2
ไมรอส เกเตฟาเน่
ย้อนกลับไป 9 ปีก่อนลึกเข้าไปในป่าใหญ่ที่ห่างจากบ้านไม้ริมชายป่าไปหลายกิโล
แฮ่กแฮ่ก แฮ่ก เสียงหอบดังขึ้นตามเส้นทางที่เด็กน้อยทั้งสองวิ่งผ่านไปภายในป่าป่าที่ผู้คนต่างหวาดกลัว ป่าที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาเนื่องจากป่าแห่งนี้นั้นเป็ป่าที่ใหญ่ที่สุดของโลกที่กินพื้นที่ไปสามส่วนสี่ของพื้นที่ในอาณาจักรเซโรเน่ที่ป่าแห่งนี้มีทั้งพืชที่ช่วยในการรักษาและพืชที่ใช้ในการทำยาพิษร้ายแรงหลากหลายชนิดต้นไม้ใหญ่ที่สูงเสียดฟ้าทำให้ในป่าแห่งนี้ดูเหมือนเป็ตอนกลางคืนอยู่ตลอดเวลาแม้ในบางส่วนของในป่าจะมีแสงแดดส่องลงมาได้น้อยนิด ผู้คนจึงหลงทางได้ง่ายมากป่าแห่งนี้ขึ้นชื่อเื่อันตรายเพราะมีผู้คนมากมายที่เข้ามาในป่าแห่งนี้และไม่ได้กลับออกไปอีกเลยแต่ก็จะมีเหมือนกันที่นานๆ จะมีคนที่ออกไปจากป่าได้แต่คนเ่าั้ก็ดูเหมือนจะจำอะไรไม่ได้เลยเช่นกันค่าตอบแทนจากการเก็บสมุนไพรมาขายจะสูงแค่ไหนก็ตามเงินจะมีค่าอะไรถ้าเราไม่ได้ใช้กันละ และเหนือสิ่งอื่นใดสัตว์ร้ายที่อันตรายที่สุดและดุร้ายที่สุดอยู่ที่นี่ สัตว์ร้ายที่เรียกกันว่าั… แต่ถึงยังนั้นอะไรถึงทำให้เด็กน้อยทั้งสองคนนี้กล้าเข้ามาในป่านี้กันนะ
“พี่ออส หนูกลัว”เสียงสะอื้นของเด็กหญิงดังขึ้น เด็กหญิงที่ตอนนี้อยู่อ้อมกอดของพี่ชายที่กำลังซ่อนตัวในพุ่มไม้เพื่อหลบซ่อนจากการเจอสัตว์ร้ายที่อยู่ตรงหน้าัตัวสีแดงราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชติ่เสียงคำรามที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งป่าและดวงตาสีทองที่ทรงพลังอำนาจของมันทำให้เด็กน้อยทั้งสองตัวสั้นเป็ลูกนกน้อยที่กำลังจะกลายเป็เหยื่อให้กับัป่าที่หิวโหย
“ไม่ต้องร้องนะเซ พี่จะปกป้องเซเอง”เด็กชายหันมายิ้มให้กับยิ้มเด็กหญิง แม้ภายในใจตนจะกลัวมากแค่ไหนเขาก็จะแสดงความกลัวนั้นให้น้องสาวคนเดียวของเขาเห็นไม่ได้เด็ดขาดเสียงฝีเท้าของัที่ไล่ตามมาหยุดลงตรงข้างหน้าที่เด็กทั้งสองหลบซ่อนตัวและในทันใดนั้นเอง
“กริ๊ดดดดด!” เสียงร้องของเด็กหญิงดังขึ้นในขณะที่เด็กชายถูกัตัวสีแดงเพลิงตัวนั้นใช้เล็บที่แหลมยาวหนีบขึ้นมาจากที่ซ่อนตัวร่างของเด็กชายลอยสูงขึ้นในระดับของัตรงหน้า แม้ในตอนแรกจะมีสีหน้าที่หวาดกลัวแต่เมื่อตั้งสติได้จึงหันไปะโบอกน้องสาวของเขาที่นั่งใด้วยความกลัวอยู่เบื้องล่าง
“หนีไปเซ หนีไป!” เสียงของเด็กชายะโบอกน้องสาวแต่เด็กหญิงก็ไม่ได้ทำตามคำสั่งของพี่ชายแต่อย่างใด แต่กลับไปหยิบท่อนไม้แถวๆนั้นไปฟาดเข้าที่บริเวณเท้าของัแทน แต่ก็ไม่ได้เกิดผลอะไรเพราะิัของันั้นแข็งยิ่งกว่าเพชรการที่เอาท่อนไม้ไปฟาดแบบนี้ไม่ได้สร้างความรู้สึกอะไรให้กับอีกฝ่ายเลยกลับกันจะกลายเป็การสร้างความรำคาญซะมากกว่า
“ปล่อยพี่ออสนะ ับ้า ปล่อย!!”เด็กหญิงะโแววตาวาวโรจน์ของเด็กหญิงไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อยผิดกับตอนแรกที่เด็กน้อยคนนี้กลัวจนตัวสั่นอยู่ข้างหลังของพี่ชายัมองดูภาพที่เด็กหญิงเอาท่อนไม้ท่อนเล็กฟาดบริเวณเท้าของมันด้วยความแปลกใจเมื่อเด็กชายที่เห็นน้องสาวของตนไม่ยอมหนีไปตามคำบอกของตนเองเด็กชายในกรงเล็บของัจึงเริ่มดิ้นไปมาเรียกความสนใจของัที่จ้องเด็กหญิงอยู่ให้มองมาที่ตนดวงตาสีทองของัมองลึกเข้าไปข้างในภายในจิตใจของเด็กชายผู้มีดวงตาสีแดงเด็กชายจ้องกลับไปที่ดวงตาของัอย่างไม่เกรงกลัวัตัวดังกล่าวปล่อยเด็กชายให้ตกลงมาสู่พื้นเบื้องล่างเนื่องจากความสูงที่ตกลงมาทำให้เด็กชายเจ็บจนตัวโยน เมื่อเด็กสาวเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งไปหาพี่ชายทันทีเพื่อดูอาการของผู้เป็พี่ชายเมื่อเด็กชายตั้งสติได้จึงรีบใช้ร่างกายตนเองบังน้องสาวของตนไว้ให้ห่างจากัแล้วหันไปประจันหน้ากับัสีแดงเพลิงที่มีดวงตาสีทองอย่างตรงไปตรงมาเพราะถ้าจะหนีไปก็คงเปล่าประโยชน์แล้ว
“ถ้าจะกิน ก็กินผมคนเดียวสิปล่อยน้องผมไป!!” เสียงของเด็กชายะโขึ้นดวงตาสีแดงแข็งกร้าววาวโรจน์ขึ้นมา ในดวงตานั้นไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อยจนัไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือดวงตาของเด็กวัย 8 ขวบทำให้ัส่งเสียงหัวเราะชอบใจออกมา
“ข้าไม่กินพวกเ้าหรอก เด็กน้อย”เสียงที่ทรงพลังอำนาจของัสีแดงเพลิงเอ่ยขึ้นทำให้เด็กน้อยทั้งสองตรงหน้าของัพากันใเพราะพวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าัจะสื่อสารได้
“ถ้างั้นท่านจะปล่อยพวกเราไปอย่างนั้นเหรอ”เสียงของเด็กชายตอบกลับ
“ไม่…ไม่ใช่ตอนนี้ข้าจะปล่อยพวกเ้าไปตอนนี้ไม่ได้” ัตอบด้วยเสียงที่อ่อนโยนลงกว่าตอนแรก
“ทำไมละคะ พวกเราแค่จะมาหาอาหารพวกเราหิวกันมาก อาหารที่พ่อกับแม่เก็บเอาไว้มันหมดแล้ว”เสียงของเด็กหญิงเอ่ยขึ้นอย่างหวาดๆ และในตอนนั้นเองที่อยู่ๆร่างของัสีแดงเพลิงตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็ชายหนุ่มวัยกลางคน ชายคนนี้ผู้ที่มีเส้นผมสีแดงเพลิงดวงตีทองของัและยังคงลักษณะของเขาของัที่ขึ้นอยู่บริเวณศีรษะอย่างครบถ้วน
“ถ้าคุยกันร่างนี้น่าจะสะดวกกว่าสินะไม่ต้องกลัวไปหรอกเด็กน้อย เราไม่ทำอะไรพวกเ้าหรอกตามเรามาสิ”เด็กทั้งสองที่เห็นว่าัตรงหน้า กลายร่างเป็มนุษย์ได้ต่างก็ใแต่ก็ยอมตามคนที่เคยเป็ัไปแต่โดยดี อย่างน้อยก็คิดว่าัตรงหน้าน่าจะพอคุยกันรู้เื่สักนิดแล้วค่อยสบโอกาสหนีทีหลังก็ยังไม่สาย
เด็กทั้งสองเดินตามคนตรงหน้าไปเรื่อยๆยิ่งเดินก็ยิ่งลึกขึ้นกว่าเดิมทุกครั้งที่พวกเธอเคยเดินเข้ามาความเงียบเข้าครอบคลุมไปทั่วบริเวณจะมีก็แต่เสียงลมพัดและเสียงของสัตว์ร้องเท่านั้นเพราะหลังจากเหตุการณ์ที่น่าหวาดเสียวเมื่อตอนนั้น ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย
“เอ่อ….คุณมีชื่อไหมคะ”เด็กหญิงที่ทนความเงียบนี้ไม่ไหวเริ่มพูดขึ้น ชายหนุ่มผู้มีผมสีแดงชะงักและหันหน้ามามองเด็กหญิงที่ถาม ก่อนจะหันหน้ากลับไปเดินต่อ
“…ฉันชื่อ ไมรอสเรียกฉันว่าไมรอสละกัน” ชายหนุ่มผมแดงตอบเด็กหญิงพยักหน้ารับแต่ก็ไม่มีใครจะเอ่ยคำพูดขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งสาม
แล้วเสียงจากชายหนุ่มผมแดงก็ดังถามขึ้นว่า
“แล้ว...พวกเธอสองคนชื่ออะไรกันบ้างละ”ไมรอสถามขณะที่ยังเดินนำไปข้างหน้าแต่ก็ชะลอลดความเร็วลงเพื่อให้เด็กทั้งสองเดินตามฝีเท้าของตนทัน
“ผมชื่อเซริออสส่วนน้องสาวชื่อเซริน่าครับ” เด็กชายตอบแต่สายตายังคงมองไปยังเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่ปรากฏขึ้นตามทางที่พวกเขาเดินผ่านราวกับว่าออกมาต้อนรับการกลับบ้านของพวกเขาอย่างไงอย่างนั้น
“ทำไม….คุณถึงกลายร่างเป็มนุษย์ได้ละหนูไม่เคยคิดว่าัจะกลายเป็มนุษย์และพูดได้เลย”เซริน่าเริ่มถามด้วยความอยากรู้
“อืม…..บอกไปตอนนี้พวกเธอก็คงยังไม่เข้าใจหรอกไว้พวกเธอโตอีกสักหน่อยฉันจะบอกนะ” ไมรอสตอบ และเขาเองก็เริ่มเป็ฝ่ายเริ่มถามบ้าง
“ทำไม…พวกเธอถึงเข้ามาในป่าที่ลึกได้ขนาดนี้แล้วพ่อกับแม่ละไปไหน” ไมรอสเริ่มตั้งคำถาม แต่นั่นทำให้เซริน่าและเซริออสมีสีหน้าที่เศร้าสร้อย
“พวกเราแค่จะเข้ามาหาของกินตามปกติแต่รอบนี้ไปเจอเข้ากับหมาป่าล่าเนื้อเลยวิ่งหนีมาแต่พอรู้สึกตัวอีกทีพวกเราก็หาทางกลับบ้านไม่เจอแล้ว…..ส่วนพ่อกับแม่พวกเขาออกจากบ้านไปและไม่ได้กลับบ้านมานานแล้วครับ”เด็กชายตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่ายเกินว่าจะเป็คำตอบของเด็กอายุ 8 ขวบ ท่าทางเด็กสองคนนี้จะเจออะไรมามากกว่าที่คิดแฮะ
“เอ่อ….คุณัไมรอสคุณจะพาพวกเราไปไหนเหรอคะ” เด็กหญิงถามขึ้น ไมรอสหันมายิ้มให้แล้วตอบว่า
“เรียกฉันว่าไมรอสก็พอส่วนเื่ที่จะพาพวกเธอไปไหนนั้น….อีกเดี๋ยวเดียวก็จะถึงแล้วละ”แล้วบทสนทนาก็เงียบลงไม่มีการพูดคุย หรือถามอะไรกันขึ้นมาอีกเซริน่ากับเซริออสที่ได้แต่เดินตามชายหนุ่มผมสีแดงไปเรื่อยๆยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกว่าลึกเข้าไปในป่าเรื่อยๆแต่น่าแปลกที่พื้นที่แถวนี้กลับไม่ได้มืดมิดเหมือนกับทางที่พวกเธอเดินผ่านมาต้นไม้สูงใหญ่เหล่านี้ตั้งตระหง่านใหญ่โตและดูราวกับจะเรืองแสงได้เมื่อต้องกับแสงจันทร์ทำให้ตลอดทางเดินสว่างไสวตามแสงเดือนและแสงดาวที่ส่องลงมากระทบกับใบไม้ภาพที่งดงามตรงหน้าทำให้เด็กชายและเด็กหญิงอึ้งไปชั่วขณะเพราะไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะมีต้นไม้ที่ใหญ่โตและสวยได้ขนาดนี้และในตอนนั้นเองที่ไมรอสได้หยุดเดินและหันมาทางเด็กทั้งสอง ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“เอาละ…ถึงแล้วยินดีต้อนรับสู่เมือง ‘เกลกาเลี่ยน’ อาณาจักรของเหล่าัที่ยิ่งใหญ่” ไมรอสเผยมือเป็การเชื้อเชิญให้เด็กน้อยทั้งสองเดินตามตนเข้ามาในอาณาจักรของัเหล่าัที่อยู่ในอาณาจักรเกลกาเลี่ยนนั้นส่วนใหญ่อยู่ในร่างที่ดูคล้ายกับมนุษย์ทุกประการแต่ติดอยู่ตรงที่ทุกคนจะมีเขางอกออกมาแตกต่างกันไปบ้านที่เป็ที่อยู่อาศัยของประชากรที่นี่ส่วนใหญ่นั้นอยู่ร่วมกันกับต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตามที่ต่างๆของอาณาจักร หรือจะเรียกว่าบ้านต้นไม้ก็คงไม่ผิดเพราะต้นไม้เหล่านี้ใหญ่โตผิดปกติกับป่าทั่วไปมากนักแหละเหล่าัที่ไม่สามารถแปลงกายได้ก็อยู่ในพื้นที่บริเวณนั้นอย่างสงบแต่ก็มองตรงมายังเด็กทั้งสองอย่างไม่เป็มิตรเลยในขณะที่ไมรอสพาเด็กทั้งสองคนเดินเข้ามาในอาณาจักรก็เป็จุดสนใจของประชากรที่อยู่บริเวณนั้นเป็อย่างมาก
“ท่านพาใครมาด้วยน่ะ ท่านไมรอส”เสียงหวานของหญิงสาวผู้มีเส้นผมสีทองและเขาสีเงินดังขึ้น เสียงของหญิงสาวคนนี้เป็เสียงที่หากใครได้ยินก็ต้องพากันหลงใหลอย่างแน่นอนเซริออสและเซริน่าก็เกือบจะหลงใหลไปกับเสียงนี้แล้วถ้าหากว่าสายตาของนางไม่ได้มองมาที่เด็กทั้งสองอย่างน่ารังเกียจแม้ว่าใบหน้าของนางจะยังยิ้มอยู่ก็เถอะ
“ไม่เอาน่า เกลร่าข้าตั้งใจที่จะเลี้ยงดูเด็กทั้งสองคนนี้ ข้าก็หวังว่าเ้าจะทำตัวเป็แม่ที่ดีนะ”ทันทีที่ไมรอสพูดจบผู้คนรอบข้างที่ได้ยินถึงเื่ที่จะรับเด็กมนุษย์สองคนเลี้ยงดูก็เป็หัวข้อพูดคุยที่แปลกใหม่แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีใครคิดที่จะคัดค้านแม้กระทั่ง เกลร่า เกเฟตาเน่ผู้เป็ภรรยา
“ท่านตัดสินใจดีแล้วหรือ”เกลร่าถามอีกครั้ง
“ใช่ ข้าตัดสินใจแล้ว”ไมรอสตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น