บทที่ 26 ฝึกฝนั้แ่วันนี้
ท่านอาจารย์จางพาหลี่ลี่ไปยังสำนักกลาง จากนั้นก็มอบตัวให้กับอาจารย์อีกท่านหนึ่ง ส่วนที่เหลือท่านก็ไม่สนใจอีก
หลี่ลี่ได้รับห้องพัก ได้รับผ้าห่ม คัมภีร์ฝึกฝน และของใช้จำเป็อื่น ๆ จากนั้นอาจารย์ก็จากไป
ศิษย์หกคนที่อยู่ในการแปรผันิญญายุทธ์ระดับสี่ บุกเข้าไปในลานบ้านเล็ก ๆ ของหลี่ลี่ พวกเขาไม่ได้เข้าไปในบ้าน ชายหนุ่มอายุสิบแปดหรือสิบเก้าปีคนหนึ่งพูดอย่างเ็าว "หลี่ลี่ เ้าเป็ศิษย์ใหม่ ต้องปฏิบัติตามกฎของสำนัก เ้ารู้หรือไม่?"
ขณะนั้นหลี่ลี่กำลังเล่นกับกระบี่เล่มหนึ่งอยู่ในมือ ศิษย์สำนักกลางแต่ละคนจะได้รับกระบี่เล่มหนึ่ง แม้ว่ามันจะเป็กระบี่ต่อสู้ธรรมดา ๆ แต่เขาก็รู้สึกแปลกใหม่และกำลังลูบคลำมันอยู่
"กฎอะไรหรือ?"
"ศิษย์ใหม่ทุกคนต้องไปรับใช้ทีู่เาเหนือ อีกเจ็ดวัน เ้าสามารถท้าทายศิษย์การแปรผันิญญายุทธ์ระดับสี่คนใดก็ได้ ถ้าเ้าเอาชนะเขาได้ เขาก็จะไปรับใช้แทนเ้า เข้าใจหรือไม่?"
"เข้าใจแล้ว!" หลี่ลี่ตอบรับ
การรับใช้ไม่ใช่เื่ใหญ่สำหรับเขาเลย เขาเป็ทาสมาก่อน และเร่ร่อนมาหลายปี ความลำบากแบบไหนที่เขาทนไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้พละกำลังของเขาเพิ่มขึ้นมาก ไม่ว่างานหนักจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด ก็ไม่มีความหมายสำหรับเขา
ศิษย์ทั้งหกคนพอใจที่เขาเชื่อฟัง พวกเขาสั่งสอนเขาอีกสองสามประโยคแล้วก็จากไป
หลี่ลี่เล่นกับกระบี่ต่อสู้อยู่นาน แล้วก็เริ่มเปิดดูตำราเรียนเล่มใหม่
นอกจาก "หมัดเก้าพังทลาย" และ "ดาบเก้าเงา" แล้ว ยังมี "เคล็ดวิชารุ้งพิสุทธ์ฝ่าสุริยัน, "ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับศาสตร์โอสถ", "ฝ่ามือเงานภา" และ "วิถีแห่งการบ่มเพาะ"
"เคล็ดวิชารุ้งพิสุทธิ์ฝ่าสุริยัน" เป็คัมภีร์ระดับพลัง สามารถฝึกฝนไปจนถึงขั้นผู้ฝึกยุทธ์ได้เลย แตกต่างจาก "เคล็ดวิชาพลังปราณชิงหง" ที่เป็เพียงเคล็ดวิชาฝึกฝนพลังลมปราณขั้นพื้นฐานที่สุด สามารถฝึกฝนได้เพียงระดับผู้แปรผันิญญา่ต้นเท่านั้น
คัมภีร์สามารถแบ่งตามระดับได้เป็ คัมภีร์ระดับิญญา คัมภีร์ระดับพลังลมปราณ คัมภีร์ระดับรูปลักษณ์ คัมภีร์ระดับอาคม คัมภีร์ระดับสัจธรรม คัมภีร์ระดับสำนัก...
"เคล็ดวิชารุ้งพิสุทธิ์ฝ่าสุริยัน" เป็คัมภีร์ระดับพลังลมปราณ ถือเป็คัมภีร์ที่ทรงพลังมาก หากนำคัมภีร์เล่มนี้ออกไปข้างนอก ก็สามารถขายได้เงินจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลี่ลี่จะฝึกฝน "เคล็ดวิชารุ้งพิสุทธิ์ฝ่าสุริยัน" ได้ แต่หากไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักิเยว่ คัมภีร์ทุกเล่มก็ห้ามเผยแพร่ออกไปภายนอก มิฉะนั้นจะถือว่าทำผิดกฎร้ายแรง ผลที่ตามมาร้ายแรงยิ่ง
เขาอ่านหนังสือสองเล่ม "ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับศาสตร์โอสถ" และ "ฝ่ามือเงานภา" อย่างคร่าว ๆ ไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่หลังจากอ่าน "วิถีแห่งการบ่มเพาะ" ซึ่งแนะนำเื่ราวแปลก ๆ เกี่ยวกับการบ่มเพาะฝึกฝน รวมถึงเป้าหมายในการบ่มเพาะ และความลับบางอย่างของสำนักิเยว่ เขาก็ตกตะลึงอย่างมาก
ในตำราเรียนของสำนักล่าง กล่าวว่าการบ่มเพาะนั้นยากมาก ไม่ควรใจร้อน แต่ใน "วิถีแห่งการบ่มเพาะ" กลับแนะนำอัจฉริยะมากมายที่บ่มเพาะได้อย่างรวดเร็ว บอกให้ศิษย์ทุกคนบ่มเพาะั้แ่เนิ่น ๆ เวลาไม่คอยใคร มีชื่อเสียงต้องรีบมีั้แ่ยังหนุ่ม ตรงข้ามกับคำกล่าวของสำนักล่างโดยสิ้นเชิง
แม้ว่าหลี่ลี่จะเป็คนสองโลก แต่เขาก็ไม่คิดว่าคำกล่าวของสำนักล่างและสำนักกลางจะแตกต่างกันมากขนาดนี้
หลังจากอ่านคำแนะนำในหนังสือ หลี่ลี่ก็เข้าใจความตั้งใจของสำนัก
เมื่อศิษย์ใหม่เริ่มฝึกฝน หากพวกเขาไม่สามารถปรับตัวได้ในตอนแรก ฝึกฝนได้ช้า พวกเขาก็อาจสูญเสียความมั่นใจในการฝึกฝน ทางที่ดีควรค่อยเป็ค่อยไป เมื่อปูพื้นฐานได้มั่นคงแล้ว ค่อยเข้าสู่สำนักกลาง จึงควรฝึกฝนอย่างขยันหมั่นเพียร มิฉะนั้นจะไม่มีทางบรรลุผลสำเร็จ
ใน "วิถีแห่งการบ่มเพาะ" แนะนำว่าระดับการบ่มเพาะแบ่งออกเป็ ขอบเขตจิติญญานักสู้ ขอบเขตพลัง ขอบเขตรูปลักษณ์ ขอบเขตอาคม ขอบเขตสัจธรรม ขอบเขตวิหาร ขอบเขตสำนัก...
หลังจากผ่านพ้นเก้าวิถีแห่งการแปรผันไปและบ่มเพาะพลังลมปราณภายในได้ ก็จะกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ ขอบเขตการบ่มเพาะที่สูงกว่าคือ ขอบเขตรูปลักษณ์ ขอบเขตอาคม ขอบเขตสัจธรรม ขอบเขตวิหาร ขอบเขตสำนัก พลังของแต่ละขอบเขตมีดังนี้
ขอบเขตพลัง สามารถรวบรวมพลังลมปราณ หมัดเดียวสามารถทุบูเาแยกหินได้ เป็ปรปักษ์กับคนนับหมื่น
ขอบเขตรูปลักษณ์ สามารถรวบรวมพลังปราณให้กลายเป็อาวุธได้
ขอบเขตอาคม สามารถปล่อยพลังปราณที่ชั่วร้ายออกมาทำลายูเาผลาญทะเล เขย่าฟ้าดิน
ขอบเขตสัจธรรม กลับสู่สภาวะบริสุทธิ์ พลังลมปราณ รูปลักษณ์ อาคม ทั้งหมดถูกซ่อนไว้ภายใน ดูภายนอกเหมือนคนธรรมดา แต่พลังฝีมือเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่า หรือแม้แต่บินไปในอากาศได้ ได้รับการยกย่องว่าเป็เซียน มีอายุขัยยืนยาว
ขอบเขตวิหาร เข้าถึงความลึกลับของ์และโลก สามารถก่อตั้งสำนักเป็ของตนเอง รับศิษย์อย่างเป็ทางการ เหตุผลที่สำนักิเยว่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ ก็เพราะมีผู้เชี่ยวชาญระดับขอบเขตสำนักคอยคุ้มครอง
ขอบเขตสำนัก สามารถสร้างนิกายเป็ของตนเอง สำนักิเยว่สามารถพื้นที่หนึ่งได้ แต่หากกลายเป็นิกายใหญ่ ก็จะมีอำนาจและอิทธิพลอย่างมากในยุคราชวงศ์เหลียง
ผู้ก่อตั้งสำนักิเยว่ ิเทียนหลุน ฝึกฝนคัมภีร์ระดับวิหาร "เคล็ดวิชาจันทร์ส่องใจบริสุทธิ์" จนถึงขั้นสูงสุด กลายเป็ผู้เชี่ยวชาญระดับขอบเขตสำนัก จึงได้ก่อตั้งสำนักิเยว่ขึ้น
หลังจากนั้นสามร้อยปี สำนักิเยว่มักจะมีผู้เชี่ยวชาญระดับขอบเขตวิหารสองถึงสามคนคอยคุ้มครอง แต่น่าเสียดายที่เมื่อห้าสิบปีก่อน สำนักิเยว่ได้สูญเสียผู้เชี่ยวชาญระดับขอบเขตวิหารไปสองคน หลังจากนั้นหลายปีมานี้ ก็มีเพียงผู้าุโสูงสุดเพียงคนเดียวเท่านั้นที่คอยคุ้มครองสำนักิเยว่ แม้แต่ิห่าวเทียน เ้าสำนักิเยว่ ก็เป็เพียงผู้เชี่ยวชาญขอบเขตสัจธรรมเท่านั้น
หากผู้าุโสูงสุดสิ้นอายุขัย สำนักิเยว่สูญเสียผู้เชี่ยวชาญระดับขอบเขตวิหาร สำนักิเยว่ก็จะสูญเสียสถานะ กลายเป็สำนักชั้นล่าง การรับศิษย์จะยากขึ้นเรื่อย ๆ อิทธิพลก็จะลดน้อยลง ดังนั้น สำนักิเยว่จึงกระตุ้นให้ศิษย์ทุกคนต้องฝึกฝนอย่างหนัก พยายามเป็วีรบุรุษของสำนักิเยว่ บ่มเพาะจนถึงระดับขอบเขตวิหารให้ได้
หลังจากที่หลี่ลี่เข้าร่วมสำนักิเยว่ เขาก็รู้สึกผูกพันและรู้สึกเป็ส่วนหนึ่งกับสำนักิเยว่มาก
แม้ว่าจะมีคนชั่วร้ายอย่างเหอวั่นปรากฏตัวขึ้น แต่เพื่อนมิตรสหายในกลุ่มต่างก็ดีกับเขามาก แล้วยังมีท่านอาจารย์ใหญ่หลิวชิงไห่แห่งสำนักล่างที่ปฏิบัติต่อเขาเป็อย่างดี
ยิ่งไปกว่านั้น กฎของสำนักิเยว่ก็ดีต่อศิษย์จริง ๆ มิฉะนั้นเหอวั่นคงไม่พยายามอย่างหนักที่จะกำจัดเขา และไม่กล้าที่จะจัดการเขาอย่างโจ่งแจ้ง คนชั่วร้ายแบบนี้อาจปรากฏตัวขึ้นในสำนักใดก็ได้ ดังนั้นหลี่ลี่จึงคิดว่าตัวเองเป็คนของสำนักิเยว่ตั้งนานแล้ว เขาคิดว่าต้องฝึกฝนอย่างหนัก บรรลุระดับขอบเขตวิหารโดยเร็วที่สุด และจะไม่ยอมให้สำนักิเยว่สูญเสียสถานะอย่างเด็ดขาด
ใน "วิถีแห่งการบ่มเพาะ" กล่าวว่าเก้าวิถีแห่งการแปรผันิญญายุทธ์เป็เพียงจุดเริ่มต้นของการบ่มเพาะ ไม่ใช่เื่ยาก อัจฉริยะหลายคนใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็สามารถบ่มเพาะถึงระดับพลัง กลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ได้
ในปัจจุบัน ศิษย์สามคนที่โดดเด่นที่สุดของศิษย์สำนักใน คือ ปี้ชิงหลวน ลู่เส้าเฟิง และสวี่ฉางซาน พวกเขาเข้าสำนักเมื่อหลายปีก่อน ใช้เวลาไม่ถึงสองเดือนก็สามารถบ่มเพาะจนกลายเป็ศิษย์สำนักในได้
หลี่ลี่รู้สึกอิจฉามากเมื่อเห็นเช่นนี้ ดูพวกเขาสิ ชื่อของพวกเขาถูกบันทึกไว้ในตำราเรียนของสำนัก เป็ที่เคารพนับถือของศิษย์รุ่นหลัง นี่แหละอัจฉริยะตัวจริง!
เดิมทีหลี่ลี่ยัง้าทำตัวให้ติดดินฝึกฝนอย่างช้า ๆ แต่พอเห็นแบบนี้ เขาก็ตบต้นขาตัวเอง "ข้ามีสมบัติล้ำค่าอย่างวิหารแห่งราตรีช่วยเหลือ แล้วยังเทียบกับคนทั้งสามคนนี้ไม่ได้อีกหรือ? ข้าต้องเข้าสู่สำนักในให้เร็วที่สุด แต่น่าเสียดาย คนทั้งสามคนนี้เป็อัจฉริยะเช่นนี้ คาดว่าผ่านไปหลายปี พวกเขาทั้งสามคนคงได้เลื่อนขั้นเป็ศิษย์แกนกลางในสำนักในแล้ว"
หลี่ลี่อยากเห็นโฉมหน้าของอัจฉริยะทั้งสาม วิธีที่ได้ผลที่สุดคือรีบฝึกฝน เมื่อระดับพลังฝีมือสูงขึ้น เข้าสู่สำนักในได้ ก็อาจมีโอกาสได้พบพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่ยอมแพ้ ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะฝึกฝนอย่างหนัก เอาชนะพวกเขาให้ได้ในอนาคต
พ่อแม่ของหลี่ลี่ยังคงเป็ทาสอยู่ในเหวศิลากาฬ เขาต้องฝึกฝนอย่างรวดเร็ว รอให้เขากลายเป็ยอดฝีมือ ค่อยไปช่วยพวกเขากลับมา
ก่อนหน้านี้ เขาไม่รู้ว่าระดับการบ่มเพาะแบ่งอย่างไร รู้แค่ว่าในเหวศิลากาฬมีผู้ฝึกฝนที่สามารถบินได้ ตอนนั้นเขานึกว่าคนเ่าั้เป็เซียน ตอนนี้เขารู้แล้ว นั่นคือผู้ยอดฝีมือขอบเขตสัจธรรม อย่างน้อยเขาต้องบ่มเพาะจนถึงขอบเขตสัจธณรม จึงจะกลับไปที่เหวศิลากาฬเพื่อตามหาพ่อแม่ได้
"ท่านพ่อ ท่านแม่ รอข้าก่อนเถอะ ลูกจะต้องฝึกฝนอย่างหนัก ลูกบังเอิญได้พบกับโชคลาภ ท่านพ่อ ท่านแม่รออย่างสบายใจเถอะ!"
ดวงตาของหลี่ลี่เป็ประกาย มุ่งมั่นที่จะต่อสู้