ถังฉือเย่ตัวร้อนเป็ไข้อยู่ตลอดทั้งคืน กระทั่งรุ่งเช้าก็ยังเบลอ ๆ มึน ๆ รู้สึกหนักศีรษะราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบ ส่วนฉีหยางตัวน้อยนั้นแม้จะได้รับาเ็สาหัสหนักหนากว่านางมากแต่กลับไม่มีไข้อะไรเลย
พอฟื้นได้สติ หญิงสาวก็รู้สึกกระหายน้ำมาก ลำคอแห้งผาก นางพยายามจะลืมตาขึ้น และสิ่งแรกที่มองเห็นคือดวงตาสีดำเป็ประกาย ผ่านไปพักใหญ่ถังฉือเย่ถึงลำดับเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานได้ จากนั้นถึงถามเขาด้วยเสียงเบา ๆ แหบแห้งว่า
“เ้าฟื้นแล้วรึ?”
ฉีหยางไม่ตอบอะไร เอาแต่นั่งจ้องนางอยู่อย่างนั้น ถังฉือเย่ค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ฉีจิงที่นอนอยู่ข้าง ๆ สะดุ้งตื่นแล้วรีบลงจากเตียงเดินเข้ามาดู
“เ้าดีขึ้นแล้วหรือยัง?”
“เอาน้ำมาให้ข้าหน่อย”
ชายหนุ่มรีบเดินไปรินน้ำชาที่อยู่บนโต๊ะมาให้ เมื่อถังฉือเย่ดื่มจนหมดแล้วเขาก็รินให้อีกครึ่งแก้ว นางก็ดื่มเข้าอีกจนหมด ฉีจิงมองดูอย่างเงียบ ๆ
ถังฉือเย่ส่งแก้วคืนให้เขา หันไปมองเสี่ยวเหยาที่หลับอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ก่อนจะกลับมาที่ฉีหยางน้อยที่เอาแต่กอดแขนนางไว้ไม่ยอมปล่อย จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นไปถามพี่ชายของเขา
“แล้วหลังจากนี้เ้าจะทำอย่างไรต่อไป?”
ชายหนุ่มเงียบไปทำสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก เดิมทีเขาก็ไม่ได้เป็คนของหมู่บ้านแห่งนี้อยู่แล้ว ปกติก็อยู่อย่างสันโดษไม่มีแม้กระทั่งสหาย เมื่อไฟไหม้บ้านจนไม่เหลือซากแบบนี้แล้วเขาก็ไม่มีที่ไป ได้แต่พูดด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ ว่า
“ข้าจะลองพาอาหยางเข้าไปในเมืองดู”
“เข้าไปในเมือง?”
ฉีจิงพยักหน้ายืนยัน ถังฉือเย่พยายามจะลุกขึ้นแต่กลับไม่มีแรง เนื้อตัวมอมแมมไปหมดราวกับคนเสียสติ จนชายหนุ่มรีบโผเข้ามาช่วยประคอง
“เ้าจะทำอะไร ให้ข้าช่วยเ้าเถอะ”
หญิงสาวโบกมือร้องห้าม นางยังไม่ลืมที่เขาเคยแย่งเห็ดหลินจือไป คิดไปคิดมาจึงถามเขาอย่างระมัดระวัง “นอกจากหลินจือแล้ว เ้ายังขาดยาอะไรอีกหรือไม่?”
“สมุนไพรโชวู สมุนไพรหยินหยางโชวูที่มีอายุสามร้อยปีขึ้นไป”
ถังฉือเย่กะพริบตาปริบ ๆ กลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่งก่อนจะพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า “โห! ถ้าอย่างนั้นก็คงจะหายากมากแน่ ๆ”
“หาไม่ยากหรอก” เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนที่หางตาจะเหลือบมองไปที่กระบุงของนางซึ่งวางอยู่ใกล้ ๆ “ในกระบุงของเ้าก็มีอยู่คู่หนึ่งมิใช่หรือ?”
“เ้าอย่าได้คิดที่จะแย่งของของข้าไปอีกนะ อย่าได้คิดเชียว หัวเด็ดตีนขาดยังไงเ้าก็จะเอาสมุนไพรโชวูไปไม่ได้” ถังฉือเย่พูดโพล่งออกไปอย่างไม่ลังเล ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้น นางเห็นเขาชะงักไปนิดหนึ่ง จากนั้นก็เม้มปากแน่น ก่อนจะพูดสบาย ๆ ว่า
“ข้าไม่คิดแย่งไปหรอก จะไม่แย่งอีกแล้ว” เมื่อเห็นว่าถังฉือเย่ยังมีสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ ชายหนุ่มก็เผยสีหน้าลำบากใจออกมาพร้อมกับพูดน้ำเสียงจริงจัง
“ข้าแค่ได้กลิ่นเท่านั้น เลยหยอกล้อเ้านิดหน่อยเอง”
“เมื่อครู่เ้าแค่ล้อเล่นเท่านั้นเองหรือ?” นางมองสายตาคาดคั้น จนเห็นเขาพยักหน้าหงึกหงักยืนยันแล้วนั่นแหละจึงผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ตลกมากเลยนะ!”
ฉีจิงยิ้มแห้ง ๆ รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่…ที่แท้ในใจนางนั้นเห็นเขาเป็หัวขโมยจริงหรือ แต่สาเหตุที่เขาต้องเอาเห็ดหลินจือมาก็เพื่อที่จะรักษาฉีหยางเท่านั้น และเื่ที่แย่งของของคนอื่นมาแบบนี้ทั้งชีวิตเขาก็เพิ่งจะทำเพียงครั้งเดียวเท่านั้น…ผ่านไปครู่หนึ่งฉีจิงจึงพูดออกมาอย่างเหนื่อยใจ
“เ้ายังไม่หายดี อย่าเพิ่งรีบลุกไปไหนเลย ถ้าหากเ้าเชื่อใจข้าก็เอาสมุนไพรโชวูมาให้ข้า ข้าจะไปถามราคาในเมืองให้เ้า พอกลับมาถึงข้าจะรีบมาบอก”
ถังฉือเย่ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดใจบอกว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ฝากเ้าด้วย…เ้าเอามันไปเถอะ เมื่อไปถึงแล้วก็ลองถามดู หากเ้าเห็นว่าราคามันเหมาะสมก็ขายไปซะ ไม่ต้องกลับมาบอกข้า เมื่อถึงตอนนั้นแล้วข้าจะแบ่งให้เ้าด้วย”
ความรู้สึกไม่สบายใจเมื่อครู่หายวับไปในพริบตาราวกับน้ำค้างโดนแดดเมื่อเห็นว่านางยังไว้ใจเขา ฉีจิงจึงยิ้มออกมาได้เป็ครั้งแรกของวัน พร้อมกับพูดเสียงดังฟังชัดว่า “ได้…ข้าจะพยายามเพื่อเ้า”
ฉีหยางที่ยังคงกอดแขนนางไว้ได้แต่ฟังทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างเงียบ ๆ มาสักพัก ถังฉือเย่จึงก้มหน้ามาหาเขาแล้วถามว่า “ข้าชื่อถังฉือเย่ เ้าจะเรียกข้าว่าพี่สาวก็ได้ แล้วเ้าล่ะชื่อว่าอะไร?”
“เขาไม่สามารถ…” ฉีจิงพูดแทรกด้วยเสียงเบา ๆ ก่อนจะชะงักไปแล้วเปลี่ยนคำพูดว่า “เขาไม่ค่อยชอบคุยกับคนอื่นน่ะ”
แต่ทันทีที่เขาพูดจบกลับได้ยินฉีหยางพูดเบา ๆ ว่า “ฉีหยาง” ฉีจิงก็เบิกตาโตขึ้นมาทันที ชายหนุ่มหันมองน้องชายด้วยความใเป็อย่างมาก จากนั้นก็หันกลับมาที่ถังฉือเย่อีกครั้ง ไม่มีใครเข้าใจว่าเพียงคำพูดสองคำธรรมดาเช่นนี้ ทำไมฉีจิงต้องใขนาดนี้ด้วย…ก็จะไม่ให้ใได้อย่างไรในเมื่อเขาดูแลฉีหยางมาเกือบสองปี แต่เด็กชายตัวน้อยกลับไม่เคยพูดกับเขาเลย มีเพียงแค่เวลาขำขันจึงจะส่งเสียงที่ฟังไม่ชัดออกมาเล็กน้อย ด้วยเหตุนี้เขาก็เลยต้องยอมลำบากไปหายาเพื่อมารักษาอาการที่พูดไม่ได้ของเขา!
จู่ ๆ ฉีจิงก็นึกถึงคำพูดของชาวบ้านเมื่อคืนที่พูดกัน พวกเขาบอกว่า “น้องชายของเ้ากอดนางเอาไว้แน่นแล้วก็ร้องไห้ไม่อยากให้นางไปไหน” ซึ่งพวกเขาก็คงไม่ได้พูดจนเกินเหตุไปนัก ชายหนุ่มที่เคยสุขุมเยือกเย็นมาตลอดนั้นไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีก
ถังฉือเย่ไม่ทันสังเกตท่าทางของเขาที่เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ นางหันมายิ้มตาหยีพลางบีบแก้มของฉีหยางน้อยจากนั้นก็ขยี้ผมเขาแล้วถามว่า
“เ้าอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?”
เด็กชายไม่ตอบ หญิงสาวคะยั้นคะยออยู่หลายครั้งในที่สุดเด็กชายก็ตอบว่า
“ห้าขวบ”
“เ้าอายุห้าขวบแล้วรึ?” ถังฉือเย่รู้สึกใเล็กน้อย ฉีหยางจึงพูดว่า
“เดือนกันยายน”
“เดือนกันยายนเ้าจะห้าขวบใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เ้าก็ยังสี่ขวบครึ่งอยู่นะ รุ่นราวคราวเดียวกับน้องสาวของข้านั่นแหละ น้องสาวของข้าเดือนพฤศจิกายนนี้ก็จะห้าขวบแล้ว นางชื่อถังฉือเหยา เ้าเรียกว่าเหยาเอ๋อร์หรืออาเหยาก็ได้” ถังฉือเย่พูดพลางชี้นิ้วไปที่น้องสาวของนาง
ฉีหยางไม่แม้แต่จะหันมองเสี่ยวเหยา เพราะดวงตาเขาจับจ้องมาที่ถังฉือเย่เท่านั้น ในขณะนั้นเสี่ยวเหยาก็ตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ ลืมตาขึ้น เดินโซซัดโซเซมาหานางพลางเรียก “ท่านพี่”
ถังฉือเย่ขานรับ เสี่ยวเหยายกมือขึ้นปิดปากหาว พลางเรียกนางอีกรอบ “ท่านพี่”
ในที่สุดฉีหยางก็ละสายตาจากถังฉือเย่มา จากนั้นเขาลังเลอยู่เล็กน้อย ก่อนจะพูดเสียงเบา ๆ ว่า “ท่านพี่”
ฉีจิงที่มองเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ นั้นด้วยความรู้สึกทั้งแปลกใจและดีใจ ตอนแรกเขาไม่ยอมเชื่อเื่ที่คนในหมู่บ้านพูดถึงเมื่อคืนเลยสักนิด น่าเสียดายที่ตอนนี้เขาอยากกลับไปฟังเื่ราวพวกนั้นอีกรอบ!
เขาอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมฉีหยางที่ต่อต้านผู้คนแปลกหน้าเป็อย่างมากถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แถมยังกอดแขนนางแน่นไม่ยอมให้นางจากไปไหน…เป็เพราะว่านางได้ช่วยเขาจากไฟไหม้งั้นหรือ ถ้าหากว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่น้องชายของเขาละก็ เขาเองคงอดคิดไม่ได้ว่ามีใครได้สลับเปลี่ยนตัวเด็กคนนี้ไปแล้วหรือเปล่า!
ฉีจิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงลองพูดคุยกับน้องชายเขาดูบ้าง “อาหยาง เ้ายังเจ็บอยู่หรือไม่?” แต่ราวกับว่าฉีหยางไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด และก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป แม้แต่มองเขาก็ยังไม่หันมามองเลย ทำเหมือนกับว่าฉีจิงไม่ได้อยู่ตรงนั้น ฉีจิงจึงพูดขึ้นอีกครั้งว่า
“อาหยาง…อาหยาง มองมาที่พี่หน่อยได้มั้ย?” ฉีหยางน้อยก็ยังคงไม่สนใจเขา แต่ฉีจิงยังไม่ละความพยายามและยังถามไถ่อยู่อย่างนั้นพักใหญ่ แต่กระนั้นเด็กชายก็ยังไม่มองหน้าเขาสักนิด แถมยังไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมาด้วย เพียงจ้องมองถังฉือเย่อยู่อย่างนั้น และเมื่อจำเป็ต้องตอบคำถาม เขาก็จะตอบแค่สั้น ๆ ง่าย ๆ เท่านั้น
ถังฉือเย่มองดูฉีจิงแล้วก็หันกลับมามองฉีหยางอีกรอบ นางขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นเมื่อท่านหมอและท่านหมอหญิงผู้เป็ภรรยาซึ่งพักอยู่ด้านหลังได้ตื่นแล้ว ท่านหมอก็เดินออกมาดู พร้อมกับซักถามอะไรเล็กน้อย แต่ฉีหยางน้อยก็ยังคงไม่ตอบอะไรเลยสักคำ ท่านหมอถอนหายใจก่อนจะเดินไปล้างหน้า ผ่านไปไม่นานอยู่ดี ๆ ฉีหยางก็รู้สึกไม่ค่อยดีขึ้นมา เขาเริ่มกระสับกระส่ายเล็กน้อยพลางกอดแขนและดึงแขนเสื้อนางไว้แน่น แล้วก็ยิ่งดึงแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับว่าไม่ได้สนใจแผลบนมือของตัวเองเลยสักนิด
ถังฉือเย่ถามขึ้นว่า “ปกติเวลานี้แล้วเขาต้องกินข้าวเช้าใช่หรือไม่?”
ฉีจิงนิ่งอึ้งไปอึดใจ แม้ว่าจะไม่เข้าใจความหมายของนาง แต่เมื่อมองไปที่สีของท้องฟ้าแล้ว ชายหนุ่มก็ตอบว่า “ใช่”
หญิงสาวพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะหันกลับมาลูบศีรษะของฉีหยางเบา ๆ เด็กคนนี้ชื่ออาหยางเหมือนกับเด็กพิเศษคนนั้นที่นางเคยช่วยเอาไว้ในโลกปัจจุบัน…สรุปแล้วมันเป็โชคชะตาที่แปลกประหลาดอะไรเยี่ยงนี้ หรือว่า์้าทดสอบอะไรนางกันแน่! ถังฉือเย่คิดด้วยความเหนื่อยใจ
การเกิดมาเป็เด็กพิเศษนั้นความจริงแล้วก็เหมือนกับเป็เครื่องมือที่แม่นยำเครื่องหนึ่ง นางรู้ดีว่าการมีชีวิตที่มีกฎระเบียบเคร่งครัดนั้นจะทำให้พวกเขารู้สึกได้ถึงความปลอดภัย อย่างเช่นการกินข้าวตรงเวลา การนอนตรงเวลา สิ่งของวางไว้ที่เดิมเสมอ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจึงรู้สึกกังวลใจและต่อต้าน อย่างเช่นเวลานี้ที่เขาต้องถึงเวลากินข้าวแล้ว แต่นางก็คงทำอะไรไม่ได้เพราะท่านหมอเฉินกำลังกินข้าวอยู่ซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาสักครึ่งชั่วยามเป็อย่างน้อย
แล้วในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นนางก็เห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังเดินถือตะกร้าอาหารเข้ามา…เป็ถังกุ้ยฮวานั่นเอง…ถังฉือเย่เลิกคิ้วขึ้นมองด้วยความสงสัย
.
.
.