยากเชื่อ!!
แต่ก็เถียงลูกแก้วไม่ได้
แก๊ก… แก๊ก… แก๊ก…!!
ในจังหวะที่ทุกคนยังค้างเติ่งกับภาพที่เห็นอยู่
จู่ ๆ เสียงแตกร้าวของลูกแก้วก็ดังขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จากลูกแก้วของชุดหินหยั่ง์
ใช่ครับ..
ทุกลูกเริ่มมีรอยร้าว!!
เป็แตกลายงาเหมือนแจกันเก่าโดนแมวถีบตกจากหิ้ง!
ส่วนลูกแก้วใสที่ผมยังแตะอยู่ ของเหลวข้างในมันเริ่มซึมออกมาทีละหยด..ทีละหยด
เหมือนกับกำลังบอกว่า 'พอเถอะ พอได้แล้ว ปล่อยฉันไป' แล้วก็หลั่งน้ำตาแห่งการยอมแพ้ออกมาตามรอยปริ
“เจี้ยนเอ๋อร์! พอก่อน!!”
ยี่ฟู่ของผมะโเสียงดังแบบลืมวัย
ผมสะดุ้งเฮือก!! รีบชักมือออกจากลูกแก้วเหมือนมันร้อนจี๋ แล้วแสงทั้งหมดก็หายวับ กลับไปเป็แค่ลูกแก้วหงอย ๆ ที่มีแต่รอยร้าวน่าเวทนา
ผมหันไปมองยี่ฟู่..
แล้วถามแบบไม่รู้ว่าตัวเองเพิ่งทำลายของราคาแพงไปคามือ
“เป็ยังไงบ้างครับ ยี่ฟู่?”
คนแก่หน้าขรึมเงียบไปสักพัก..
แล้วตอบเสียงนิ่งเหมือนยังไม่แน่ใจในชีวิตตัวเอง
“น่าจะ… ระดับห้า…ดาวพิเศษ??”
ตอนผมได้ยินก็แบบ 'อา…โอเค… แต่เดี๋ยวก่อน ห้าดาวพิเศษ!!'
นี่มันระดับที่ควรจะให้คนเป่าแตรเฉลิมฉลองรึเปล่า?
แต่ไม่เลย..
ไม่น่าจะเป็การเฉลิมฉลอง..
เพราะในตอนที่ผมหันไปมองท่านเ้าเมืองซุน..
ตอนนี้หน้าของเขาอาปากค้างอยู่อย่างนั้น ราวกับภาพในหัวของเขามีแต่คำว่า 'Error'
แต่น้ำเสียงของยี่ฟู่ก็เบา ๆ ดังขึ้นก่อน
“ต้าชิง.. เ้าคิดเช่นไร?”
ท่านเ้าเมืองไม่ตอบในทันที..
เขาแค่ยืนมองลูกแก้วพวกนั้นเหมือนกำลังคิดว่าจะส่งซ่อมได้ไหม หรือควรจะทำลายหลักฐานเลยดี
หลักฐานที่ว่า..
ก็เหมือนจะหมายถึงผมซะด้วยสิ..
เ้าเมืองนพบุรีถอนหายใจแรง ๆ แล้วก็ส่ายหัวเหมือนคนที่กำลังพยายามไล่ความคิดปั่นป่วนในหัวให้กระเด็นออกไป
“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วล่ะจอมยุทธ์ช่าง..
พลังสถิตของพ่อหนุ่มหลิวคนนี้ต้องเป็ระดับห้าดาวพิเศษแน่..
ค่อนไปทาง..
เอ่อ.. หกดาวด้วยซ้ำกระมัง”
เอาจริง ๆ ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าระดับหกดาวหรือห้าดาวพิเศษมันคืออะไรกันแน่
เพราะตอนอยู่โลกเดิม..
ผมยังเคยเข้าใจว่าตัวเองแค่เป็นักเรียน ม.ปลายธรรมดา ๆ
นี่ถ้าเพื่อนผมรู้ว่าผมเป็ผู้ถือครองพลังสถิตระดับเกินลิมิต
มันคงแห่กันมาขอสัมภาษณ์ไม่ต่างกับเ้าเมืองนี่แหละ (แล้วพวกองค์กรของรัฐก็คงหิ้วปีกของผมไปผ่าพิสูจน์แทบจะในทันที)
ผมเห็นท่านเ้าเมืองนั่งปั้นหน้าเครียดอยู่นาน
สายตาแกมันวูบไปวูบมาเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักระหว่าง ‘ความซวย’ ที่จะโดนถ้าปลอมเอกสารให้ กับ ‘ความหวัง’ ของทวีปนี้ที่อาจจะกำราบพวกพรรคมารฯ ได้สิ้นซาก
สุดท้ายแกก็เหมือนคนที่เลิกคิดแล้วกระแทกตัวนั่งลงกับเก้าอี้
ก่อนพูดออกมาชัดเจนเต็มสองหูผมว่า
“เอาวะ!! ปลอมก็ปลอม!!”
แล้วเสียงในหัวผมก็ร้อง 'โว้วววว! สำเร็จ!!' แบบที่ไม่กล้าเปล่งออกมาจริง ๆ
เท่านั้นยังไม่พอ..
เ้าเมืองซุนก็หันไปมองหน้าลูกชายตัวเองที่ชื่อโหวหวัง ซึ่งจริง ๆ ก็หน้าตาเหมือนคนเป็พ่อแบบแค่เติมรอยเหี่ยวลงไปก็แทบจะเป็คนเดียวกัน
แกก็ออกคำสั่งฟังดูโคตรอบอุ่นแต่แอบน่ากลัวว่า
“โหวหวัง..
ปีนี้ลูกเองก็ไปสมัครเข้าสำนักสี่ขุนเขากับพ่อหนุ่มสกุลหลิวด้วย”
“สมัครเป็ศิษย์สำนักสี่ขุนเขา?”
เขาหันขวับไปทางพ่อ
แววตามีทั้งความใและสายตาแบบ ‘อย่าล้อกันเล่นนะเ้าคุณพ่อ’
“ฉันไม่เอาด้วยหรอกเ้าคุณพ่อ!
อยู่ที่บ้านฉันก็มีวิชาให้ฝึก มีทรัพยากรให้ดูดซับจนไม่หวาดไม่ไหว
เหตุไฉนถึงต้องให้ฉันไปลำบากด้วย?”
พูดตรง ๆ ผมก็เข้าใจเขานะครับ..
เขาเป็ลูกเ้าเมือง มีทุกอย่างพร้อม อยากฝึกอะไรก็มีคนยัดใส่มือให้ ไม่ต้องตากแดด ไม่ต้องทำภารกิจแลกโอสถเหมือนคนอื่น
แต่ก็นะ..
สำหรับผม การทำภารกิจเพื่อแลกอะไรบางอย่างก็ดูสนุกไม่หยอก
เหมือนการเล่น 'ทำเควสในเกมRPG' นั่นแหละ
น่าสนุกไม่หยอก
“เอ็งต้องไป!!”
เสียงของท่านเ้าเมืองตวาดเปลี่ยนโทนในพริบตา
กลายเป็หนักแน่นดุดันแบบที่ผมเดาว่าโหวหวังคงไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก
“พ่อหนุ่มสกุลหลิวเป็คนมาจากทวีปนอก ยังใหม่เกินไปสำหรับยุทธภพของพวกเรา
มีเอ็งอยู่เป็เพื่อน เป็พี่เลี้ยงนั่นแหละดี
อย่างน้อย ๆ
ก็ไม่มีใครกล้าแตะเขาง่าย ๆ หากมีเอ็งอยู่เคียงข้าง”
เขาพูดจบ.. ผมหันไปมองโหวหวังทันที
และครับ..
อีกครั้งที่ผมเดาถูก
ขนบนหน้าของหมอนั่นแทบจะยกฟูฟ่อง
“ฉันไม่เอาด้วยหรอกเ้าคุณพ่อ!!”
มันชี้หน้าผม
ชี้จริง ๆ แบบนิ้วแทบทิ่มปาก
“จะให้ฉันเข้าเรียนพร้อมพ่อนี่? เป็เกลอกับอ้ายพันธุ์นี่น่ะฤา?
ให้ตายฉันก็ไม่ไป!
เ้าคุณพ่อลองดูหน้าอ้ายนี่
ดูดีขนาดนั้น! ถ้าฉันเดินข้างพ่อนี่
ตัวฉันจะไม่หม่นเป็เงาใต้ฝ่าเท้าอ้ายคนนี้หรือไร?
แม่หญิงช่อชบานางใดเล่าจะชายตามองฉันเมื่อไอ้หล่อคนนี้เดินอยู่ข้าง ๆ ?
แลเ้าคุณพ่อก็เห็นแล้วมิใช่รึ!!
ว่าระดับพลังสถิตของอ้ายนี่อยู่ที่ระดับใด
เ้าคุณพ่อยังจะให้ลูกชายคนเดียวไปเสี่ยงอีกรึ!?
ถ้าฉันตาย..
ใครจะเป็ผู้นำตระกูลรุ่นต่อไปเล่า!”
(โอเค… เอาจริง ๆ ผมก็แอบภูมิใจนิดหน่อยนะ แต่ก็ไม่กล้ายิ้มตอนนั้น)
“อยู่เป็เอาตัวรอดเก่งอย่างเอ็งน่ะฤา
จะตายง่าย ๆ อ้ายลูกเวร”
เสียงของท่านซุนต้าชิงถอนหายใจปนตัดพ้อหนักมาก
“เป็เอ็งมากกว่าที่จะพาเื่มาให้พ่อหนุ่มหลิวเขา...”
ผมยิ้มเจื่อน ๆ แล้วเกาแก้มเบา ๆ ทำเป็ไม่เห็นสายตาหมั่นไส้ของโหวหวังที่มองมา
ยี่ฟู่ของผมที่เงียบอยู่สักพักก็เปรยขึ้นมาเสียงเรียบ
เหมือนพ่อบุญธรรมของผมเบื่อจะฟังสองพ่อลูกทะเลาะกันเต็มที
“ต้าชิง..บ้านตระกูลหลิวยังตั้งอยู่ที่เดิมหรือไม่?”
คำถามนี้ฟังเหมือนเรียบง่าย..
แต่น้ำเสียงของท่าน..
คล้ายปนความสำนึกผิดอยู่บาง ๆ
“ยังอยู่ที่เดิมจอมยุทธ์ช่าง
พี่จะพาพ่อหนุ่มหลิวไปพบคุณนายหลิวรึ?”
เสียงของท่านซุนต้าชิงถามขึ้นแบบดูไม่คิดอะไรมาก
แต่ประโยคนั้น..
กลับทำให้บรรยากาศในห้องสะดุดเงียบไปชั่วอึดใจ
ผมหันไปมองยี่ฟู่ของผมทันที แกถึงกับเบิกตากว้าง
“เ้าหมายความว่าอย่างไร? ที่ว่าคุณนายหลิวน่ะ..
หรือว่า!!
ท่านผู้นำตระกูลเขา...”
สีหน้าของยี่ฟู่ดูเปลี่ยนไปชัดเจน
เขาดูใ แบบใจริง ๆ ไม่ใช่แค่แกล้งทำเหมือนเวลามีใครชมว่าตัวเองหล่อ
“ใช่แล้วจอมยุทธ์ช่าง”
ท่านเ้าเมืองพยักหน้าช้า ๆ สีหน้าท่านดูหม่นอย่างเห็นได้ชัด
“เมื่อราว ๆ สิบแปดปีก่อน..
พรรคมารมันได้ประกาศออกมาว่าได้สังหารจอมยุทธ์หลิวและองค์หญิงหนานได้สำเร็จ..
ข่าวนี้แพร่ไปทั่วทุกอาณาจักร
และทุกดินแดน”
ผมนั่งนิ่ง..
ราวกับตัวเองเป็แค่เงาในห้องนี้ไปแล้ว
“ข่าวนี้ร้ายแรงมาก”
ท่านเ้าเมืองยังพูดต่อ
“ท่านก็รู้ดี.. จอมยุทธ์ช่าง..
ว่าจอมยุทธ์หลิวในตอนนั้นคือบุรุษคนสุดท้ายของตระกูลหลิว
พอข่าวการตายของเขาแพร่ไปถึงหูของท่านเ้าคุณผู้นำตระกูลหลิว
ท่านเ้าคุณก็ใจนล้มป่วย
แล้วไม่นาน..
ท่านก็เสีย..”
ผมถึงกับหายใจลึกจนแน่ปอด..
ไม่รู้ว่าความเ็ปนี้มันคือความเศร้าหรือความโกรธ หรือทั้งสองอย่าง
ปู่ผม.. อากงของผมน่ะเหรอ... ผมไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ
แต่วันนี้.. ผมเพิ่งรู้ว่าปู่ตายเพราะข่าวว่าพ่อกับแม่ถูกฆ่า
และไอ้ข่าวที่ว่าถูกฆ่านั้น.. ก็คือพวกผมหลบหนีอยู่เงียบ ๆ มาโดยตลอด
ผมนั่งนิ่ง..
ยี่ฟู่เองก็เงียบไปเช่นกัน..