หลี่ชิงชิงยิ้มพร้อมเอ่ย "พริกลายเสือผัดถั่วแปบ วันนี้ข้าตั้งใจทําอาหารเยอะเป็พิเศษ พวกท่านทํางานอย่างหนักจึงต้องกินให้มากหน่อย"
จางซื่อและหวังพั่นตี้กลัวว่าผู้เฒ่าหวังสองสามีภรรยาจะต่อว่าหลี่ชิงชิงว่าสิ้นเปลืองแต่กลับได้ยินผู้เฒ่าหวังเอ่ยเสียงดังอย่างเบิกบานใจว่า"กินข้าวกันเถิด"
อาหารที่ทำเสร็จก่อนหน้านี้ล้วนวางไว้ข้างเตา ยามนี้ยังอุ่นๆอยู่
หวังเยวี่ยแต่งออกไปแล้ว ส่วนหวังเฮ่าเป็ทหารพวกเขาทั้งสองคนไม่ได้อยู่บ้าน
ตอนนี้คนที่กำลังล้อมวงกินอาหารเย็นรอบโต๊ะแปดเซียนคือผู้เฒ่าหวังสามีภรรยาหวังจื้อสามีภรรยา หวังพั่นตี้สามพี่น้อง หลี่ชิงชิง หวังเลี่ยง หวังจวี๋รวมทั้งหมดเป็สิบคน
อย่าได้มองว่าเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสามคนอายุยังน้อยเพราะพวกนางกินจุกันมากทีเดียว ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือไม่ได้กินมากเท่าไรนัก
ฝีมือการทําอาหารของหลี่ชิงชิงเหนือชั้นกว่าหลิวซื่อและจางซื่ออยู่มากพริกลายเสือเป็อาหารจานใหม่ที่ทานคู่กับข้าวได้ดีเยี่ยม ผัดถั่วแปบที่มีรสเผ็ดของน้ำมันหมูติดมาเล็กน้อยก็เลิศรสเช่นกันทำให้นางได้รับเสียงชื่นชมอย่างอึกทึกจากคนในครอบครัว
ขายของได้หมด อาหารหอมฉุยบรรยากาศเต็มไปด้วยความเบิกบานใจ
หลังอาหารมื้อเย็น จางซื่อก็ไปล้างถ้วยชามในห้องครัวอย่างรู้ความหวังจวี๋พาหลานสาวตัวน้อยทั้งสามคนที่กินจนพุงป่องใบหน้าเปี่ยมความสุขไปล้างหน้าบ้วนปาก
ยามนี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้วแสงจากดวงจันทร์ส่องมาถึงหน้าประตูห้องโถงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ภายในห้องมืดสนิททำให้หลิวซื่อมองไม่เห็นสีหน้าของหลี่ชิงชิง นางหัวเราะพลางกล่าว"ชิงชิงช่างเป็คนใจเย็นจริงๆ สามารถอดทนไม่เอ่ยถามว่าพวกข้าขายได้เงินเท่าไร"
หลี่ชิงชิงจึงเอ่ยถามอย่างให้ความร่วมมือ “ได้เท่าไรหรือเ้าคะ?"
ผู้เฒ่าหวังและหวังจื้อพากันล้วงถุงผ้าที่ใส่เงินจนตุงออกมาจากหน้าอกของตนจากนั้นก็วางลงบนโต๊ะแปดเซียน ก่อนจะเปิดปากถุงผ้าเผยให้เห็นเหรียญทองแดงเป็พวงๆ
หวังเลี่ยงกู่ร้องอย่างฮึกเหิมพลางเอื้อมมือไปหยิบถุงผ้าหนึ่งใบมานับเงิน
หลิวซื่อนับเหรียญทองแดงของถุงผ้าอีกใบอย่างกระฉับกระเฉงแล้วยังเอ่ยเสียงเบาว่า "ตาเฒ่า รีบหยิบเศษก้อนเงินชิ้นนั้นออกมาเร็ว"
ผู้เฒ่าหวังหยัดกายยืนขึ้นและหันหลังให้กับหลี่ชิงชิงอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องเขาล้วงหาสิ่งของบนตัวอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็หมุนกายกลับมาตบมือขวาลงบนโต๊ะแปดเซียนหลังจากที่ยกมือขึ้น ชายชราก็กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ"สามเหรียญเงิน"
หนึ่งตำลึงเงินเท่ากับหนึ่งพันเหรียญทองแดงและหนึ่งเหรียญเงินเท่ากับหนึ่งร้อยเหรียญทองแดง
สามเหรียญเงินก็คือสามร้อยเหรียญทองแดง
มืดตึ๊ดตื๋อ หลี่ชิงชิงมองลักษณะของเศษก้อนเงินไม่ออกแม้แต่น้อยนางหยิบเศษก้อนเงินแล้วเดินไปตรงหน้าประตูที่มีแสงสว่างเพื่อส่องดู
ผู้เฒ่าหวังกลัวว่าหลี่ชิงชิงจะมือไม้อ่อนจนทำเศษก้อนเงินตกพื้นเขานั่งหลังตรงจ้องเขม็งไปยังเงาร่างของนางอย่างประหม่า
โชคดีที่หลี่ชิงชิงเอามือรองกะน้ำหนักเศษก้อนเงินพอเสร็จแล้วก็วางกลับคืนไปที่โต๊ะแปดเซียน
"พี่สะใภ้สามเงินสามเหรียญนี่ข้ากับพี่ใหญ่ได้มาจากการขายไข่เค็มที่อำเภอขอรับ"หวังเลี่ยงเงยหน้าขึ้นพลางเอ่ยอย่างลิงโลดจากนั้นก็ก้มหน้าควานหาเหรียญทองแดงมานับ
"ไข่เค็มขายดีมีทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่มาซื้อ ไข่เค็มสองร้อยฟองของข้ากับน้องสี่ยังไม่ทันเที่ยงวันก็ขายหมดแล้ว"ปกติหวังจื้อเป็คนพูดน้อย แต่วันนี้คงจะดีใจจริงๆ ถึงได้พูดเยอะขึ้นมาเขายังเอ่ยอีกว่า "น้องสะใภ้กล่าวถูก พริกเก็บเกี่ยวได้ดีจึงราคาต่ำ ทำให้ขายไม่ดีที่พวกข้ากลับมาเย็นขนาดนี้ก็เพราะว่าขายพริก"
ที่จริงแล้วเช้าตรู่วันนี้ทั้งสี่คนออกเดินทางจากหมู่บ้านหวังพร้อมกับพริกสองร้อยกว่าจินและไข่เค็มสามร้อยห้าสิบหกฟอง เมื่อมาถึงอำเภอเหอ ผู้เฒ่าหวังสามีภรรยาก็นำไข่เค็มหนึ่งร้อยห้าสิบหกฟองไปขายที่ตำบลชางซึ่งอยู่ห่างออกไปห้าลี้หลังจากขายเสร็จแล้วก็กลับมารวมตัวกับหวังจื้อสองพี่น้องที่อำเภอเหอ
มีเพียงตระกูลหวังเท่านั้นที่ขายไข่เค็ม หนทางการขายจึงขายดีเป็พิเศษไม่ถึง่สายก็ขายหมดแล้ว ทว่าพริกสองร้อยกว่าจินต้องรอจนถึง่บ่ายและเป็หลิวซื่อที่ตัดสินใจลดราคาลงถึงขายได้
ผู้เฒ่าหวังหยุดหัวเราะพลางเอ่ยว่า "ที่หน้าประตูอำเภอทั้งสองข้างทางล้วนแต่ขายพริก พริกทั่วไปขายสามจินหนึ่งเหรียญทองแดง พริกของบ้านเราคุณภาพดีแต่ขนาดไม่ได้แช่น้ำก็ยังขายไม่ได้ แม่ของเ้าก็เลยลดเหลือสองจินหนึ่งเหรียญทองแดงจึงได้ถูกโรงเตี๊ยมในตัวอำเภอซื้อไป"
พริกที่แช่น้ำยิ่งไม่ต้องพูดถึงทิ้งไว้สองวันก็เน่าเปื่อยแล้วหลงจู๊รับผิดชอบเื่จัดซื้อวัตถุดิบของโรงเตี๊ยมเป็คนฉลาดจึงซื้อพริกของตระกูลหวังไปทั้งหมด
"พริกที่เหลือในบ้านอย่าขายเลยเ้าค่ะอาหารจานใหม่ที่ข้าทำต้องใช้พริก" หลี่ชิงชิงรอคอย่ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตพริกได้เป็อย่างดีเพื่อทำพริกสับดองออกมาขายทำเงิน
แคว้นต้าถังคล้ายกับราชวงศ์ถังการใช้ชีวิตของชาวบ้านทางภาคใต้และภาคเหนือก็คล้ายคลึงกันทว่าแคว้นต้าถังมีพืชผลการเกษตรเช่นข้าวโพดและพริกอยู่แล้ว
ใน่สองเดือนที่ผ่านมานี้หลี่ชิงชิงได้สังเกตและสอบถามทำให้รู้ว่าแม้พื้นที่แห่งนี้จะเป็ภาคใต้และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวัตถุดิบแต่อาหารอร่อยๆ มากมายในชาติที่แล้วยังไม่ได้ปรากฏ
ดังนั้นหลังจากที่นางโน้มน้าวผู้เฒ่าหวังสามีภรรยาแล้วนางก็ทําอาหารเลิศรสเช่นไข่เค็มที่ทำได้ง่ายออกมาขายซึ่งนั่นก็เป็การทดลองเช่นกัน
ไข่เค็มขายดี พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าชาวบ้านในพื้นที่ชอบกิน
ไข่ที่ใช้ทำไข่เค็มคือไข่เป็ดคนที่เลี้ยงเป็ดในระยะหลายสิบลี้ของหมู่บ้านหวังนั้นมีไม่มาก ใช้เวลาสองเดือนกว่าถึงจะรวบรวมไข่เป็ดหลายร้อยฟองได้ยามนี้ใกล้จะเข้าฤดูหนาวแล้ว เป็ดก็เริ่มออกไข่น้อยลง หากไม่มีไข่เป็ดก็ไม่อาจทำไข่เค็มได้
ตอนนี้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตพริกได้ดี หลี่ชิงชิงจึงตัดสินใจว่าจะทำพริกสับดองขาย
ในที่ดินของตระกูลหวังยังมีพริกอีกห้าร้อยกว่าจินที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวเดิมทีผู้เฒ่าหวังวางแผนไว้ว่าพรุ่งนี้จะทำการเก็บเกี่ยวแล้วนำไปขายตอนเช้าตรู่ของวันมะรืนทว่าเมื่อได้ยินว่าหลี่ชิงชิงจะใช้พริกทำอาหารจานใหม่ จึงอดเอ่ยถามไม่ได้"พริกสามารถเอามาทำอาหารใหม่อันใดได้หรือ?"
หลี่ชิงชิงอธิบายว่า "พริกสับดองเ้าค่ะใช้เป็เครื่องปรุงรสเวลาทำอาหาร รสชาติอร่อยยิ่งนัก"
"พริกอะไรที่ว่านี่สามารถขายทำเงินได้มากกว่าพริกอีกหรือ?" ผู้เฒ่าหวังกลัวว่าจะทำให้พริกเสียหาย
พริกห้าร้อยกว่าจินเป็เงินสองร้อยกว่าเหรียญทองแดงเกลือหนึ่งจินราคาหกเหรียญทองแดง หากนำไปซื้อเกลือก็สามารถซื้อได้สามสิบกว่าจินเลยทีเดียวซึ่งนั่นสามารถกินได้ทั้งครอบครัวเป็เวลาหลายปี
เป็เงินจ่ายค่าเกลือได้ตั้งหลายปี!
หลี่ชิงชิงเอ่ยอย่างผ่อนคลายว่า"ทำได้เ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านดูสิเ้าคะ ข้าใช้ไข่เป็ดทําไข่เค็มแพงกว่าไข่เป็ดที่ขายแต่ก็ยังมีคนซื้อมากมาย"
ผู้เฒ่าหวังครุ่นคิดแล้วเอ่ย "เช่นนั้นก็ลองใช้พริกสักห้าสิบจินดูก่อนทำเช่นเดียวกับไข่เค็ม"
ก่อนหน้านี้หลี่ชิงชิงเสนอให้ขายไข่เค็ม ผู้เฒ่าหวังก็ให้นางลองทำห้าสิบฟองดูก่อน
หลี่ชิงชิงเอ่ย"ห้าสิบจินน้อยเกินไปเ้าค่ะ"
"เช่นนั้นก็หนึ่งร้อยจิน" ผู้เฒ่าหวังกลัวว่าทำพริกสับดองของหลี่ชิงชิงออกมาแล้วจะขายไม่ได้
หลี่ชิงชิงทอดถอนหายใจเบาๆ ในใจสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ของเมืองเซียงคล้ายกับฉางซาในชาติที่แล้วพริกสับดองเป็ที่ชื่นชอบของชาวหูหนาน นางจึงคิดว่าชาวเมืองเซียงต้องชอบกินอย่างแน่นอน
พริกสับดองหนึ่งร้อยจินน้อยเกินไป นางจะต้องหาวิธีทําให้ผู้เฒ่าหวังยอมนําพริกแดงทั้งหมดของตระกูลหวังมาทําเป็พริกสับดองให้ได้
ในความมืดมิดหวังจื้อมองไม่เห็นสีหน้าท่าทางของพ่อเลี้ยงและน้องสะใภ้สาม ตนในฐานะบุตรชายคนโตทว่ากลับไร้ความสามารถไม่มีความรู้และยิ่งไม่มีเงิน ไม่อาจออกความคิดเห็นได้คราวก่อนน้องสะใภ้สามทำไข่เค็ม เขาก็มิได้ออกความเห็นอะไรเช่นในเวลานี้
หลิวซื่อกับหวังเลี่ยงสองแม่ลูกพากันนับเงินได้สามรอบแล้ว
นิสัยของหลิวซื่อซุ่มซ่ามและยังขี้หลงขี้ลืมแต่การนับเงินกลับนับได้อย่างแม่นยำ
หวังเลี่ยงเรียนรู้จดจำอักษรและคิดบัญชีกับหวังเฮ่ามาั้แ่เด็กและยังเฉลียวฉลาด จึงยิ่งไม่มีทางนับผิด เขาเอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า"ไข่เค็มหนึ่งฟองราคาสามเหรียญทองแดง สองฟองห้าเหรียญทองแดงพริกสองจินหนึ่งเหรียญทองแดง พวกเราขายได้ทั้งหมดเจ็ดร้อยยี่สิบเอ็ดเหรียญทองแดงและยังมีอีกสามเหรียญเงิน"
ผู้เฒ่าหวังประหลาดใจอย่างถึงที่สุด เขาร้องเสียงหลง"หนึ่งตำลึงกว่า!"
หวังเลี่ยงเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ"ก็ใช่น่ะสิขอรับ ไข่เค็มที่พี่สะใภ้สามของข้าทําสามารถทำเงินได้มากมาย"ตอนที่หลี่ชิงชิงทําไข่เค็ม หวังเลี่ยงเป็คนเสนอตัวมาช่วย เพราะเขาคิดว่าหนึ่งรุ่งเรืองล้วนรุ่งเรือง[1]
หลิวซื่อหัวเราะพลางเอ่ย "เป็เช่นนั้น"กําไรของไข่เค็มมีส่วนของนางและผู้เฒ่าหวังครึ่งหนึ่ง
หวังเลี่ยงยังเอ่ยอีกว่า "ส่วนพริกมากที่สุดเกือบหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญทองแดง"
หลี่ชิงชิงคลี่ยิ้มแล้วเอ่ย "สำหรับพริกก็นับเป็เงินหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญทองแดงเถิดน้องชายนับเงินออกมาให้ท่านแม่ด้วย"
----------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] หนึ่งรุ่งเรืองล้วนรุ่งเรือง (一荣俱荣) หมายถึง เมื่อคนหนึ่งเจริญขึ้น คนอื่นๆ ก็เจริญรุ่งโรจน์ตามไปด้วย