เมื่อเห็นว่าจางหลินเงียบไป จางหยูเซิงทำได้เพียงยิ้มอย่างขมขื่น “เ้าสองคนพ่อลูกไม่ต่างกันเลยจริงๆ ชื่นชอบความสงบสุขและรักความสันโดษ ไม่อยากจะออกไปยังสถานที่ที่วุ่นวาย… หากในตอนนั้นหยินเซียวมีความทะเยอทะยานสักเล็กน้อย ตระกูลจางคงจะไม่อยู่อย่างไร้การพัฒนาเช่นนี้”
ความหมดหนทางในน้ำเสียงของจางหยูเซิง ทำให้จางหลินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนักอึ้ง “ลุงหยูเซิง ขออภัยที่ข้าไม่ได้ดั่งใจพวกท่านและได้ทำให้พวกท่านต้องเดือดร้อน”
จางหยูเซิงทำได้เพียงถอนหายใจยาว “ช่างมันเถิด ขอเพียงแค่ใครสักคนได้เป็ลูกศิษย์ของสำนัก แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ตระกูลจางได้รับการคุ้มครองจากแคว้นฉู่แผ่นดินใหญ่”
จางหลินลูบคางอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวถาม “ลูกพี่ลูกน้องอยู่ที่ไหน?”
“นางกำลังฝึกฝนศิลปะการต่อสู้กับจางหลงเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคัดเลือกศิษย์เข้าสำนัก” จางหยูเซิงตอบอย่างตรงไปตรงมา
“โอ้?” ดวงตาของจางหลินเผยให้เห็นถึงความมุ่งมั่น “เช่นนั้นข้าจะช่วยลูกพี่ลูกน้องในการทะลวงผ่านคอขวด และจะช่วยให้นางได้ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่สำนักจักรพรรดิดารา”
“เอ๊ะ!? เ้าน่ะหรือ?” จางหยูเซิงอ้าปากค้างอย่างแปลกใจ
ความมั่นใจบนใบหน้าของจางหลินฉายออกมาให้เห็นเด่นชัดขณะที่เขาพยักหน้า “จุดชีพจรของพี่สาวเตรียมพร้อมสำหรับการทะลวงมาเนิ่นนานแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีคู่ต่อสู้ที่คู่ควรทำให้นางสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดได้ ฉะนั้นแล้วข้าจะบีบบังคับนางเอง”
ก่อนที่ต่อมาเขาจะผายมือ “ลุงหยูเซิง เชิญท่านนำทาง”
จางหยูเซิงมีการแสดงออกที่แปลกประหลาด แต่ถึงกระนั้นเขาก็นำทางไปยังลานกว้างที่มีเยาวชนหลายคนกำลังฝึกฝนศิลปะการต่อสู้
. . .
ภายในลานกว้างตระกูลจาง โดยรอบคือเหล่าผู้าุโและเหล่าผู้ปกครองที่กำลังยืนเรียงรายจ้องมองบุตรหลานแสดงความสามารถในตระกูลจาง
ซึ่งในลานประลองการต่อสู้ขณะนี้มีร่างของคนทั้งสองกำลังประชันฝีมือกันอย่างดุเดือดอย่างไม่มีใครยอมใคร
ชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ควงหอกสีดำทมึน กำลังกระหน่ำกระบวนท่าแทงไปที่ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งที่กำลังใช้กระบี่ปกป้องทุกกระบวนท่าอย่างทุลักทุเล
เชร้ง!
เชร้ง!
เชร้ง!
เชร้ง!
เหงื่อเย็นๆไหลผ่านใบหน้าของหญิงสาว นางกัดฟันก่อนจะดึงกระบี่กลับคืน พลันตัดสินใจแทงกระบี่เป็เส้นตรงสวนทางกลับเส้นทางแทงของหอก!
ผู้ที่มีความสามารถในตระกูลจางอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา “เจียหยูคิดจะทำอะไร!?”
ชายชราอีกคนเองก็ขมวดคิ้ว “วิถีของหอกคือระยะการจู่โจมที่ไกล หากใช้การจู่โจมในลักษณะเดียวกัน การโจมตีของหอกจะไปถึงตัวของนางก่อนอย่างแน่นอน การทำเช่นนี้ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตายเลย”
แต่กลับกันสีหน้าของชายหนุ่มที่แทงหอกเป็เส้นตรงก็มีการแสดงออกที่ร้ายแรง
โดยไม่รอช้าเขากระทืบเท้าอย่างดุดัน และะโถอยหลังพร้อมทั้งเหวี่ยงหอกเป็แนวนอนเพื่อที่จะปัดป้องการแทงของกระบี่ให้พ้นไป
การเปลี่ยนรูปแบบอย่างกะทันหันของชายหนุ่มทำให้ใครหลายๆคนตกอยู่ในความสับสนมึนงง
เชร้ง!
ศาสตราวุธทั้งสองปะทะกันสร้างคลื่นลมขนาดใหญ่ แต่ในขณะที่ทุกคนคิดว่าการต่อสู้จบลงด้วยการเสมอ จู่ๆหญิงสาวผู้ที่มีร่างกายเพรียวบางก็พลิกตัวกลางอากาศราวกับไม้ไผ่ที่ลู่ไปตามลม ทำให้นางปรากฏขึ้นด้านข้างของชายหนุ่ม พร้อมทั้งเหวี่ยงกระบี่ด้วยความเร็วปานสายฟ้าก่อนจะจ่อที่คอของชายหนุ่มและหยุดลง
สีหน้าของชายหนุ่มที่กำลังถือหอกแปรเปลี่ยนเป็ความตกตะลึง เขาทำได้เพียงถอนหายใจและกล่าวอย่างหมดหนทาง “ข้าแพ้แล้ว”
บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดเมื่อเห็นสถานการณ์ที่พลิกผันอย่างฉับไว ไม่มีใครคาดคิดว่าผลลัพธ์จะจบลงในลักษณะนี้ หญิงสาวที่ดูเหมือนว่าจะพ่ายแพ้ใน่แรกๆกับพลิกสถานการณ์ขึ้นมาได้ภายในจังหวะเดียว
หญิงสาวดึงกระบี่กลับคืนพลางเก็บสู่ฝัก นางยกมือขึ้นมาประสานอย่างสุภาพ “ขอบคุณพี่หลงที่ชี้แนะ”
จากนั้นนางก็หันไปหาเหล่าเยาวชนที่ยืนรออยู่ด้านข้างก่อนจะยิ้มออกมาจางๆ “มีใครจะมาเป็คู่ต่อสู้ของข้าอีกหรือไม่?”
เหล่าชายหนุ่มและหญิงสาวนับสิบมองหน้ากันด้วยความมึนงง พวกเขาทำได้เพียงยิ้มอย่างขมขื่นและส่ายหน้า
แม้แต่จางหลงที่ถือได้ว่ามีความแข็งแกร่งมากที่สุดในบรรดาเยาวชนที่มีอายุไม่เกิน 25 ปียังไม่สามารถเอาชนะหญิงสาวผู้นี้ได้ เยาวชนอย่างพวกเขาจะมีปัญญาไปเอาชนะหญิงสาวผู้นี้ได้อย่างไร?
หญิงสาวที่ยืนอยู่ท่ามกลางสนามประลองผู้นี้คือบุตรสาวของผู้าุโสูงสุดนามจางเจียหยู
นางถือได้ว่าเป็ผู้มีพร์ระดับสูงรองลงมาจากจางหลินเนื่องจากนางสามารถปลุกจิติญญายุทธ์ได้ในยามที่นางอายุ 12 ปี จุดเด่นของนางคือจิติญญายุทธ์ธาตุวายุ ฉะนั้นแล้วเื่ความเร็วและการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วย่อมไม่มีเยาวชนใดในตระกูลจางเอาชนะนางได้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะจะมีขอบเขตพลังยุทธ์ที่สูงกว่าก็ตาม
เมื่อจางเจียหยูเห็นว่าไม่มีผู้ใดกล้าที่จะขึ้นมาประมือกับนาง นางทำได้เพียงถอนหายใจอย่างผิดหวัง และกำลังจะก้าวลงจากเวที
“ข้าจะเป็คู่ต่อสู้ให้เอง” แต่จู่ๆก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น เมื่อทุกสายตามองไปก็พบว่านั่นคือร่างของจางหลินที่กำลังเดินตามหลังจางหยูเซิง โดยมีพัดโลหะอยู่ในมือของเขาราวกับขุนนางรูปงาม
“นะ-นั่น…นายน้อยจางหลิน!”
“เขามาทำอะไรที่นี่?”
“เป็ไปได้ไหมว่าเขาคิดที่จะเข้าร่วมการต่อสู้ด้วย?”
“แต่นายน้อยจางหลินไม่สามารถเปิดจุดชีพจรได้ เขาจะเป็คู่ต่อสู้ของพี่สาวเจียหยูได้อย่างไร?”
“.....”
คำปรามาสมากมายดังขึ้นตลอดทั้งเส้นทาง ทว่าการแสดงออกทางสีหน้าของจางหลินยังคงเรียบเฉย ราวกับว่าทุกอย่างเป็เื่ปกติและไม่มีเื่อะไรให้ต้องขุ่นเคือง
จางหยูเซิงอดไม่ได้ที่จะลูบขมับทันทีที่ได้ยินประโยคท้าทายของจางหลิน “ฮ่าย~ เชื่อเขาเลยจริงๆ”
เมื่อเดินเข้ามาในลานประลอง จางหลินก็พบเข้ากับร่างของจางเจียหยูที่สวมชุดเกราะอ่อนอย่างสง่างามอยู่ท่ามกลางสายตาที่ชื่นชมด้วยใบหน้าที่หยิ่งผยอง
หญิงสาวผู้นี้มีอายุมากกว่าเขาเพียงแค่สองปี แต่กลับมีความสามารถที่หลากหลายโดยเฉพาะทางด้านกระบี่ นางเป็หนึ่งในผู้ใช้กระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดของเยาวชนในตระกูลจางเลยก็ว่าได้
คิ้วของจางเจียหยูเลิกขึ้นเล็กน้อยที่เห็นว่าคนที่จะมาท้าประลองคือจางหลิน นางอดไม่ได้ที่จะขดริมฝีปากอย่างดูถูก “น้องหลิน ไม่ใช่ว่าข้าดูถูกเ้า แต่ข้าไม่อยากจะรังแกเ้าจริงๆ”
พรึ่บ!
โดยไม่มีการพูดพร่ำทำเพลง จางหลินในอาภรณ์สีขาวสะอาดสะอ้านปรากฏขึ้นท่ามกลางลานประลองที่มีเพียงคนทั้งสอง การเคลื่อนไหวของเขาสง่างามขณะมือซ้ายไขว้ไปด้านหลังและมือขวาถือพัดในระดับหน้าอกและกำลังเผยรอยยิ้มที่สุภาพ “ใครจะรังแกใครยังไม่มีผู้ใดทราบ ข้าหวังว่าพี่เจียหยูจะให้คำแนะนำกับข้าได้”
ความไม่พอใจยิ่งชัดเจนขึ้นบนใบหน้าที่งดงามของจางเจียหยู จนนางต้องเอ่ยออกมา “หากเ้าได้รับาเ็ขึ้นมาก็อย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน”
“เชิญ” จางหลินยื่นพัดไปข้างหน้าเล็กน้อยในลักษณะท้าทาย