บทที่ 38 อยากสัมผัสอีกครั้ง
ความอุ่นวาบของริมฝีปากที่แตะลงมาบนอวัยวะเดียวกัน เพียงไม่นานก็ผละออกไปด้วยความรวดเร็วจนคนที่ไม่ทันได้ตั้งตัวอย่างต้าเหวินโหร่วชะงักค้าง ภายในหูอื้ออึงเกินกว่าที่จะรับรู้สิ่งใดมีเสี้ยววินาทีที่เปลือกตาของชายหนุ่มเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตกใจ ก่อนที่ไม่นานบนใบหน้าคมคายจะมีประกายสีแดงพาดผ่านลามไปจนถึงใบหู
ช่างน่าเสียดายที่อาการเหล่านั้น หลิวไป๋ฮวาไม่ได้เห็น เพราะเธอในตอนนี้ก็นั่งก้มหน้าก้มตาเนื่องจากเขินอายกับการกระทำของตัวเองที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน เขินอายจนกว่าจะนั่งนิ่งอยู่กับที่ได้จนรีบลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ
“ฉะ ฉันไปก่อนนะ ถะ ถ้าคุณพร้อมแล้วก็รีบเดินตามมาก็แล้วกัน” เอ่ยจบก็รีบเดินฝ่าละอองฝนออกไป ต้าเหวินโหร่วในตอนนี้สภาพคล้ายบุคคลที่สติหลุดหาย ปลายนิ้วเลื่อนขึ้นสัมผัสกลีบปากของตัวเอง ถึงแม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที ทว่าเขากลับจดจำมันได้ดีราวกับว่าในตอนนี้นั้นยังรับรู้ได้ถึงไออุ่นจากริมฝีปากของหลิวไป๋ฮวาอยู่
“วะ เหวินโหร่ว”
ปลายนิ้วที่สัมผัสริมฝีปากตนเองร่วงหล่นลงบนหน้าตักแกร่ง ก่อนจะลากสายตาที่แข็งค้างกลับไปมองหญิงสาวที่เดินมาหยุดยืนตรงหน้าเขา แต่ก็ยังก้มหน้าไม่กล้าแม้จะช้อนหน้าขึ้นมามองกันแม้แต่อย่างใด
“ปะ ไปกันได้หรือยัง ฉันไม่กล้าเดินไปคนเดียว” เสียงเล็กเอ่ยอย่างตะกุกตะกักด้วยความอับอาย
เพียงแค่นั้น ร่างกายแกร่งก็ผุดลุกขึ้นยืน แล้วรีบเดินตามหลังหลิวไป๋ฮวาไปติด ๆ โดยที่ไม่ลืมหยิบข้าวของทุกอย่างถือติดมือไป จากระยะทางอันสั้นแต่กลับใช้เวลาในการเดินทางยาวนานกว่าปกติ กระทั่งถึงหน้าบ้านที่คุ้นเคย คล้ายกับคนทั้งสองกำลังถ่วงเวลาที่จะอยู่ด้วยกันให้นานขึ้นอย่างไรอย่างนั้น
หลิวไป๋ฮวายังคงยืนอยู่หน้าบ้าน จับรั้วไม้บ้านตนเองเอาไว้แน่น อีกทั้งยังเว้นช่องว่างตรงหน้าเอาไว้ ถึงแม้จะไม่ได้เอ่ยปากชักชวนอีกฝ่ายเข้าบ้าน ทว่าท่าทีเหล่านั้นก็ทำให้ต้าเหวินโหร่วรู้ว่าหมายความเช่นไร ริมฝีปากหนายกยิ้มมุมปากขึ้นมาในทันที ยิ่งเห็นว่าใบหน้าอีกฝ่ายที่ขึ้นสีนั้นกำลังพยายามหลบซ่อนจากสายตาของเขามากเพียงใด ก็ยิ่งเอ็นดูอีกฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น
“ดึกแล้ว หากอยู่กับคุณที่บ้านตามลำพังในเวลาเช่นนี้คงดูจะไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่นัก”
“คะ แค่เข้าไปจิบชาคลายความหนาวกับเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้แห้งไม่ได้เหรอ?” น้ำเสียงแผ่วเบาถูกเอ่ยออกมาอย่างเชื่องช้า ทว่าสายตากลับไม่สบประสานกับผู้สนทนาเลยแม้แต่น้อย
เมื่อไหร่กันที่หลิวไป๋ฮวาจะหยุดแสดงท่าทีเหล่านั้น เพราะตั้งแต่เจอเธอก็รู้สึกเอ็นดูอีกฝ่ายจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
“...เช่นนั้น คงรบกวนคุณหน่อยแล้วล่ะ”
ดวงตาของหญิงสาวเปล่งประกายคล้ายดวงดาวพราวระยับ พร้อมทั้งริมฝีปากอวบอิ่มที่คลี่ยิ้มกว้างออกมาในทันทียามทอดมองแผ่นหลังกว้าง ที่บัดนี้เสื้อของอีกฝ่ายนั้นเปียกชุ่ม แนบลู่ติดไปกับแผ่นหลัง ยิ่งทำให้หลิวไป๋ฮวาได้เห็นว่าแผ่นหลังของอีกฝ่ายนั้น ทั้งกว้างและเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อมากเพียงใด หากได้เอนซบหรือสัมผัสแนบชิดคงจะรู้สึกอบอุ่น และให้ความรู้สึกปลอดภัยอยู่ไม่น้อย
มองอะไรเช่นนั้นกันไป๋ฮวา นิสัยไม่ดีเสียจริง
หญิงสาวเอ่ยค่อนขอดตัวเองอยู่ในใจที่เผลอคิดอะไรออกไปไกล อีกทั้งยังดูลามกเช่นนั้นอีก ทว่าถึงจะคิดเช่นนั้น แต่บนใบหน้างดงามกลับปรากฏรอยยิ้มไม่จางหายไปไหน กระทั่งปิดประตูรั้วแล้วเดินเข้าบ้านไปก็ตาม หญิงสาวเดินเข้าไปภายในห้องนอน หยิบผ้าสีขาวสะอาดออกมาสองผืน ก่อนจะส่งให้ต้าเวินโหร่วที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้
“ฉะ ฉันขอไปต้มชาครู่เดียว คุณนั่งเช็ดตัวรอฉันตรงนี้ก่อนนะ” เธอเอ่ยออกไป ก่อนจะรีบวางผ้าสีขาวในมือลงบนศีรษะเล็กของตนเอง ที่ผ้ายืนใหญ่นี้สามารถปิดคลุมร่างกายเธอไปแล้วเกือบครึ่ง แล้วรีบเดินเข้าไปในครัวด้วยความรวดเร็ว อย่างไม่รอฟังต้าเหวินโหร่วที่ยกมือค้างเอาไว้คล้ายจะเอ่ยรั้งกันอย่างไรอย่างนั้น ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา หยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างเต็มความสูงก่อนจะรีบเดินตามหลิวไป๋ฮวาเข้าไปในครัว
มือที่กำลังจับกระบวยคนชาชะงักค้าง ครั้นที่สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากบุคคลที่มายืนซ้อนอยู่ด้านหลังของเธอในตอนนี้ กำลังจับผ้าขนหนูเช็ดไปตามกลุ่มผมเปียกชุ่มด้วยความอ่อนโยน
“เดี๋ยวก็ล้มป่วยอีกหรอก หากยังไม่เช็ดผมให้แห้ง”
“...”
“รีบ ถึงขั้นลืมเปลี่ยนเสื้อผ้าเลยหรืออย่างไรกันไป๋ฮวา”
หญิงสาวลดระดับสายตาลงต่ำ มองตัวเองที่ยังอยู่ในเสื้อผ้าชุดเดิมอีกทั้งยังคงเปียกชุ่ม ทว่าร่างกายก็ไม่ได้หนาวสั่นเช่นนั้น เพราะได้ไอร้อนจากไฟที่กำลังต้มชาอยู่ในตอนนี้ อีกทั้งไออุ่นจากร่างกายของคนด้านหลังที่ยืนอยู่อย่างแนบชิด
“อย่างนั้นฉะ ฉันขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน ฝากคุณดูหม้อชาด้วยก็แล้วกัน” หญิงสาวเอ่ยออกไปด้วยเสียงตะกุกตะกัก ก่อนจะรีบจับผ้าที่คลุมศีรษะของตนเองเอาไว้แน่น แล้วรีบเดินออกไปจากพื้นที่ตรงนั้นด้วยความรวดเร็ว ร่างบางทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนอน ยกมือขึ้นมาปิดใบหน้าที่ร้อนผะผ่าวด้วยความเขินอายอย่างถึงที่สุด วันนี้เพียงแค่เจอต้าเหวินโหร่วเพียงไม่กี่ชั่วโมงแต่เธอกลับไม่สามารถควบคุมตัวเอง เผลอกระทำตามความคิดและความรู้สึกจนกลายเป็นการกระทำที่น่าอายต่อหน้าอีกฝ่าย
ไม่รู้ว่าตอนนี้ในสายตาของต้าเหวินโหร่วจะมองว่าเธอเป็นผู้หญิงกร้านโลกไปแล้วหรือเปล่า
…
“เป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกปวดหัวหรือไม่สบายตัวหรือเปล่า” หลิวไป๋ฮวาส่ายหน้าไปมา มือทั้งสองยกขึ้นประคองถ้วยชาที่ต้าเหวินโหร่วส่งมาให้เอาไว้ จากที่ตั้งใจจะต้มชาเพื่อเป็นการขอบคุณ แต่กลับกลายเป็นว่าตอนนี้ต้าเหวินโหร่วกำลังรับบทดูแลเธอแทนอย่างไรอย่างนั้น ดวงตาคู่สวยช้อนมองร่างกายแกร่งที่เดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน
ริมฝีปากหนาที่ดูจะสากนั้นค่อย ๆ สัมผัสลงบนขอบถ้วยไม้เพื่อซดชาอุ่นที่อยู่ในถ้วยลงคอ เพื่อขับไล่ความหนาวเย็นและช่วยให้ร่างกายรู้สึกอุ่นขึ้น
หลิวไป๋ฮวาเม้มริมฝีปาก มือเล็กประคองถ้วยชาในมือเอาไว้เสียแน่นหนัด ก่อนที่จะลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอเพียงแค่มองริมฝีปากที่กำลังซดน้ำชาเข้าปากครั้งแล้วครั้งเล่า ริมฝีปากที่เธอได้สัมผัสมาแล้วนั้น นุ่มคล้ายกับตอนที่ริมฝีปากของเธอสัมผัสกับหมั่นโถวฟักทองไม่มีผิดเพี้ยน
หากเป็นไปได้ก็อยากจะสัมผัสมันอีกครั้ง แต่ไม่ใช่หมั่นโถวฟักทองหรอกนะ…
ใบหน้าสวยที่บัดนี้แดงก่ำจนคล้ายลูกพลับสุกงอมจนแทบจะร่วงหล่นลงมาจากต้น เบือนหนีให้กับความคิดของตัวเองในทันที ร่างเล็กขบกัดริมฝีปากเอาไว้เสียแน่นหนัด ระบบความคิดตีกันจนยุ่งเหยิงเมื่อในตอนนี้สมองของเธอมีทั้งความคิดด้านดี และความคิดด้านลบที่ตีกันไม่หยุดหย่อน แต่ก็คล้ายกับว่าผลที่ได้ออกมาจะเป็นความคิดด้านลบเสียมากกว่า
ต้าเหวินโหร่วที่เห็นท่าทีแปลกไป อีกทั้งยังดูกระสับกระส่ายของหลิวไป๋ฮวาในตอนนี้นั้นรีบวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้ แล้วโน้มใบหน้าลงไปหาหญิงสาวอย่างกำลังหาความผิดปกติ
“เป็นอะไรไป” เพียงแค่ได้ยินน้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างกกหู ก็ทำให้หญิงสาวรีบผินหน้ากลับมามองในทันที