ณ ลานกว้างขนาดใหญ่ในส่วนหน้าของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้า บัดนี้ได้มีผู้เข้าทดสอบเพื่อเข้าเป็ศิษย์จำนวนหลายร้อยคนมารวมตัวกันเป็ที่เรียบร้อย และบริเวณรอบ ๆ ก็ถูกจัดให้เป็ที่สำหรับบุคคลภายนอกเพื่อมาเข้ามาร่วมรับชมงาน ซึ่งหนึ่งในผู้คนเ่าั้ก็มีห่าวหราน และจางิ่รวมอยู่ด้วย หลังจากที่เฟยฮุ่น หนิงอวี่ และ อาฟงลงทะเบียนเรียบร้อย ทั้งสองคนจึงแยกตัวออกมานั่งดู เพราะพวกมันไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการทดสอบ
เฟยฮุ่นนั้นเลือกที่เข้าฝ่ายต่อสู้ หากมันผ่านการทดสอบ ส่วนหนิงอวี่นั้นเลือกฝ่ายจิตปราณ และเ้าอาฟงซึ่งไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะมันต้องคอยรับใช้เฟยฮุ่นเป็เงาตามตัว ดังนั้นหากผ่าน มันก็จำต้องเข้าฝ่ายต่อสู้ไปโดยปริยาย ซึ่งผู้มาเข้าร่วมงานคนอื่น ๆ ส่วนใหญ่ก็เลือกสองฝ่ายนี้กันแทบทั้งสิ้น มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เลือกเข้าฝ่ายโอสถ และฝ่ายอักษร ส่วนฝ่ายหลอมอาวุธนั้น ปีนี้ไม่มีคนเลือกเลย
และ หลังจากที่สองพี่น้องผู้ต่ำต้อยข้างสนามได้ยินข่าวเื่นี้ จางิ่ก็ทอดถอนหายใจพร้อมบ่นพึมพำออกมาให้ห่าวหรานฟังว่า "ปีนี้ฝ่ายหลอมอาวุธของสำนักปราณพิทักษ์ ไม่มีคนอยากเข้าไปเลยรึนี่ น่าเสียดายจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ มีโอกาสจะได้เรียนรู้การสร้างอาวุธชั้นเลิศแท้ ๆ ถ้าทำของแบบนั้นออกมาได้ล่ะ ก็คงจะมีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่ก็ทำเงินได้มหาศาลแท้ ๆ "
พอห่าวหรานได้ฟังมันก็ระบายยิ้มออกมาเบา ๆ แล้วพูดตอบกลับจางิ่ "มันก็อาจจะจริงอย่างที่เ้าว่าน้องชาย แต่ผู้ใดเล่า จะอยากอยู่หน้าเตาหลอมร้อน ๆ ทั้งวัน ไหนจะต้องยกค้อนหนักทุบตีเหล็กจนแขนแทบหลุดอีก คนเหล่านี้พวกเขาไม่ได้ทรหดอดทนเช่นเ้ากับข้าสักหน่อย"
"นั้นสินะ ใครจะอยากผ่านการทดสอบอันแสนสาหัส เพื่อเข้าไปเจอความลำบากซ้ำอีกรอบ แต่ถ้าหากเป็ข้านะ มันจะต้องไม่เป็เช่นนั้นแน่ ด้วยพละกำลัง กับความอึดที่มี รับรองว่าข้าจะต้องหลอมดาบวิเศษเล่มโต หรือไม่ก็ขวานศึกสุดแกร่งได้แน่ ๆ เผลอข้าอาจจะเอาไปขายให้แม่ทัพจนรวยเละไม่รู้เื่ฮ่าๆๆๆๆ "
จางิ่ะเิเสียงหัวดังลั่นจนคนรอบข้างต่างหันมามอง ห่าวหรานเองก็ยิ้มเบา ๆ พร้อมส่ายศีรษะ แม้นตัวมันจะรู้ดีว่า เื่เช่นนี้ไม่มีทางเป็จริงได้ก็ตาม ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเอง เ้าอาฟงที่ยืนอยู่ห่างออกไปก็ทำสีหน้าไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ "ชิ ไอ้พวกบ้าทำอะไรไม่ไว้หน้าคุณชายเลย ส่งเสียงเอะอะโวยวาย ยังกับพวกคนเถื่อน" มันบ่นพึมพำไปมาพร้อมมองจ้องมาที่จางิ่ด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม ผิดกับเฟยฮุ่น และหนิงอวี่ที่มิได้สนใจเลยแม้แต่น้อย ยามนี้คนทั้งคู่กำลังเตรียมพร้อมร่างกาย เพื่อที่จะเริ่มการทดสอบรอบแรก ทว่า..ในตอนนั้น ก็ได้เสียงของใครบางคนก็ดังเอะอะขึ้นในกลุ่มของผู้เข้าร่วมงาน
"ผู้ที่จะผ่านการทดสอบคนแรกคือข้า คุณชาย เฉินอิน แห่งสกุล ซ่งต่างหาก! ไม่ใช่คนแก่เช่นเ้า"
"แก่กระนั้นรึ! สามหาว ข้าพึ่งจะอายุยี่สิบหกปีเท่านั้นเอง และข้าคือตัวเต็งอันดับหนึ่งในการทดสอบครั้งนี้จำใส่กะลาหัวเอาไว้เ้าคุณชายไก่อ่อน…"
คนทั้งสองเขม่นใส่กันอย่างรุนแรง ก่อนจะเถียงกันไปมา ซึ่งหนึ่งในพวกมันก็คือชายร่างใหญ่ที่เคยโดนเฟยฮุ่นเล่นงานที่โรงเตี๊ยมนั้นเอง ส่วนอีกคนเป็ชายร่างเล็ก ถือพัด แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีครามราคาแพง ใบหน้านั้นดูเย่อหยิ่งจองหองเป็ยิ่งนัก
"คุณชายให้พวกข้าจัดการมันเลยดีไหมขอรับ" เสียงของชายในชุดผ้าสีดำที่ยืนอยู่ด้านหลังของ เฉินอินเอ่ยขึ้น และทำท่าทำทางจะออกหน้าแทน แถมยังมิใช่มันแต่เพียงผู้เดียว เหมือนยังมีชายในชุดสีเดียวกันอีกสองสามคนที่พร้อมจะทำตาม พวกมันเหล่านี้ล้วนแต่เป็คนของสกุลซ่งทั้งสิ้น และมีขั้นการฝึกฝนปราณอยู่ใน ชั้น ปฐีระดับกลางกันทุกคน ส่วนชายร่างโต และ เฉินอินนั้น อยู่ในชั้นปฐีระดับต้น
เื่ราวเริ่มบานปลายหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ จากแค่มีปากเสียงกัน ก็กำลังจะกลายเป็ลงไม้ลงมือ ซึ่งถือเป็เื่ที่ผิดกฎอย่างร้ายแรงของการเข้าร่วมงาน ผู้คุมสอบจึงต้องเผยตัวรีบออกหน้าเข้ามาห้ามทัพ พร้อมขู่คนทั้งคู่ว่า ถ้ายังไม่หยุดเขาจะตัดสิทธิ์พวกมัน และเชิญออกจากพื้นที่ของสำนักทันที เมื่อนั้นพวกมันทั้งสองฝ่ายจึงยอมรามือ ก่อนจะแยกย้ายกัน
"พวกเ้าทุกคนจงฟังให้ดี หากอยากจะใช้กำลังต่อยตีกันมากนัก ก็จงผ่านการทดสอบรอบแรกให้ได้เสียก่อน เมื่อผ่านเรียบร้อย รอบต่อไปพวกเ้าจะได้ใช้กำลังสมใจอยากแน่ ๆ แต่ยามนี้ยังไม่ถึงเวลา ผู้ใดก็ตามที่ฝ่าฝืน หรือก่อเื่จะหมดสิทธิ์เข้าทดสอบห้าปี และห้ามเข้ามาในสำนักอีกทุกกรณี.!"
ผู้พูดเป็ชายรูปร่างกำยำในชุดผ้าสีดำคาดเอวสีแดง อายุอานามน่าจะสามสิบต้น ๆ ดูไม่เหมือนลูกศิษย์ แต่น่าจะเป็อาจารย์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสำนักเสียมากกว่า
เมื่อกล่าวเตือนจบ เขาจึงเริ่มกล่าวต่อด้วยเสียงอันดังกึกก้องเพื่อให้เหล่าผู้เข้าร่วมทดสอบ และคนดูรอบ ๆได้ยินกันถ้วนหน้า การที่จะใช้เสียงขนาดนี้ได้คนผู้นี้น่าจะมีขั้นการฝึกฝน อยู่ในชั้นนภาระดับต้นเป็แน่
"เอาล่ะเพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา ข้าในฐานะของผู้คุมการทดสอบ จะขออธิบายเงื่อนไขในรอบนี้เลยก็แล้วกัน ด่านในรอบแรกนี้มีชื่อว่า ป่าแห่งการทดสอบ การจะเข้าเป็ศิษย์ของสำนัก พวกเ้าทุกคนจำเป็จะต้องมีคุณสมบัติสี่อย่าง ซึ่งประกอบด้วย ความแข็งแกร่ง ความว่องไว ไหวพริบ และ คุณธรรม จะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปไม่ได้ ซึ่งภายในป่าแห่งนี้จะทดสอบเ้าทุกอย่างที่กล่าวมา มีสัตว์อสูรฟ้าดินของทางสำนักไว้ท้าทายความแข็งแกร่ง มีกับดักให้พวกเ้าใช้สติปัญญาเพื่อผ่านไป มีกลลวงไว้วัดคุณธรรมในจิตใจ ส่วนเื่ความว่องไวนั้นจะเป็อย่างสุดท้าย แต่มันสำคัญที่สุด เพราะในรอบนี้ ผู้ที่ออกมาจากป่าภายใน 100 คนแรก คือผู้ที่จะผ่านเข้าสู่การทดสอบต่อไป…"
เมื่อชายผู้คุมสอบอธิบายจบก็พลันบังเกิดเสียงอืออึ้งเซ็งแซ่ไปทั่วกลุ่มของผู้เข้าทดสอบ อย่าแต่พวกมันเลย พวกคนดูเองก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน จางิ่เองที่ได้ยินก็ตื่นเต้นเป็อย่างมาก แม้ในใจลึกมันจะรู้สึกเสียดายอยู่หลายส่วนก็ตาม และถ้าตัวของมันเป็แบบนี้แล้ว พี่บุญธรรมของจางิ่ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็ยิ่งทวีความรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นไปอีกหลายสิบเท่า เพียงแค่ห่าวหรานได้ยินว่ามีสัตว์อสูรฟ้าดินของทางสำนักอยู่ในป่า ขนทั่วร่างของมันก็ลุกชูชันไปหมด ยามนี้มันชักอยากที่จะลงไปร่วมทดสอบกับคนอื่น ๆ ในลานบ้างเสียแล้ว
"สัตว์อสูรฟ้าดินของทางสำนักปราณพิทักษ์ฟ้ากระนั้นรึ ช่างน่าสนใจจริง ๆ พวกมันจะเก่งกาจสักเพียงไหนนะ…" ห่าวหราน ครุ่นคิดในใจด้วยความตื่นเต้น ก่อนที่ชายผู้คุมสอบคนเดิม จะเริ่มส่งสัญญาณให้ผู้มาทดสอบทุกคนเข้าไปในป่าได้ งานทดสอบรับลูกศิษย์ประจำปีของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าจึงได้เริ่มขึ้นแล้ว ยามนั้นในบริเวณโดยรอบเองต่างมีเสียงผู้ชมมากมายโห่ร้อง ส่งเสียงเชียร์คนที่ตนเองชอบกันดังกึกก้อง บรรยากาศดูคึกคักเป็อย่างยิ่ง..
ทว่า…ในมุมมืดมุมหนึ่งที่ลับหูลับตาคน ก็ได้ปรากฏเงาร่างสีดำของคนผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังเฝ้าดูทุกอย่างเงียบ ๆ และเหมือนมัน กำลังสนทนากับใครสักคนผ่านปราณเสียงอยู่ด้วย
"ทุกอย่างพร้อมขอรับนายท่าน ขอเพียงท่านมีคำสั่งลงมา ข้าก็พร้อมจะลงมือทันที…"
คนผู้นี้เป็ใครไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ ๆ มันมีเจตนาชั่วร้ายบางอย่าง ที่จะก่อกวนการทดสอบในครั้งนี้เป็แน่..
จบบทที่ 9