หลังจากนั้นเด็กหนุ่มสาวทั้งสี่ก็นั่งรับประทานอาหารต่อไปอย่างเงียบ ๆ จวบจนกระทั่งเกิดเสียงดังเอะอะขึ้นภายในโรงเตี๊ยม
"อย่าทำเป็เล่นตัวไปหน่อยเลยสาวน้อย! ข้าก็แค่ขอนั่งรวมโต๊ะกับเ้าเท่านั้นเองไยจึงปฏิเสธมิรู้รึว่าข้าเป็ผู้ใด" ผู้พูดเป็ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ สวมใส่เสื้อคลุมเนื้อหยาบ ใบหน้าดุร้าย ทั้งยังพกดาบโค้งเล่มใหญ่มาด้วย ชายผู้นี้เพ่งมองไปยังสตรีร่างผอมบางใบหน้างดงามในชุดผ้าไหมสีชมพูที่นั่งอยู่บนโต๊ะ ด้วยแววตาลามกน่ารังเกียจ
หญิงสาวรู้สึกหวาดกลัวเป็อย่างมาก แม้ว่าตรงโต๊ะนั้นนางมิได้มีนางนั่งอยู่เพียงลำพัง แต่ยังมีหญิงสาวอีกคนนั่งอยู่ด้วย หากดูจากเสื้อผ้าที่สวมใส่คาดว่าหญิงสาวที่นั่งด้วยน่าจะเป็คนรับใช้ของนาง
"แล้วเ้ามิรู้รึว่ากำลังพูดอยู่กับลูกสาวของผู้ใด คุณหนูของข้าน่ะเป็บุตรของท่าน…" สาวใช้ผู้นั้นดวงตาแข็งกร้าวจ้องมองชายฉกรรจ์ก่อนเอ่ยขึ้น แต่ยังมิทันจะพูดจบ หญิงสาวอีกคนก็รีบส่งเสียงขึ้นมาเสียก่อน
"พี่ชุ่ยเอ๋อ..!!"
"ขะ..ขออภัยคุณหนูข้าลืมไป" สาวใช้นามว่าชุ่ยเอ๋อรีบก้มหัวขอโทษคุณหนูของนางก่อนจะหันไปกล่าวกับเ้าชายฉกรรจ์ที่มาหาเื่อีกครั้ง "เอาเถอะ ไม่ว่าคุณหนูของข้าจะเป็ลูกใคร เ้าก็ไม่ควรมาหาเื่นาง จงรีบไสหัวไปเสีย"
พอเ้าชายฉกรรจ์ได้ฟังมันก็แสยะยิ้มออกมาก่อนจะเอามือลูบคาง แล้วเอ่ยขึ้น "ดูแล้วเ้าคงจะเป็สาวใช้ของนางสินะ ช่างใจกล้า และปากเก่งเสียจริง หน้าตาก็จิ้มลิ้มน่ารักไม่เบา แต่ก็ยังเทียบกับคุณหนูของเ้าไม่ได้อยู่ดีฮ่าๆๆๆๆๆ " เ้าชายฉกรรจ์ร่างกำยำะเิเสียงหัวร่อดังลั่นจนทุกคนได้ยินทั่วกัน สาวใช้ที่ชื่อชุ่ยเอ๋อนั้นนางรู้สึกอับอายเป็อย่างมาก ส่วนหญิงสาวอีกคนก็รู้สึกไม่พอใจเป็อย่างมากที่มีคนมาดูถูกสาวใช้ของนางด้วยวาจาเช่นนี้
"ในเมื่อท่านอยากจะนั่งโต๊ะตัวนี้มากนัก เช่นนั้นข้าสองคนไปทานอาหารร้านอื่นก็ได้ เราไปกันเถอะพี่ชุ่ยเอ๋อ" หญิงสาวในชุดสีชมพูหันไปบอกสาวใช้ของนางให้ออกจากร้านเพื่อไม่อยากมีเื่กับชายฉกรรจ์ผู้นี้ แต่ดูเหมือนมันไม่คิดเช่นนั้น "หึหึ จะรีบไปไหนกันเล่าแม่นางคนงาม เ้าแกล้งโง่ รึไม่รู้จริง ๆ ว่าข้ามิได้สนใจโต๊ะผุ ๆ ของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ หากแต่เป็ตัวเ้าต่างหาก" เ้าชายฉกรรจ์ยกแขนกำยำท่อนใหญ่ของมันมาขวางสตรีทั้งสองเอาไว้
ดูเหมือนเื่ราวจะไม่จบลงง่าย ๆ เสียแล้ว แถมเ้าของโรงเตี๊ยมที่เฝ้าดูเหตุการณ์ อยู่ก็ยังไม่กล้ายุ่งเสียด้วย พวกนักสู้คนอื่น ๆ ก็ไม่มีใครสนใจเพราะคิดว่าไม่ใช่เื่ของตน แถมด้วยขนาดตัวของเ้าชายฉกรรจ์ผู้นี้ด้วยกระมัง พวกมันคิดว่าสอดมือช่วยก็รังแต่จะเจ็บตัวฟรีเปล่า ๆ
และพอเ้าชายฉกรรจ์ร่างใหญ่เห็นว่ามิมีผู้ใดกล้ายุ่งเื่ของมัน มันก็เลยย่ามใจยื่นมือขนาดมหึมามาจับแขนเล็ก ๆ ของสตรีผู้นั้นเอาไว้ และเหมือนจะลากไปทำมิดีมิร้าย สาวใช้ชุ่ยเอ๋อใร้องเสียงหลงก่อนที่นางจะพุ่งเข้ามาแกะมือของมันออก
"ปล่อยคุณหนูของข้านะเ้าคนถ่อย! เ้าอยากตายมากนักหรือไง ปล่อยนะ..!" หากเทียบขนาดตัวของชุ่ยเอ๋อกับตัวมันก็นับว่าต่างกันลิบลับ แต่ความกล้าหาญของนางนั้นนับว่าไม่น้อยเลย
ห่าวหรานที่นั่งมองอยู่นานแล้ว มันก็คิดที่จะลุกขึ้นมาช่วยสตรีทั้งสอง แม้ว่าความลับของมันจะแตกก็ตาม ก็ยังดีกว่าปล่อยให้คนอ่อนแอถูกรังแกต่อหน้าต่อตาได้ แต่ทว่าในยามนั้นเสียงของใครคนหนึ่งก็ตวาดดังขึ้นมาเสียก่อน "หยุดนะเ้าคนถ่อยสารเลว! ปล่อยแม่นางคนนั้นได้แล้ว..!"
เสียงของมันทำเอาห่าวหรานถึงกับดวงตาเบิกกว้างด้วยความตะลึง เฟยฮุ่นนั้นเอง
มันลุกขึ้นจากโต๊ะด้วยท่าทางสง่างามองอาจแน่วแน่ ก่อนจะเพ่งมองไปที่เ้าชายฉกรรจ์ด้วยแววตาดุดันน่าเกรงขาม
"เ้า…เป็ใครไอ้หนู ไยจึงกล้าสอดมือมายุ่งเื่ของข้า" ชายฉกรรจ์ถามมัน
เด็กหนุ่มระบายยิ้มบาง ก่อนเชิดหน้าขึ้น "ข้าเฟยฮุ่น"
มันเอ่ยเสียงดังกังวานอย่างมาดมั่น ฉายแววอวดดีอยู่หลายส่วน คล้ายจะประกาศตนให้คนทั้งโรงเตี๊ยมรับรู้ว่ามันเป็ใคร ซึ่งก็นับว่าได้ผล เพราะมีหลายคนในสถานที่แห่งนี้ใ "เฟยฮุ่น! รึ หรือว่าเขาจะเป็บุตรชายของมหาเศรษฐีเฟยเหลียนผู้นั้น"
เด็กหนุ่มผมสีเงินพยักหน้า "ใช่แล้ว"
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นขมวดคิ้ว ก่อนกล่าวถามต่อ "แล้ว..เป็ใคร"
เดิมทีชื่อนี้ดูแฝงความน่าใอยู่หลายส่วน ตอนอีกฝ่ายเอ่ยขึ้นก็ดูอหังการยิ่ง แต่ดูเหมือนเ้าชายฉกรรจ์ผู้นี้จะไม่รู้จัก หรือไม่เคยได้ยิน นั้นทำให้เฟยฮุ่นรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย ก่อนที่มันจะรีบกล่าวต่อ
"หึ ดูท่านักสู้บ้านนอกป่าเถื่อนเช่นเ้าคงจะอยู่แต่ในป่าเขา จึงมิรู้จักข้า เอาเถิดข้าไม่ถือ และจะไม่เอาเื่ เ้าจงปล่อยมือจากแม่นางผู้นั้น แล้วรีบไสหัวไปเสีย ก่อนที่ข้าจะไม่ปรานี"
และพอเ้าชายฉกรรจ์ได้ยินวาจาอหังการอวดดีของเฟยฮุ่น ความโกรธของมันก็พลันปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว
"เฟยฮุ่นอันใด! เป็แค่ไอ้เด็กเมื่อวานซืนกลับอวดจนต่อหน้าข้ารึ เช่นนั้นข้าก็จะสั่งสอนเ้า ให้รู้สำนึกถึงฝีมือของตัวเต็งอันดับหนึ่งผู้เข้าทดสอบอย่างข้า" วาจาที่มันเปล่งออกมาเกือบทำเอาน้ำซุปในปากของจางิ่พุ่งทะลัก "มะ…เมื่อกี้มันว่ากระไรนะ ตัวเต็งอันดับหนึ่งผู้เข้าทดสอบรึ" จางิ่รีบกลืนน้ำซุปลงคอก่อนที่มันจะกลั้นขำจนแทบขาดใจ
สาเหตุที่ทำให้จางิ่เป็เช่นนั้นก็คงเป็เพราะใบหน้าของเ้าชายฉกรรจ์ผู้นี้ ใบหน้าของมันนั้นหากจะให้คะเนตามอายุแล้วล่ะก็ น่าจะอยู่ราว ๆ ยี่สิบปลาย ๆ ค่อนไปทางสามสิบเสียด้วยซ้ำ ตามกฎในการเข้าทดสอบเป็ศิษย์ของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้า ระบุเื่อายุไว้แค่ต้องมีครบ สิบห้าขวบปีขึ้นไป แต่มิได้จำกัดว่าห้ามเกินเท่าใด แต่ส่วนใหญ่คนที่มาเข้าร่วมก็จะอายุไม่เกินยี่สิบปี แทบจะไม่เคยมีคนที่อายุเกินยี่สิบห้าปีขึ้นไปแม้แต่ผู้เดียว เพราะมองว่าตนแก่เกินจะเป็ศิษย์
"หัวเราะหามารดาเ้ารึ! ไอ้หนูตรงนั้นนะ ข้าได้ยินนะว้อย แม้ใบหน้าของจะดูเกินวัยไปสักหน่อย แต่ปีนี้ข้าก็พึ่งจะยี่สิบหกปี ยังมิถึงสามสิบเสียหน่อย" เ้าชายฉกรรจ์หันมาทางจางิ่ก่อนที่มันจะชี้นิ้วแผดเสียงดังลั่นด้วยความโกรธ
"ไว้ข้าคิดบัญชีกับไอ้หนุ่มหน้าหวานนี้เรียบร้อยต่อไปก็ตาเ้า" มันเอ่ยขึ้นอีกครั้งก่อนจะหันไปหาเฟยฮุ่น พร้อมกับใช้มือชักดาบโค้งออกมาก่อนจะเงื้อฟันใส่สุดแรง
เฟยฮุ่นที่เห็นเช่นนั้นมันก็เบี่ยงตัวเล็กน้อย แล้วยกพัดในมือขึ้นมารับดาบ ก่อนจะพลันบังเกิดภาพอันน่าตกตะลึงขึ้น ดาบโค้งในมือของเ้าชายฉกรรจ์ไม่อาจขยับไปข้างหน้าได้ราวกับสูญสิ้นพลังไปทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็จริงน่าจะตัดพัดขาดเป็เสี่ยง ๆ หรือตัดมือของอีกฝ่ายจนขาดสะบั้นได้แท้ ๆ มันมองมาที่เฟยฮุ่น ที่ดาบของตนได้ง่ายดายตาปริบ ๆ
หากแต่มันไม่ยอมแพ้ คิดจะรุกไล่โจมตีต่อ
ทว่า..ยังมีทันจะได้ทำ มันพลันได้ยินเสียงหนึ่ง
คล้ายเสียงของอะไรบางอย่างมากระแทกใส่หน้าท้องของมันอย่างแรง
พอก้มลงไปมองก็พบว่าเป็กำปั้นของเฟยฮุ่นนั้นเอง
ร่างกำยำใหญ่โตของมันแข็งค้างเร็วพลัน ก่อนจะที่จะก้าวถอยไปด้านหลังหลายก้าว จากนั้นจึงล้มลงจนเกิดเสียงโครมใหญ่
เฟยฮุ่นหรี่ตามองร่างที่แน่นิ่งของมันด้วยแววตาสมเพชเวทนา ก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ "นี่รึ ตัวเต็งอันดับหนึ่งของผู้ทดสอบ ช่างน่าขันเสียจริง" ก่อนที่มันจะหันไปเอ่ยถามสตรีในชุดสีชมพูด้วยวาจาสุภาพอ่อนโยน "เ้าเป็เช่นไรบ้างแม่นาง"
แม้นสตรีผู้นั้นจะยังอยู่ในอาการวิตกหวาดกลัว แต่นางก็เอ่ยตอบเฟยฮุ่นด้วยท่าทางอ่อนโยน "ข้าไม่เป็ไรแล้ว ต้องขอขอบใจท่านมากที่เข้ามาช่วยเหลือ"
มิรู้ว่าเป็เพราะความหล่อเหลา บวกกับท่าทางกล้าหาญองอาจของเฟยฮุ่นหรือไม่ที่ทำให้ใบหน้าของสตรีในชุดสีชมพูนางนี้แดงก่ำด้วยความเขินอาย จนสาวใช้ของนางต้องสะกิดทัก
"เช่น…เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน จริงสิคุณชายเองก็คงจะมาร่วมงานทดสอบใช่หรือไม่" นางเอ่ยปากถามเฟยฮุ่นด้วยท่าทางเหนียมอาย
"เ้าเข้าใจถูกแล้วแม่นาง เ้าถามทำไมรึ"
"มะ..ไม่มีอะไร หากถ้าท่านเข้าร่วมงาน ข้าเองก็ตั้งใจจะไปร่วมชมด้วยเหมือนกัน เช่นนั้นข้าขอให้ท่านโชคดี พรุ่งนี้เราอาจจะได้พบกันอีกครั้ง" พอนางกล่าวจบก็ค้อมศีรษะเล็กน้อยให้เฟยฮุ่นก่อนจะรีบพาสาวใช้ชุ่ยเอ๋อออกจากโรงเตี๊ยมไปอย่างรวดเร็ว แต่ระหว่างที่เดินจากไปทั้งสาวก็กระซิบกระซาบหัวเราะคิกคักกันไปตลอด เฟยฮุ่นจ้องมองไปสตรีชุดสีชมพูตาเขม็ง คล้ายมันจะรู้ว่าเป็ใคร และมีความสำคัญมากเพียงไหนจึงได้ลุกขึ้นมาสอดมือเข้าช่วยเหลือ หรือจะกล่าวง่าย ๆ ก็คือ เฟยฮุ่นหว่านพืชหวังผลในภายภาคหน้านั้นเอง
จบบทที่ 6