ปักษาัที่เห็นว่าเ้านายสาวหมาดๆกำลังทะลวงระดับขั้นก็รู้สึกตื่นตะลึง แน่ละถึงมนุษย์กับสัตว์เทพจะทำพันธสัญญากันแต่ก็ไม่สามารถที่จะเลื่อนระดับพลังิญญายุทธ์ได้
นั่นหมายความว่าเ้านายสาวของมันคนนี้ไม่ธรรมดาสามัญเหมือนมนุษย์ทั่วไป เห็นได้ชัดว่านางหาใช่คนดินแดนมนุษย์ไม่ จากการต่อสู้กันที่ผ่านมาสังเกตได้ว่านางมีพลังธาตุสองสายหนึ่งในนั้นคือธาตุพิเศษ นับว่าเ้านายของมันมีพร์อย่างมาก
อีกด้านหนึ่งหงหงกับราชสีห์เวหาต่างก็าเ็ล้มลุกคลุกคลานไม่ต่างกันแต่ ด้วยเพราะพลังแห่งสายเืบริสุทธิ์ชั้นสูงจึงได้เปรียบอยู่บ้างถึงหงส์เพลิงจะมีระดับต่ำกว่าก็ตาม
ทางราชสีห์เวหามันตกเป็รองอย่างเห็นได้ชัดถึงหงส์เพลิงจะยังเด็กกว่ามันแต่ก็มีพลังที่ยิ่งใหญ่แห่งสายเืบริสุทธิ์ พอมันมองหาคู่ต่อสู้อีกคู่ซึ่งก็คือปักษาักับสตรีใบหน้าที่มีรอยแผลก็ไม่เห็นสิ่งใด
จึงทำให้มันสงสัยว่าสู้กันเสร็จแล้ว หรือใครที่ชนะหรือว่าตายทั้งคู่ มันที่อาศัยอยู่ในดินแดนมนุษย์ในป่าแห่งนี้มานานแสนนานจนจำไม่ได้แล้วว่านานขนาดไหนแล้ว หลังออกจากการจำศีล มันก็ได้เขตแดนทางทิศเหนือของป่าลึกลับ
แต่แล้ววันหนึ่งเ้านกปักษาัที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนคิดจะแย่งชิงเขตแดนของมัน จึงเกิดการต่อสู้ขึ้น
"สิงโตเฒ่า! เ้ายอมแพ้แต่โดยดีหากยังไม่อยากตาย!"หงหงเปลี่ยนร่างเป็มนุษย์ด้วยร่างของเด็กอายุประมาณ11หนาว ร่างกายมีาแเต็มตัวไม่ต่างกับราชสีห์เวหาแต่ยังคงมีพละกำลังมากกว่า
"บัดซบ! เ้าเด็กบ้า! ข้ายังไม่แก่"ราชสีห์เวหาเอ่ยด้วยน้ำเสียงโมโหกล้าดีอย่างไรมาว่ามันแก่ถึงมันจะมีอายุหลายแสนปีมาแล้วแต่ก็ไม่ถึงกับแก่เฒ่า ในตอนนี้มันอยู่ในช่างวัยหนุ่มปลายๆเท่านั้นเอง
"ข้าจะบอกเ้าให้ว่าการที่ได้พบกับนายหญิงของข้า นับเป็บุญวาสนาของเ้าแล้ว ยอมจำนนเสีย"หงหงกล่าวและยกแขนเล็กขึ้นเช็ดเืที่มุมปากออกอย่างไม่ใส่ใจ
"หงหง เป็อย่างบ้างเจ็บมากหรือไม่"อวิ๋นเฟยเฟิ่งที่ผ่านการเลื่อนขั้นแล้ว ก็ไม่รอช้าที่จะมาช่วยหงหงอีกแรง
เมื่อมาถึงนางก็เอ่ยถามหงหงอย่างห่วงใยและเป็กังวลเมื่อเห็นาแของนกน้อย ยิ่งได้เห็นร่างเล็กๆมีาแเต็มไปทั้งตัวก็รู้สึกเสียใจ ต้องบอกก่อนว่าในชาติก่อนนางเป็คนรักเด็กมาก โดยเฉพาะเด็กตัวเล็กๆหน้าตาน่ารักเหมือนหงหง แล้วพอมาเห็นแบบนี้นางจึงทำใจไม่ได้
ด้านหลังของอวิ๋นเฟยเฟิ่งมีปักษาัเดินตามติดอยู่ไม่ห่าง เมื่อมันเห็นความห่วงใยของอวิ๋นเฟยเฟิ่งที่มีต่อหงหงก็รู้สึกอิจฉาไม่ได้ พวกมันเป็สัตว์ิญญาโดยธรรมชาติของสัตว์พ่อแม่ที่ให้กำเนิดถึงไม่ทำร้ายแต่ก็ไม่ได้รักและห่วงใยอย่างที่ควรจะเป็
และเมื่อเติบใหญ่ขึ้นก็ต้องแยกตัวออกไปตามทางเพื่อแสวงหาความก้าวหน้าของตัวเอง ซึ่งต่างจากเหล่าสัตว์ิญญาที่ชอบอยู่กันเป็ฝูง เช่นหมาป่า จึงจะอยู่เป็กลุ่ม
ราชสีห์เวหาที่เห็นปักษาัที่อยู่ด้านหลังของสตรีตรงหน้าก็ตกตะลึง ดูจากท่าทางของปักษาัมันคงกลายเป็สัตว์ในพันธสัญญากับนางแล้ว นั่นหมายความว่าปักษาัพ่ายแพ้แก่นาง และมันก็รู้ได้เลยว่าเมื่อมีปักษาั หงส์เพลิง และสตรีนางนี้มันไม่มีทางรอดแล้ว
ต้องบอกก่อนว่ามนุษย์หรือเหล่าผู้บำเพ็ญตนสามารถมีสัตว์ในพันธสัญญาได้คนละไม่เกินสองตนเท่านั้น แต่ในกรณีของอวิ๋นเฟยเฟิ่งเป็ข้อยกเว้น
"ราชสีห์เวหาเห็นแก่ความแข็งแกร่งของเ้าที่จะเป็ประโยชน์ต่อนายหญิงของข้า ยอมจำนนต่อนายของข้าจะดีกว่า"ปักษาัเอ่ย เพราะมันคิดว่าราชสีห์เวหาเองมีระดับพลังที่เทียบเท่ากับมันหากมันยอมทำพันธสัญญากับเ้านายสาวของมันย่อมเป็เื่ดี หากจะให้มันตายก็ดูจะเสียของเปล่าๆ
อวิ๋นเฟยเฟิ่งที่นำโอสถรักษาอาการาเ็ให้หงหงเสร็จก็หันหน้าไปมองราชสีห์เวหา ที่ตอนนี้มันยืนอย่างไม่มั่นคงนัก ดูท่าแล้วคงเจ็บหนักเอาการ
"ข้าจะให้โอกาสเ้า เลือกระหว่างตายกลายเป็วัตถุดิบปรุงยาให้ข้า หรือจะยอมทำพันธสัญญากับข้า"นางเองก็ไม่อาจทำใจฆ่ามันลงเช่นกันเพราะสัตว์เทพในดินแดนนี้ ทั้งยังทรงพลังเช่นนี้หาไม่ได้ง่ายๆเลย
ราชสีห์เวหามองอวิ๋นเฟยเฟิ่งและเห็นทุกการกระทำของนางที่ปฏิบัติต่อสัตว์ในพันธของนาง ก็รู้สึกว่านางคงไม่ข่มเหงรังแกผู้ใต้บังคับบัญชาแต่อย่างใด ทั้งยังเอาใจใส่ดูแลดังคนในครอบครัว
และเมื่อมองไปทางปักษาัก็พบว่าร่างกายของมันหายเป็ปกติเหมือนไม่เคยได้รับาเ็จากการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย สิ่งนี้ทำให้มันแปลกใจมากเช่นกันเมื่อพิจารณาแล้วก็ดีเหมือนกัน มันจะได้ออกไปท่องโลกกว้างข้างนอกเสียที
"ข้า...ข้ายอม"ราชสีห์เวหาเอ่ยไม่เต็มเสียงนักมันไม่คิดว่าตัวตนที่ยิ่งใหญ่เช่นมันจะยอมก้มหัวให้มนุษย์ร่างเล็กที่บอบบางเช่นนี้
อวิ๋นเฟยเฟิ่งทำพันธสัญญากับราชสีห์เวหาเสร็จสิ้นลง และก็เป็เหมือนกับที่ปักษาัคือมันได้รับการเยียวยาาแและเลื่อนระดับพลังิญญาทันที จากกึ่งเทพขั้นสูงกลายเป็ระดับเทพขั้นต่ำ เหมือนกับปักษาั
แต่อวิ๋นเฟยเฟิ่งไม่สามารถเลื่อนขั้นได้อีกเพราะนางพึ่งจะเลื่อนระดับขั้นไม่กี่เค่อที่ผ่านมานี่เอง
"นี่มัน! ขอบคุณนายหญิงที่ให้โอกาส"ราชสีห์เวหาคุกเข่าลงข้างหนึ่งและยกมือประสานทำความเคารพอย่างจริงใจ
ในฐานะที่มันอยู่มานานและมีประสบการณ์ทางโลกมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็เื่ลี้ลับใดๆในโลกมันย่อมรู้จักและเคยได้ยิน สิ่งที่มันกำลังเผชิญ ณ ตอนนี้ แน่นอนว่ามันรู้จักเช่นกัน
เ้านายสาวของมันคนนี้มีกายเทพศักดิ์สิทธิ์ไว้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะในโลกแห่งการบำเพ็ญตนนี้นอกจากกายเทพศักดิ์สิทธิ์แล้วก็ไม่มีใครสามารถทำเช่นนี้ได้นับว่าเป็บุญวาสนาของมันจริงๆที่ได้รับใช้เ้านายสาวคนนี้
หลังจากเสร็จเื่อวิ๋นเฟยเฟิ่งก็กลับไปหาเหล่าสหายที่รออยู่ เมื่อนางปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับสัตว์เทพทั้งสามก็ทำให้เหล่าสหายทั้งหลายโล่งใจและยิ้มออกมาได้
"เฟยเฟิ่งเ้าาเ็หรือไม่"โจวจื่อซินรีบวิ่งเข้ามาก่อนใครด้วยความเป็ห่วงและมองสำรวจร่างบางไปมาเมื่อเห็นว่าอวิ๋นเฟยเฟิ่งไม่ได้มีาแใดๆก็สบายใจ
"เ้าช่างกล้าหาญนัก ทั้งยังทำข้าใจหายใจคว่ำ แต่ก็ยินดีด้วยที่มีสัตว์เทพเพิ่มถึงสองตัว"หลิงซวงเอ่ยและยิ้มอย่างโล่งอกที่เห็นอวิ๋นเฟยเฟิ่งปลอดภัยดี
"อวิ๋นเฟยเฟิ่ง ใบหน้าของเ้า!"ฟางเจี้ยนิที่มองเห็นใบหน้าของนางก็ถึงกับใ
ใบหน้าที่เคยอัปลักษณ์โดยมีแผลเป็ขนาดสองนิ้วได้หายไปแล้ว เหลือเพียงใบหน้านวลเนียนขาวผ่อง ด้วยความงามที่ปรากฏทำให้ในใจถึงกับเต้นแรง
"เ้าใอะไรกัน เฟยเฟิ่งนางแค่ทำแผลปลอมมาติดที่ใบหน้าเท่านั้นเอง ฮ่า ฮ่าๆ"อู๋เหล่ยเอ่ยพลางหัวเราะกับสีหน้าของฟางเจี้ยนิ
"ข้าก็นึกสงสัยตั้งนานว่าเ้ามีความสามารถปรุงโอสถขั้นเซียนได้แต่กลับไม่รักษาใบหน้าของตนเอง แต่เพราะไม่อยากถามเพราะเกรงว่าจะเป็การไม่สมควร เลยไม่กล้าถาม"หลิงซวงเองก็ใเช่นกัน ตกลงว่าอวิ๋นเฟยเฟิ่งมีความลับอีกมากน้อยแค่ไหนกันแน่
"เพราะว่าข้าสวยงามมากอย่างไรเล่า สามีข้าเลยเป็กังวลจึงทำให้ใบหน้าตัวเองอัปลักษณ์เช่นนี้"อวิ๋นเฟยเฟิ่งตอบเหมือนกับที่เคยตอบอู๋เหล่ยและโจวจื่อซินก่อนจะหัวเราะคิกคัก
"..."อู๋เหล่ย
"..."โจวจื่อซิน
"อะไรนะ!/สามี!"ฟางเจี้ยนิและหลิงซวงใอีกครั้ง เมื่อได้ฟังอวิ๋นเฟยเฟิ่งกล่าวออกมา
"เอาล่ะ ตอนนี้เราพักผ่อนกันเถอะพรุ่งนี้ก็หมดเวลาทดสอบแล้วเราไปรอในเขตอาคมก่อนดีกว่า"อวิ๋นเฟยเฟิ่งสรุป เื่แผลปลอมบนใบหน้าคงเพราะการต่อสู้เมื่อครู่จึงทำให้มันหลุดออกหายไปแต่นั่นก็ไม่ได้สำคัญอะไรมากนัก
นางดีใจที่การมาครั้งนี้ไม่เสียแรงเปล่าเหล่าสหายได้ฝึกฝน ได้ทั้งสัตว์ในพันธสัญญาและยังได้เลื่อนระดับพลังิญญายุทธ์อีกด้วย นับว่าคุ้มค่าแล้ว
ส่วนนางก็ได้สัตว์เทพขั้นเทพเพิ่มมาอีกสองตัว สิ่งนี้ทำให้อวิ๋นเฟยเฟิ่งดีใจและมีความสุขอย่างมาก
"นายหญิง พวกข้ารู้สึกว่าทัณฑ์์กำลังจะมาถึงขอรับ"ราชสีห์เวหากล่าวขึ้นเมื่อรับรู้ถึงทัณฑ์์แห่งการเลื่อนระดับ
"เร็วขนาดนั้นเชียวหรือ?"อวิ๋นเฟยเฟิ่งคาดไม่ถึงว่าสัตว์เทพของนางทั้งสองที่ได้มาใหม่กำลังจะผ่านทัณฑ์์ นางลืมเื่นี้ไปสนิท
ทุกคนต่างก็ตกตะลึง หลังจากนั้นดวงตาของทุกคนเปล่งประกายอย่างตื่นเต้นเมื่อจะได้เห็นการผ่านทัณฑ์์ของสัตว์เทพ ซึ่งหาได้ยากยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้จะได้เห็นแถมยังในระยะประชิดเช่นนี้
"เช่นนั้นข้าจะรอจนกว่าพวกเ้าจะผ่านทัณฑ์์ก่อนแล้วเราค่อยเดินทาง"อวิ๋นเฟยเฟิ่งเอ่ยก่อนจะเดินออกไปรอห่างๆพร้อมกับทุกคนที่ตามไป
แน่นอนว่าเหล่าสัตว์ิญญาที่เป็คู่พันธสัญญาของแต่ละคนล้วนออกมาด้านนอกเพื่อรอดูชมการผ่านทัณฑ์์ครั้งใหญ่ เพราะในอนาคตพวกมันก็จะได้รับการลงทัณฑ์์เช่นกันถึงจะยังอีกยาวไกลก็ตามที
"เฟยเฟิ่งข้าขอถามได้หรือไม่ เ้ามีอยู่ในระดับขั้นใดหรือ?"โจวจื่อซินถามขึ้นระหว่างรอ
ทุกคนหันมามองอวิ๋นเฟยเฟิ่งอย่างสนใจใคร่รู้ หากจะบอกว่าอวิ๋นเฟยเฟิ่งอยู่ระดับนักรบขั้นสูงคงไม่มีใครเชื่อ ด้วยพลังโจมตีะเืฟ้าะเืดินขนาดนั้นเป็ไปไม่ได้แน่
อวิ๋นเฟยเฟิ่งเห็นทุกสายตามองมาอย่างรอคอยคำตอบก็นิ่งไป เพราะไม่รู้จะอธิบายยังไงถ้าหากบอกออกไปคงจะทำให้พวกเขาใ แต่ก็นั่นแหละมาถึงขนาดนี้แล้วคงปิดบังไม่ได้อีกแล้ว
"เทวะขั้นกลางหน่ะ"อวิ๋นเฟยเฟิ่งตอบอย่างไม่ปิดบัง
ชู้ดดด~
ทุกคนรวมถึงสัตว์ิญญาทุกตัวสูดลมหายใจลึกทันทีด้วยความใและสั่นสะท้านทั้งกาย เกิดความเงียบขึ้นทันทีที่ได้ฟัง การที่พวกเขาใก็ไม่แปลกเพราะในดินแดนมนุษย์ไม่ใช่ว่าใครจะมีระดับพลังิญญายุทธ์สูงส่งเช่นนี้
ครืน..ครืน…ครืน
เปรี้ยง!! เปรี้ยง!!!
และก่อนที่จะมีใครพูดอะไรขึ้นมาก็มีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังขึ้น บนน่านฟ้าเหนือศีรษะของปักษาัและราชสีห์เวหาที่ตอนนี้ยืนห่างกันประมาณสามจั้ง พลันมืดมัวมนหมอง เมฆครึ้มดำมหาศาลค่อยๆปรากฏออกมาคล้ายกับระลอกคลื่นมหึมา
ด้วยการผ่านทัณฑ์์พร้อมกันของสัตว์เทพทีเดียวพร้อมกันถึงสองตัวจึงทำให้เกิดมรสุมอย่างอย่างมากมายมหาศาล
ทุกคนล้วนตกตะลึง เมื่อมองไปยังระลอกคลื่นเมฆครึ้มบนน่านฟ้านั้น ก็ทำให้อดรู้สึกเหมือนกำลังจะตายและขนลุกขึ้นมาไม่ได้
เปรี้ยง!
เสียงะเิดังไปทั่วน่านฟ้า แสงภัยพิบัติอันมืดมนที่มีอานุภาพร้ายแรงเกินจะจินตนาการปรากฏขึ้น
ในหัวของทุกคน ต่างผุดสภาพการณ์ที่ใจนขวัญหนีดีฝ่ออย่างช่วยไม่ได้ เพราะแสงของทัณฑ์์น่าสะพรึงกลัวเกินไป ทำให้ทุกคนหวาดกลัวยากที่จะสงบใจลงได้
ทัณฑ์์ผ่าลงร่างของนกปักษาัและราชสีห์เวหาอย่างรุนแรง นี่เป็เพียงแค่สายฟ้าเส้นแรกเท่านั้นถึงกับทำให้บริเวณรอบๆพื้นดินแตกระแหงไฟลุกไหม้
ภายใต้สายตาของทุกคนราชสีห์เวหาและปักษาัพวกมันกลับไปร่างเดิมของมันทันที จากนั้นต่างก็บินเหินทะยานขึ้นสู่อากาศอย่างรวดเร็วเพื่อรับทัณฑ์์ที่เป็ของตน
ตูม! ตูม!!
ตูม! ตูม!!
ทันใดนั้น ในส่วนลึกของเมฆครึ้มก็มีแสงของทัณฑ์์จำนวนมากสาดลงมา แม้จะเป็่เวลากลางวันก็ส่องสว่างจนมองเห็นได้ชัด
เพียงแค่กลิ่นอายของทัณฑ์์ก็สามารถทำลายล้างเมืองทั้งเมืองได้ น่าสะพรึงกลัวอย่างสุดขีดทำให้ผู้คนที่มองอยู่ไกลๆต่างรู้สึกว่าจิตใจถูกทำลาย
สัตว์เทพทั้งสองต่างรับทัณฑ์์ของตนทีละสาย ซึ่งแต่ละครั้งที่ผ่าลงมาจะมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ น่านฟ้าปั่นป่วน ความมืดเข้าปกคลุมมีแสงสายฟ้าผ่าลงมาอย่างต่อเนื่อง