42-ผมคิดว่า ผมชอบคุณ
หลังจากดินเนอร์ริมแม่น้ำคราวนั้น ลลิตาก็ไม่ได้เจอหน้ารังสรรค์อีกเลย นับดูแล้วราวหนึ่งเดือนเต็มๆ เธอเริ่มหมดหวังไปวันละเล็กละน้อยแล้ว
“หายไปไหนของเค้านานขนาดนี้ นี่ก็หลายอาทิตย์ละนะ หรือเขาจะคิดได้แล้ว” ปากเล็กพึมพำคนเดียวหน้านิ่วคิ้วขมวด แม้ข้างหน้าจะเป็นงานที่ต้องทำแต่ในหัวก็ไม่หยุดฟุ้งซ่าน ทึกทักไปถึงอีกคน ชายหนุ่มคงคิดได้ว่าเธอไม่คู่ควรจะเคียงข้างเขา ไม่เหมาะจะใช้ชีวิตร่วมกันไปตลอดรอดฝั่ง เธอไม่เหมาะสม
“แต่ก็ควรจะพูดอะไร บอกอะไรกันบ้างมั้ยล่ะ เห้อ หยุดคิดๆๆ” ใบหน้าหวานยับยุ่งสับสน แต่การที่เขาหายเงียบไปแบบนี้ออกจะเสียมารยาทไปหน่อย อย่างน้อยก็ควรชี้แจงเหตุผลให้ชัดเจน คนหน้าหวานทำงานอย่างเหม่อลอย บางครั้งก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันขึ้นมาดื้อๆ
“แกโอเคมั้ยลิ้นจี่ ดื่มอะไรเย็นๆ มั้ย ฉันจะลงไปซื้อกาแฟข้างล่าง” เมษยาอดถามไถ่เพื่อนสาวที่แสดงหลายอารมณ์ในไม่ถึงชั่วโมงออกมา เป็นห่วงเพื่อนสาวกับปัญหาที่ไม่ต้องพูดถึง คนทั้งแผนกก็พอจะคาดเดาออก
“อืม ยังไม่เอาหรอก ขอบใจแกมาก”
“โอเคมั้ย มีอะไรที่อยากพูด ให้ฉันช่วยก็บอกได้เลยนะ เห็นแกเป็นงี้ใจคอไม่ดีเลย”
“ฉันไหวอยู่ แกอย่ากังวลไปน่ายัยชี”
มือเล็กของเมษยานวดบ่าเพื่อนอย่างให้กำลังใจ หวังให้เพื่อนสาวลดความเครียดลง รอยยิ้มซีดเซียวส่งให้เพื่อนที่เข้ามาพูดคุย เธอรู้ว่าหญิงสาวห่วงใย แต่เรื่องแบบนี้ถึงเพื่อนอยากช่วยเหลือ ก็ไม่สามารถช่วยกันได้จริงๆ เพื่อนร่วมงานที่มองอยู่ก็พลอยกังวลและเป็นห่วง แต่จะทำอะไรได้ อีกคนนั้นดันเป็นเจ้านาย!
“วันนี้มีประชุมออนไลน์กับคุณลีใช่มั้ย เซตห้องประชุมเรียบร้อยแล้วยัง”
“เรียบร้อยแล้วค่ะท่านรอง กานต์แจ้งไปยังผู้บริหารที่เกี่ยวข้องของบริษัทเราให้เข้าร่วมแล้ว ช่วงบ่ายโมงครึ่งค่ะ”
“อืม ผมเคลียร์งานบนโต๊ะตอนเช้านี้ก่อน ตอนบ่ายเจอกันที่ห้องประชุม”
“ค่ะท่านรอง”
ณัฐกานต์ตอบรับนอบน้อม เมื่อเห็นคนที่คุยกับตนไม่แม้แต่จะเงยหน้าจากกองเอกสารจึงถอยออกไปเงียบๆ อย่างงุนงง ก่อนหน้านี้เจ้านายของเธออารมณ์ดีขึ้นมากแล้ว ช่วงเกือบเดือนมานี้กลับมึนตึงขึ้นมาอีกเฉยๆ ใครๆ ก็เข้าหน้าไม่ติดแม้แต่ลูกน้องคนสนิททั้งสองคน
“เจ้านายมึงรอบนี้เงียบชิบ ทำยังกับคนเมียหาย ทีตอนเมียหายจริงๆ ยังไม่ออกอาการขนาดนี้”
“หึ!”
“หึบ้าหึบออะไรของมึง ทุกวันนี้แค่หายใจยังขัดหูขัดตาเจ้านาย ชีวิตไอ้วีระมันจะอาภัพไปถึงไหน”
วีระฟึดฟัดใส่นทีที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรกับใคร นทีทำเพียงมองเพื่อนอย่างระอา นี่มันยังไม่ชินอีกหรือ เจ้านายคนนี้รับมือยากมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว! ใกล้ได้เวลาเที่ยงจึงเป็นเขาที่ถูกวีระรบเร้า ส่งเข้าไปห้องเจ้านายอย่างเสียไม่ได้
“นายจะไปทานข้าวข้างนอกหรือให้ซื้อเข้ามาทานที่ห้องทำงานดีครับ”
“ไปห้องอาหาร...ไม่ล่ะ ลงไปซื้ออะไรง่ายขึ้นมาให้ฉันก็พอ”
นทีพยักหน้ารับคำนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใดทางสีหน้า ก่อนหายออกไปทำตามความต้องการอีกคน หลังประตูห้องทำงานปิดลงร่างสูงใหญ่ก็เอนกายพิงพนักเก้าอี้ สองตาคมหลับลงอย่างเหนื่อยล้า เมื่อว่างจากการทำงานสมองก็จะคิดวนกลับมาที่อีกคนเสมอ
“หึ ทำไมเธอชอบโผล่มาไม่ให้ฉันได้หยุดคิดเลยนะ”
เสียงทุ้มพูดคนเดียวอย่างเย้ยหยันตัวเอง การเงียบหายของรังสรรค์ไม่ใช่แค่ต้องการคิดทบทวนเสียทีเดียว เขาไม่ยอมโผล่ไปให้ลลิตาเห็นหน้าแม้จะอยากเจอเธอแค่ไหนก็ตาม กลัวหญิงสาวจะอึดอัด ไม่สบายใจ ชายหนุ่มต้องการความมั่นใจในความรู้สึกของตัวเอง และความรู้สึกของเธอด้วย ประสบการณ์รักที่ไม่ค่อยดีจากการตัดสินใจฉาบฉวยทำให้ชีวิตครอบครัวพังลง การจะเริ่มต้นใหม่กับใครอย่างจริงจังอีกครั้งทำให้ชายหนุ่มหวาดหวั่น ไม่มั่นใจ
“เจรจารอบนี้ ฉันจะให้แกไปเป็นตัวแทนฉันนะเจ้าตั้ง”
“ครับท่านประธาน”
“ดีๆ ไปรอบนี้ต้องดีลให้สำเร็จล่ะ ดูแล้วคุณลีน่าจะพอใจกับข้อเสนอ เงื่อนไขจากทางเรามากอยู่ ฉันเชื่อมั่นในตัวแกนะ อะไรที่มันฝืนเกินไปก็ปล่อยวางมันบ้าง ทิฐิ อีโก้มันไม่ได้ทำให้ชีวิตเรามีความสุขหรอกนะ แบกไปก็หนัก เป็นทุกข์ ไม่มีใครมาสนใจชีวิตคนอื่นหรอก ถึงสนใจพูดแล้ว หลังกินข้าวอิ่มก็หันไปคุยเรื่องใหม่แล้ว คนเราก็มีแค่นี้ คนที่ควรแคร์มากที่สุดคือตัวเราเองนะ”
“ครับพ่อ”
รังสรรค์ยืนมองพ่อตัวเองแววตาไหววูบ ชายสูงวัยตรงหน้ามองเขาขาด ถึงจะทำงานก็ยังห่วงใยเขาเสมอ หลังรับงานแทรกจากการมอบหมายของประธานใหญ่ให้เดินทางไปเจรจาธุรกิจที่ฮ่องกงนานเกือบสองสัปดาห์ แน่นอนว่างานที่เขาลงมือเองน้อยครั้งที่จะล้มเหลว ครั้งนี้ก็สำเร็จราบรื่นตามคาด แล้วเสร็จจากทำงานก็แวะพักผ่อน ซื้อของฝากให้ครอบครัว โดยเฉพาะลัดดาแม่ของเขาที่กำชับว่าจะลืมของฝากเธอไม่ได้
ระหว่างเดินช้อปปิ้งของฝากโดยมีบอดี้การ์ดคนสนิทเดินถือของพะรุงพะรังตามติด ดูนั่นนี่อยู่ไทม์สแควร์พักใหญ่ก็หวนคิดถึงคนหน้าหวานที่อยู่ไกลกัน เป็นแบบนี้ตลอดตั้งแต่มา เจออะไรก็จะนึกถึง อยากให้มีเธออยู่ด้วยตรงนี้ อยากเห็นรอยยิ้มสดใสของเธอ ตอนนี้จึงมั่นใจแล้วว่าลลิตาต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาจริงๆ
“เห้ยๆๆ ท่านรองเดินอาดๆ มาโน่น ใครไม่ได้ไปทำอะไรผิดไว้ใช่มั้ย เหมือนจะเดินมาที่แผนกเราด้วย” โจ๊กทำหน้าเลิ่กลั่กโวยวายเสียงดัง
“ไหนๆ แต่ฉันว่าไม่น่าใช่นะ ดูแล้วหน้าท่านรองอารมณ์ดีมาก”
“อืม นายนทีกับวีระก็หอบหิ้วของมาเต็มเลย น่าจะไม่ใช่เรื่องร้าย”
แจงกับเจ๊จอยยืนวิเคราะห์เสร็จสรรพก่อนสามหนุ่มเจ้านายกับลูกน้องจะเดินถึงแผนกการตลาด หลังกลับจากฮ่องกงรังสรรค์หอบของฝากมาเต็มไม้เต็มมือ
“อ้าว สวัสดีค่ะท่านรอง มาถึงแผนกด้วยตัวเองเลยนะคะ”
“สวัสดี นที วีระ แจกของฝากให้ทุกคน”
เจ๊จอยออกหน้าทักทายเจ้านาย ไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มไม่พูดพร่ำเสียเวลา มาถึงก็แจกจ่ายของฝากจากฮ่องกงเลย ทุกคนในแผนกพากันแตกตื่นกับความใจป๋าใจป้ำ ความเล่นใหญ่สายเปย์เพื่องอนง้อสาวของท่านรองประธานหนุ่ม
“ส่วนคุณ ลลิตา ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณ ตามผมมา”
“...”
สองเท้าหนักเดินไปยังห้องประชุมเล็ก ยอมรับว่าอะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็นจริงๆ ลลิตาเองก็ทึ่ง พูดอะไรไม่ออกกับสิ่งที่รังสรรค์ทำ เชื่อเขาเลยจริงๆ หญิงสาวทำเพียงเดินตามเขาไป สองตากลมโตมองคนที่ไม่ได้พบหน้ามาเป็นเดือน จิตใจเต้นรัวเพราะเธอก็เฝ้ารอจะให้เขาพูดคุยกันจริงจังเสียที แม้สถานที่และเวลาจะไม่เหมาะสมนักก็ตาม
“ท่านรองมีอะไรให้ดิฉันรับใช้คะ”
“หยุดประชดกันได้แล้ว ผมคิดถึงคุณ”
“...”
ตาคู่สวยเบิกกว้าง ไม่คิดว่าผู้ชายคนนี้จะเข้าเรื่อง ตรงประเด็น ไม่มีอ้อมค้อมใดๆ เช่นนี้ เมื่อได้คุยกันตามลำพังหลังชายหนุ่มเอาของฝากมาล่อลวงให้ทุกคนสนใจอยู่นั้น เขาก็เอ่ยปากถึงความรู้สึกตนเองหลังจากไม่มีเธอ เขามั่นใจแล้วว่าขาดเธอไม่ได้จริงๆ
“ผมขาดคุณไม่ได้ ตลอดเดือนที่ไม่เจอหน้าคุณ ไม่โผล่มาให้คุณเห็น ผมทรมานมาก ผมไม่มีความสุขเลย ยิ่งไปเจรจาธุรกิจยิ่งห่างไกลก็ยิ่งคิดถึง พอคิดได้ว่าจะซื้อของมาฝากคุณ ผมจะได้เจอคุณถึงทำให้ผมมีความสุข ยิ้มได้บ้าง จนมาเจอคุณวันนี้ ผมเข้าใจตัวเองมากพอแล้ว คุณยินดีจะรับรักผมมั้ย หมั้นก่อนก็ได้ ศึกษากันก่อน ผมรังสรรค์ ผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังขอความรักจากคุณอยู่ ลลิตา”
“คุณตั้ง...”
“ผมรักคุณนะ ลิ้นจี่”
จู่ๆ คนร่างสูงก็คุกเข่าลง พร้อม แหวนเพชรเม็ดโต ดีไซน์หรูหราทันสมัยถูกยื่นมาตรงหน้า หญิงสาวใจเต้นรัวยิ่งกว่าเดิมมาก เขาจะมาไม้ไหนอีก รู้ทั้งรู้ว่าใจเธอต้องอ่อนไหว เขาก็ขยันกลั่นแกล้งกัน แต่รังสรรค์ไม่มีแววล้อเล่นหรือเยาะเย้ยเธอ เขาดูจริงจังมาก
“...”
คราวนี้จากที่ทุกคนตื่นเต้นกับของฝากส่งเสียงดังเซ็งแซ่กลับกลายเป็นเงียบกริบ จากที่ยื้อแย่งของฝากกลับหยุดชะงักไป สายตาทุกคู่มองมาที่หนุ่มสาวอย่างลุ้นระทึกแทน บางคนปากอ้าตาค้างไปแล้ว แม้ทั้งคู่อยู่ในห้องประชุมทำให้ได้ยินเสียงไม่ชัด แต่ห้องเป็นกระจกใสทำให้ภาพที่เห็นนั้นชัดเจน ในใจได้แต่ตะโกนก้องให้ลลิตาเซเยส วาสนานี้เป็นของเธอแล้วนะลิ้นจี่! ทุกคนอยากจะตะโกนออกมาจริงๆ ให้รู้แล้วรู้รอด
“...”
แต่ในความเป็นจริงนั้นทั้งห้องเงียบกริบ ได้ยินเพียงเสียงแอร์ที่ทำงานดังแผ่วเบาเท่านั้น
__________
ควัมคิดถึงมันเรียกร้อง ร่ำร้องให้มาบอกรักเธอ สงสัยจะคิดถึงมากไปหน่อย (น่าจะไม่หน่อย) ขอสาวเป็นแฟนควบด้วยแหวนหมั่นไปเลย อิพ่อก็เร่งเครื่องปาดแรงแซงทุกโค้งเกิ๊นนน