ตอนที่ 12
เมื่อเทียนหรง จิ่นคังและหลิงหรงกินข้าวปลาอาหารเรียบร้อยแล้วทั้งสามก็เตรียมตัวที่จะเดินทางขึ้นเขาทันที โดยที่จะเหลือไว้เพียงหลี่หรง ภรรยาและบุตรของจิ่นคังเท่านั้นที่อยู่บ้านและที่หลี่หรงไม่ไปด้วยเพราะเทียนหรงให้เขาอยู่เป็เพื่อนสองแม่ลูกตระกูลเจียงและเนื่องด้วยหลี่หรงต้องคอยอยู่ช่วยจัดเตรียมของอื่นๆและทำงานในส่วนของสวนผักด้วยหลี่หรงจึงไม่ได้ไปด้วยนั่นเอง
ทั้งสามคนที่ขึ้นเขาไปนั้นพวกเขาเลือกที่จะขึ้นเขาที่ห่างออกไปจากจุดที่ตั้งบ้านถึงสองลูก เดิมทีทั้งเทียนหรงและจิ่นคังนั้นคิดไว้ว่าจะขึ้นไปบนเขาที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนั้น แต่เป็เพราะมีหลิงหรงไปด้วยพวกเขาทั้งสองจึงเปลี่ยนใจไปเขาอีกลูกที่ห่างออกไปและยังอุดมสมบูรณ์มากกว่าเขาลูกที่อยู่ใกล้บ้านพวกเขาด้วย
เนื่องด้วยเขาลูกที่อยู่ใกล้บ้านพวกเขานั้นก็มักจะมีชาวบ้านที่ทำอาชีพหาของป่าขึ้นไปเสมอจึงทำให้ไม่ค่อยมีสิ่งของน่าสนใจมากนักพวกเขาจึงเลือกเขาลูกที่ห่างออกไปแต่ก็นับว่ามันอันตรายมากขึ้นเช่นกัน แม้ตอนแรกที่จิ่นคังกับเทียนหรงปรึกษากันว่าจะไปเขาลูกไหนดีพอกับที่หลิงหรงได้ยินนางจึงบอกว่าอยากไปเขาที่มีสมุนไพรเยอะๆหน่อยแต่ก็ขอที่มีสัตว์อสูรที่มีระดับไม่สูงมากนัก จิ่นคังที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเลือกเขาลูกที่สามที่ไม่ค่อยมีคนเข้าไปนักเพราะที่นั่นมีสัตว์อสูรระดับไม่ต่ำกว่าสองแต่ก็ไม่เกินระดับสี่ขั้นต่ำ
เพราะอย่างไรแล้วถ้าไปเขาลูกนี้จิ่นคังก็ยังพอรับมือไหวและก็ไม่ใช่เื่ง่ายนักที่สัตว์อสูรระดับสูงจะออกมาให้เห็นได้ง่ายๆถ้าไม่มีสิ่งใดไปก่อกวนพวกมัน และที่สำคัญที่พวกเขาทั้งสามจะไปก็เป็เพียงเขาธรรมดาหาใช่ป่าอสูรที่เป็แหล่งที่อยู่อาศัยประจำของพวกมัน
“ทั้งสามเดินทางดีๆนะเ้าคะ”มี่อิงหรือภรรยาจิ่นคังเอ่ยขึ้น
“ท่านพ่อ ท่านน้า พี่สามอย่าลืมหาหมูป่าตัวโตๆกลับมาด้วยนะขอรับิเออร์จะรอ…”จิ่งิกล่าวเสียงใสตามประสาเด็ก 7 ขวบที่กำลังตื่นเต้นดีใจ เพราะนานมากแล้วที่เด็กน้อยจะได้มีเวลาอยู่ร่วมกับคนหมู่มากเช่นนี้
และยามนี้เด็กน้อยไม่ต้องกังวลว่าบิดาของตนจะจากไปทำงานนานๆอีก เพราะยามนี้จิ่นคังนั้นได้กลับมาอยู่บ้านถาวรแล้วไม่ได้ออกไปรับภารกิจที่สำนักคุ้มภัยอีก เนื่องจากก่อนหน้าที่ออกไปรับงานเป็เพราะ้าใช้เงินเป็จำนวนมากในการรักษาเทียนหรงและหลี่หรงแต่ยามนี้เมื่อทั้งสองหายดีแล้วจึงไม่จำเป็ต้องออกไปทำงานที่นั่นอีก
ด้วยเพราะจิ่นคังนั้นเป็ผู้ฝึกตนการเป็พรานป่าก็รายได้ดีเช่นกันโดยเฉพาะการล่าแกนอสูรและสมุนไพรต่างๆไปขายก็พอได้เงินมากินมาใช้ได้อย่างเพียงพอแล้ว และยามนี้ก็ยังเป็่ฤดูเพาะปลูกจึงทำให้ที่บ้านของจิ่นคังนั้นกลับมาทำนาทำสวนได้เช่นเดิมแล้ว
“อาิเ้าอยากกินหมูป่ารึ? ได้สิน้าจะหามาให้เ้าเองตอบแทนที่เ้าคอยดูแลน้ามาตลอด”เทียนหรงเอ่ยอย่างรักใคร่เอ็นดูพร้อมทั้งนำมือใหญ่ๆของตนไปลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ
“จริงนะขอรับท่านน้า ิเออร์จะตั้งตารอเลยขอรับ คิกคิก”เด็กน้อยเอ่ยตอบอย่างร่าเริงพร้อมทั้งหัวเราะอย่างชอบใจ ซึ่งทุกคนก็หัวเราะตามเด็กน้อยด้วยความเอ็นดูเช่นกัน
หลิงหรงที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ก็ยังเผยรอยยิ้มน้อยๆออกมา เดิมทีนางก็ชอบเด็กอยู่แล้วพอมาเจอความร่าเริงสดใสของจิ่นิเข้าก็ทำให้นางรู้สึกเอ็นดูได้ไม่ยาก แต่อย่างไรแล้วนางก็ทำเพียงยืนมองและฟังทุกคนกล่าวกันเพียงเท่านั้น
“เอาล่ะ ประเดี๋ยวจะสายแล้วพวกเราไปกันเถอะ”จิ่นคังที่เห็นว่าไม่มีใครกล่าวสิ่งใดแล้วก็เอ่ยบอกทันที เพราะนี่เวลาก็เข้ายามเฉิน(07.00-08.59น.)แล้วกว่าจะเดินไปถึงที่หมายพวกเขาทั้งสามคงใช้เวลาเดินทางกว่าหนึ่งชั่วยาม(2ชั่วโมง)เป็แน่เพราะยามนี้เทียนหรงนั้นเป็เพียงคนธรรมดาคงต้องเดินเท้าเพียงเท่านั้นคงจะใช้พลังยุทธ์ในการเดินทางไม่ได้
หลังจากที่ทุกคนได้ยินสิ่งที่จิ่นคังกล่าวก็พากันแยกย้ายทันทีทั้งสามเองก็เช่นกัน เมื่อทั้งสามคนเดินแยกตัวออกมาจิ่นคังก็กล่าวถามความ้าของหลิงหรงอีกครั้ง
“หรงเออร์เ้า้าสิ่งใดอีกหรือไม่นอกจากสมุนไพร ว่าแต่เ้าจะเอาสมุนไพรไปทำสิ่งใด?”
“ข้าเพียงเก็บมาไว้เฉยๆ ่นี้ข้ากำลังเรียนการหลอมโอสถอยู่เ้าค่ะ”หลิงหรงนั้นพูดจริงเื่ที่นางกำลังฝึกหลอมโอสถอยู่ แต่ที่นางไม่ได้บอกคือนางนั้นกำลังฝึกหลอมยาพิษอยู่ต่างหาก และที่อยากได้สมุนไพรก็เพียงแค่อยากสำรวจป่าลอบแถวนี้เท่านั้นจึงใช้การหาสมุนไพรมาอ้างเท่านั้น
เพราะหลิงหรงนั้นรู้ดีว่าถ้า้าหาสมุนไพรต้องไม่ใช่ที่เขาหลังบ้านเนื่องจากนางไปสำรวจแถวๆนั้นมาแล้ว และที่อยากสำรวจลอบๆไปนั้นเพียงหลิงหรงเพียง้าหาที่ตั้งลับไว้เป็ค่ายฝึกฝนของนางเพียงเท่านั้น ทว่าจะได้ไม่ได้นั่นก็อยู่ที่นางตัดสินใจอีกที
การที่หลิงหรง้าอยู่อย่างสงบนั้นกองกำลังลับก็จำเป็เช่นกัน เพราะหลิงหรงนั้นคิดเอาไว้ว่านางจะหากิจการบางอย่างทำเพื่อสร้างรากฐานให้ครอบครัวใหม่ของนางซึ่งหลิงหรงจะไม่ยอมให้ทุกคนไปเกี่ยวข้องกับโรงประมูลของนางเป็อันขาด ไม่ใช่เพราะหวงแหน ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจใครแต่เป็เพราะยามนี้กิจการโรงประมูลของนางนั้นมันอันตรายมากสำหรับทุกคน
การที่มีโรงประมูลที่มีของหายากไว้ในคงจะเป็ที่จับตาและหมายปองของเหล่ากลุ่มมหาอำนาจทั้งหลายแน่นอน ซึ่งคาดเดาได้จาก่แรกๆที่พวกนางสร้างโรงประมูลทั้งห้าแห่งขึ้นมันมีหลายครั้งมากที่คนของนางถูกข่มขู่หรือแม้แต่ถูกลอบทำร้าย หากมิใช่ว่าคนทั้งห้ามีระดับฝึกฝนที่สูงพอตัวคงมิอาจรอดจากความตายมาได้ และต่อให้เวลาผ่านมานานกว่าครึ่งปีแล้วโรงประมูลของนางก็มักจะถูกจับตาแล้วมีคนหลายกลุ่มเช่นกันที่คอยส่งคนมาก่อกวนและสืบหาเ้าของตัวจริงเสมอ แต่สุดท้ายก็พบเจอแต่ความล้มเหลวเท่านั้นแหละที่ได้ไป….
“ดี ดีแต่ว่าตอนแรกเ้าบอกว่าเ้าเป็ผู้ฝึกสายลมปราณมิใช่หรือ แล้วอย่างนี้เ้าจะสามารถเรียนหลอมโอสถได้รึ?”จิ่นคังถามด้วยความสงสัย
“นั่นสิหรงเออร์เ้าจะไม่ลำบากเกินไปหรือลูก พ่อว่าหากเ้าไม่ไหวก็อย่าฝืนไปเลยนะ แค่ได้เป็ผู้ฝึกสายลมปราณได้ก็ดีแล้วแม้จะไม่สูงส่งเช่นใครเขาก็นับว่าดีแล้ว เพราะปกติแล้วไม่มีสตรีนางใดได้รับการฝึกฝนให้เป็ผู้ฝึกตนหรอกนะนอกจากลูกขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ แค่นี้เ้าก็ทำให้พ่อภูมิใจมากแล้ว…”เทียนหรงเอ่ยกับหลิงหรง เพราะเขานั้นรู้เพียงแค่ว่าหลิงหรงเป็ผู้ฝึกตนสายลมปราณระดับต่ำเท่านั้นตามที่หลิงหรงเคยกล่าวเขาจึงไม่อยากให้นางหักโหมจนเกินไปเพราะยามนี้เขาก็ภูมิใจในตัวนางมากแล้วจริงๆ
โดยที่จิ่นคังและเทียนหรงที่กล่าวอย่างเป็ห่วงหลิงหรงนั้นไม่รู้เลยว่าความเป็ห่วงและความกังวลของพวกตนนั้นช่างเปล่าประโยชน์สิ้นดี เพราะคนที่พวกตนนั้นยามนี้เป็ถึงผู้ฝึกไตรยุทธ์ซึ่งก็คือทั้งสามสาย อีกทั้งพลังยุทธ์ทั้งสายลมปราณและปราณธาตุล้วนแล้วแต่อยู่ระดับตำนานรวมถึงสายนักหลอมหลิงหรงก็ยังอยู่ระดับตำนานขั้นสูงสุดที่เคยมีปรากฏในแผ่นดินนี้แล้ว ถ้าหากพวกเขารู้เข้าคงไม่รู้ว่าทั้งสองจะทำใจและทำหน้าอย่างไรเช่นกัน….
“พวกท่านมิต้องกังวลข้าเพียงเรียนรู้ไว้เท่านั้น ข้ามิเคยคิดที่จะฝืนตนเอง”ทั้งสองที่ได้ยินเช่นนั้นก็ทำเพียงพยักหน้ารับเพียงเท่านั้น จากนั้นทั้งสามก็เดินไปเงียบๆต่อไปจนกระทั้งถึงที่หมาย
.
.
.
เมื่อทั้งสามมาถึงเขาลูกที่สามทุกคนก็ออกเดินไปหาสมุนไพรต่างๆทันที โดยที่ตลอดระยะเดินทางมาจิ่นคังและเทียนหรงก็ได้วางกับดักสัตว์ธรรมดาไว้ตลอดทางเพราะขากลับพวกเขาอาจจะมีไก่ป่า กระต่ายป่ากลับติดมือไปเพิ่มอีกก็ได้และทั้งสามไม่ใช่เพียงออกหาสมุนไพรที่หลิงหรง้าเพียงเท่านั้นทั้งสามยังไม่ลืมหาหมู่ป่าตัวอ้วนกลับไปให้ิน้อยอีกด้วย
อู๊ดๆๆๆๆ~~
เพียงทั้งสามเดินไปได้ไม่นานเท่าใดนักพวกเขาก็เจอเข้ากับหมู่ป่าตัวโตถึงสามตัวที่กำลังกินสมุนไพรบางอย่างอยู่และที่สำคัญมันไม่ใช่หมูป่าธรรมดาอีกด้วยเพราะมันเป็หมู่ป่าอสูรเขาเพลิงระดับสามขั้นต่ำ ซึ่งเป็เื่อยากมากที่จะได้พบพวกมันอยู่รวมกันแบบนี้อีกทั้งยังมีระดับสูงด้วยสำหรับที่นี่
“หือ หมูป่าอสูรเขาเพลิงระดับสามขั้นต่ำรึ เหตุใดมันถึงมาอยู่เขตนี้กันไม่ใช่ต้องอยู่ที่บนเขารึ เทียนหรงเ้าหลบไปก่อนยามนี้เ้าไม่มีพลังยุทธ์แล้วคงไม่สามารถสู้พวกมันได้ ข้าว่าเ้ากับหรงเออร์หลบไปก่อนเถิดประเดี๋ยวข้าหาทางจัดการเอง ไม่คิดเลยว่าจะพร้อมกันถึงสามตัวแต่ข้าก็พอจะสู้ไว้เพราะพวกมันเคลื่อนไหวช้า…”จิ่นคังเอ่ยขึ้น
ซึ่งเทียนหรงและหลิงหรงก็หลบไปยังหลังพุ่มไม้อย่างว่าง่าย และที่หลิงหรงยอมหลบไปตามที่จิ่นคังบอกเป็เพราะนาง้าจะดูฝีมือของเขาเพียงเท่านั้น อย่างไรแล้วหลิงหรงก็ไม่คิดที่จะให้ทั้งสองได้รับาเ็อยู่แล้วหากมีเื่ไม่คาดฝันนางก็ยินดีที่จะจัดการด้วยตัวเองโดยไม่คิดจะปิดบังหากจำเป็จริงๆ และที่อยากจะดูฝีมือของจิ่นคังเป็เพราะหลิงหรงกำลังคิดที่จะทำให้ทุกคนในครอบครัวใหม่นั้นกลายเป็ผู้ฝึกตนทั้งหมดไม่ว่าจะสายไหนก็ตามนางก็จะสนับสนุน
จิ่นคังที่เห็นว่าเทียนหรงและหลิงหรงถอยไปหลบหลังพุ่มไม้แล้วเขาก็ค่อยๆย่องเข้าไปใกล้ๆหมูอสูรทั้งสามตัวที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากินสมุนไพรตรงหน้าโดยไม่สนใจภัยที่กำลังจะมาถึงพวกมันเลยสักนิด จิ่นคังที่สบโอกาสระหว่างที่หมูอสูรทั้งสามไม่ระวังตัวรีบกำมีดสั้นที่ตนพกมาด้วยไว้แน่นก่อนที่จะดีดเท้าที่เสริมลมปราณเข้าหาหมูอสูรทั้งสามทันที จากที่หมูอสูรทั้งสามไม่รู้ตัวเมื่อจิ่นคังเสริมลมปราณเข้าไปหมูเ่าั้ถึงจะรับรู้ได้แต่ก็สายไปอยู่ดีเมื่อจิ่นคังแทงเข้าที่ลำคอของพวกมันอย่างรวดเร็ว
ฉึก ฉึก ฉึก
“โอ้ ใช่ได้เลยนิ ฝีมือและความเร็วไม่ได้ด้อยไปว่านักฆ่ารับจ้างเลย…”หลิงหรงที่หลบมองอยู่เอ่ยเสียงเบาเมื่อเห็นการลงมือของจิ่นคัง แต่ต่อให้เบาแค่ไหนเทียนหรงที่อยู่ข้างๆก็ได้ยินอยู่ดี
“เ้าหมายความว่าอย่างไรหรงเออร์ เ้าเคยเจอนักฆ่ารับจ้างด้วยรึถึงได้รู้เ้าไปเจอที่ใด?”เทียนหรงเอ่ยถามอย่างสงสัยและเป็กังวล
“เปล่าเ้าค่ะ ข้าแค่เปรียบเทียบเฉยๆ ส่วนว่าไปเจอหรือรู้ได้อย่างไรข้าแค่เดาเอาเ้าค่ะ เพราะฝีมือของท่านลุงช่างรวดเร็วยิ่งนักทั้งๆที่เป็ผู้ฝึกสายลมปราณยังเร็วถึงเพียงนี้หากเป็ผู้ฝึกสายปราณธาตุคงจะรวดเร็วมากกว่านี้เป็แน่”หลิงหรงกล่าวเลี่ยงๆไป
“ก็จริงอย่างที่เ้าว่า ท่านลุงของเ้านั้นตามจริงแล้วเขาควรที่จะเป็ผู้ฝึกสายปราณธาตุเพราะเขาก็มีธาตุลมอยู่ในตัวหากแต่ตอนปลุกพลังนั้นสายปราณธาตุของเขาไม่ตื่นขึ้นมันกับตื่นเพียงสายลมปราณเท่านั้นหากสายปราณธาตุมันถูกปลุกได้เขาคงเป็คนที่ผู้คนจะต้องอิจฉาแน่นอนเพราะเขาจะฝึกได้สองสายเช่นเดียวกับประมุขสำนักหยกจันทราคนปัจจุบัน”
“อ่า เป็เช่นนั้น”หลิงหรงกล่าวได้เพียงเท่านั้น แต่ก่อนที่จะได้กล่าวสิ่งใดต่อไปอีกทั้งสองก็ได้ยินเสียงเรียกจากจิ่นคังเสียก่อน
“พวกเ้าสองคนออกมาได้แล้ว พวกเ้าทำสิ่งใดอยู่มาช่วยข้าจัดการกับเ้าหมูสามตัวนี้ก่อนดีกว่า ว่าแต่พวกเราจะนะมันกลับไปเช่นไรดีหากเป็ตัวเดียวข้าคนเดียวก็แบกกลับไหวแต่นี่มีถึงสามตัว?”จิ่นคังที่เรียกทั้งสองแล้วก็หันมาพูดกับตัวเองต่อ ซึ่งทั้งสองที่เดินออกมาก็ได้ยินพอดี
“นั่นสิพี่คัง ถ้าเป็แต่ก่อนก็คงไม่ลำบากเช่นนี้ หากท่านไม่ต้องขายแหวนมิติของตัวเองและของข้าเพื่อรักษาข้าและอาหรงคงไม่เป็เช่นนี้ ไหนจะข้าที่ตอนนี้ช่างไร้ประโยชน์ยิ่งนัก”เทียนหรงกล่าวออกมาด้วยความหดหู่
“เ้าอย่าได้กล่าวเช่นนั้นไปเลยเทียนหรง แค่เ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ดีแล้วอย่าได้คิดมากเลย”จิ่นคังกล่าวออกมาพร้อมทั้งเดินเข้ามาตบลงบนไหล่ซ้ายของเทียนหรงเบาๆเพื่อเป็การปลอบใจ
หมับ!!
“อ๊ะ!”
“ท่านพ่อก็อย่าได้คิดมากเลยอีกไม่นานท่านก็จะกลับมาเหมือนเดิมได้แน่นอน ประเดี๋ยวสามตัวนี้ข้าจัดการเอง”หลิงหรงที่ได้ยินได้ฟังเช่นนั้นก็เดินเข้าไปกอดปลอบบิดาของตนทันที และที่เลือกที่จะกอดเพราะหลองหรงนั้นไม่รู้จะทำเช่นไรที่จะปลอบเทียนหรงได้และพอคิดถึงโลกก่อนเวลานางดูซีรี่ย์เกาหลีหรืออ่านนิยายการที่จะปลอบใจใครสักคนการกอดปลอบเป็สิ่งที่แสดงออกมาได้ดีที่สุด
สิ่งที่หลิงหรงทำนั้นไม่ใช่แค่เทียนหรงเท่านั้นที่ใจิ่นคังเองก็เช่นกัน เดิมตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้วชายหญิงไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวกันต่อให้เป็พ่อหรือพี่ชายก็ตามเมื่ออายุเลยวัยปักปิ่นแล้ว แต่สิ่งที่หลิงหรงเลือกที่จะแสดงออกไปแม้จะผิดธรรมเนียมไปบ้างทว่ามันก็ได้ผลเพราะยามนี้เทียนหรงที่ตอนแรกใและยืนแข็งทื่ออยู่นั้นยิ้มได้อีกครั้งและยังกอดหลิงหรงตอบเช่นกัน
แม้เทียนหรงจะรู้ว่าไม่สมควรแต่นี่นับว่าเป็อ้อมกอดแรกที่เขาได้กอดลูกคนนี้ แล้วเช่นนี้เขาจะไม่ตอบสนองได้อย่างไรนี่อาจจะเป็กอดแรกและกอดสุดท้ายก็ได้เพราะลูกสาวของเขาโตแล้วเขาจึงไม่คิดที่จะปฏิเสธอ้อมกอดอุ่นๆนี้จากหลิงหรงเลยแม้แต่นิดหลังจากหายใ
“ขอบคุณ ขอบคุณที่ลูกกลับมาหาพ่อ ขอบคุณที่ให้กำลังใจ พ่อคิดว่าชาตินี้จะไม่ได้กอดเ้าสักครั้งเสียแล้วเพราะยามนี้เ้าก็โตเป็สาวแล้ว…”เทียนหรงเอ่ยออกมาอย่างดีใจ พอหลิงหรงได้ยินเช่นนั้นก็คลายอ้อมกอดลงแล้วถอยออกมาหนึ่งก้าวก่อนจะกล่าวในสิ่งที่เรียกเสียงหัวเราะจากเทียนหรงและจิ่นคังได้ดี
“ต่อให้ข้าจะโตแล้วแต่ชาตินี่คงจะอยู่กับท่านไปเช่นนี้กลายเป็สาวทื่อนั่นแหละเ้าค่ะ ในเมื่อหน้าข้าช่าง์ลงโทษยิ่งนัก เกิดมาเป็สตรีใยถึงหล่อเหล่านักเล่า”และนี่ก็นับเป็ครั้งแรกที่ทั้งสองได้เห็นใบหน้าที่ไม่ได้นิ่งเป็ปลาตายจากหลิงหรง เพราะยามนี้หน้าตายๆและแก้มเนียนๆของนางนั้นได้พองลมอย่างขัดใจออกมา
“ฮ่าๆๆๆ หลานข้าก็หาได้ทำเป็แค่หน้าเดียวนิ…ฮ่าๆๆๆๆ”จิ่นคังหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ เพราะยามนี้จิ่นคังไม่ได้เกรงเหมือนแต่ก่อนแล้วเขาจึงได้เอ่ยหยอกล้อหลิงหรงอย่างเป็กันเอง และเขาก็รู้สึกเอ็นดูยิ่งนักเมื่อได้เห็นด้านนี้ของหลานสาว
“นี่สิถึงจะสมกับเป็สตรี หรงเออร์เ้าก็ยิ้มบ่อยๆเล่า แสดงสีหน้าออกมาบ้าง เ้ารู้หรือไม่ว่าเป็เพราะเ้าไม่ค่อยยิ้มจึงทำให้เ้าเหมือนบุรุษมากกว่าที่เ้าที่เป็บุรุษจริงๆเสียอีก พ่อไม่รู้ว่าเ้าไปพบเจอสิ่งใดมาบ้างแต่ในเมื่อยามนี้เ้ามีพ่อมีพี่มีลุงของเ้าแล้วเ้าไม่ต้องกังวลอันใดแล้วนะลูก ต่อให้พ่อเป็เพียงคนธรรมดาไม่ได้แข็งแกร่งอันใดแต่พ่อก็จะปกป้องเ้าเอง”เทียนหรงเอ่ยออกมาจากใจจริงๆของเขา
“ข้าจะพยายามเ้าค่ะ แต่ข้าขออย่างหนึ่งกับพวกท่านได้หรือไม่?”หลิงหรงที่เริ่มเปิดใจมากขึ้นทุกวันก็เอ่ยขึ้นเมื่อคิดสิ่งใดได้
“เ้ามีอันใดรึหรงเออร์?”จิ่นคังกล่าวขึ้น
“นั่นสิเ้ามีสิ่งใดก็กล่าวมาเถิดพ่อกับลุงของเ้ายินดีทำให้หากไม่เหนือบากกว่าแรงเกินไป”เทียนหรงกล่าวสมทบ
“ข้า้าให้พวกท่านและทุกคนในครอบครัวเก็บเื่ข้าไว้เป็ความลับ ไม่ใช่ให้เก็บเื่ที่ข้าเป็บุตรของท่านแต่หมายถึงความลับของข้าทุกอย่างที่ข้าทำ แม้แต่เื่ที่ข้าเป็สตรีข้าก็ไม่้าให้ใครรู้เพิ่มอีกนอกจากคนในครอบครัวของเรา”หลิงหรงเอ่ยบอกอย่างจริงจัง
“เ้าพอจะบอกพ่อได้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”เทียนหรงถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจ
“ไม่มีอันใดหรอกเ้าค่ะ ข้าเพียงไม่้าให้ใครสืบเื่ของข้าก็เท่านั้น และอีกอย่างการเป็บุรุษก็ทำสิ่งต่างๆได้ง่ายกว่า แม้ข้าจะมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วันแต่ในเมื่อพวกท่านเป็ครอบครัวของข้าข้าก็้าให้คนในครอบครัวของเราสบายขึ้น ข้าจึงคิดว่าจะทำกิจการบางอย่างขึ้นเพื่อสร้างฐานการเงินของครอบครัวของเราให้มั่นคงมากกว่านี้ แต่จะทำสิ่งใดนั้นขอข้าขบคิดให้ดีเสียก่อนแล้วข้าจะมาปรึกษาพวกท่านอีกที”
“แต่นี่เ้าก็เลยวัยปักปิ่นแล้วนะ เ้าไม่คิดจะแต่งงานมีครอบครัวรึ”จิ่นคังเอ่ยถาม
“นี่ข้ามาอยู่กับพวกท่านได้ไม่ทันไรก็จะไล่ข้าแล้วรึ?”หลิงหรงเอ่ยถามโดยที่ไม่ได้จริงจังอันใดนัก แต่มันช่างเป็คำพูดและน้ำเสียงที่ขัดกับหน้าตาที่นางแสดงออกมายิ่งนักเพราะหน้าของหลิงหรงช่างไร้อารมณ์สิ้นดี ทว่าหากสังเกตดีก็จะเห็นว่าแววตาของนางนั้นกำลังกล่าวหยอกล้อทั้งสองอยู่
“อ่า น้ำเสียงกับหน้าของเ้าช่างขัดแย้งกันยิ่งนักหรงเออร์ นี่ถ้าโลกนี้มีโอสถที่ทำให้ไม่สามารถแสดงออกทางท่าทางได้ลุงก็คิดว่าเ้าได้กินมันเข้าไปแน่ๆ ฮ่าๆๆๆ”จิ่นคังเอ่ยนึกอย่างขำขันเพราะมันช่างเป็ความคิดที่ประหลาดนัก แต่คำตอบที่จิ่นคังได้รับกลับกลายเป็ว่าเขาเสียเองที่ขำไม่ออก
“ก็ใช่นะสิเ้าคะ ข้ากินโอสถที่ว่านั้นเข้าไปจริงๆ”หลิงหรงตอบออกไปอย่างไม่คิดอันใดมากนักแต่ผิดกับชายวัยกลางคนทั้งสองที่ได้ฟังพวกเขานั้นรู้สึกใยิ่งนักที่โอสถที่ว่านั้นมีจริงๆ
“ห๊ะ เ้าว่าอันใดนะ!”
“อาาา ไม่มีอันใดเ้าค่ะเรามาเก็บเ้าหมูสามตัวนี้เถอะพวกเราจะได้ไปที่อื่นต่อ”หลิงหรงได้แต่กล่าวตัดบทเพราะนางขึ้นเกียจจะอธิบาย และการยืนอยู่ที่นี่ก็นับว่านานพอสมควรแล้วหากนานกว่านี้หลิงหรงคิดว่าพวกนางอาจจะได้เจอสัตว์ตัวอื่นอีกก็ได้ ซึ่งนางไม่้าให้เป็เช่นนั้นจึงรีบเอ่ยตัดบทไปก่อนที่จะจัดการเก็บหมูป่าอสูรทั้งสามตัวเข้าไปในแหวนมิติทันที
วูบ~~~~~
“ไปเ้าค่ะ ข้าเก็บมันไว้แล้วส่วนเื่แหวนมิติไม่ต้องถามนะเ้าคะพวกอาเฮยให้มา…”
“…..”
ทั้งสองที่เห็นก็ไม่ได้กล่าวถามสิ่งใดต่อไปจริงๆนั่นเเหละ เพราะหลังจากที่หลิงหรงเก็บหมูป่าอสูรทั้งสามตัวเรียบร้อยแล้วนางก็เดินหน้าต่อไปทันที โดยที่ทั้งเทียนหรงและจิ่นคังก็ตามหลิงหรงไปเงียบๆเช่นที่นาง้าแต่ภายในหัวของทั้งสองยังคิดเื่ราวต่างๆอยู่ไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะความลับที่หลิงหรงยังปิดบังพวกเขาอยู่ไม่ใช่ไม่สงสัย ไม่ใช่ไม่รู้ว่าหลิงหรงมีสิ่งที่ปิดบังพวกตนอยู่แต่พวกเขาทั้งสองเลือกที่จะไม่ถามเพื่อความสบายใจของหลิงหรงต่างหาก….