ในดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ชื่อว่า 'เทียนหลงต้าโจว' ซึ่งแผ่ขยายออกไปราวกับัั์กำลังนอนขดตัวอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆหมอกและขุนเขาเรียงราย ดินแดนนี้ถูกแบ่งออกเป็หกมณฑลใหญ่โตโอ่อ่า แต่ละมณฑลล้วนมีเสน่ห์เฉพาะตัวและอำนาจที่ซ่อนเร้น ั้แ่ที่ราบกว้างใหญ่ที่มีลมพัดหวิวไปจนถึงเทือกเขาสูงชันที่ปกคลุมด้วยหมอกน้ำค้างนิรันดร์
มณฑลหยุนหลิงคือหนึ่งในนั้น มณฑลที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อเสียงในเื่ความอุดมสมบูรณ์ของพลังหยินหยางที่ไหลเวียนอย่างสมดุล ทำให้เป็แหล่งกำเนิดของสมุนไพริญญาหายากและแร่ธาตุเทวะนานาชนิด เมืองหลวงของมณฑลนี้คือ 'หลิงหยวน' เมืองที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของค่ายกลโบราณขนาดั์ใหญ่ มีกำแพงเมืองสูงตระหง่านสลักลายัเก้าทิศและอสูรกายวิเศษสี่ทิศ ภายในเมืองมีถนนหินอ่อนขาวขุ่นที่สะท้อนแสงตะวันราวกระจกเงา บ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้จันทน์แดงและหินหยกเนื้อดี ประดับด้วยโคมไฟิญญาที่ลอยขึ้นลงตามลมราวดวงดาวเคลื่อนไหว
และ ณ ใจกลางเมืองหลิงหยวน ตระกูลจวินตั้งตระหง่านอย่างสง่างามดุจภูผาใหญ่ที่ไม่อาจสั่นคลอน จวนตระกูลจวินครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางกว่าสามพันไร่ มีกำแพงหินสีเทาเข้มสูงสิบกว่าจั้ง ปักเสาหินัคู่ที่แกะสลักอย่างประณีตทุกต้น ภายในจวนแบ่งเป็หลายเขตใหญ่โต มีสวนดอกไม้หินิญญา หอสมบัติ หอฝึกยุทธ์ ห้องสมุดลับ และที่สำคัญที่สุดคือ 'หอคอยัเก้าชั้น' ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศเหนือของจวน สูงเสียดฟ้า ชั้นบนสุดปกคลุมด้วยหมอกสีเงินอ่อน ๆ ตลอดทั้งปี ว่ากันว่าหอคอยนี้สร้างขึ้นด้วยกระดูกัโบราณและหยกเทพนับพันชิ้น เป็ที่เก็บซ่อนสมบัติล้ำค่าที่สะสมมาั้แ่สมัยบรรพชน ทั้งคัมภีร์ลับระดับ์ แร่เทพหยกที่ก่อกำเนิดิญญา และสมบัติิญญาชั้นยอดที่แม้แต่ยอดฝีมือในขอบเขตเซวียนเจี๋ยยังต้องตาแดงก่ำหากได้ยินชื่อ
ในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บที่หิมะโปรยปรายราวผงเงิน ท่ามกลางสวนดอกเหมยหลังจวนซึ่งกว้างใหญ่กว่าสามสิบมู่ ดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์และสีแดงเืนกบานสะพรั่งอย่างงดงามราวกับไม่เคยรู้จักคำว่าหนาวเหน็บ กลิ่นหอมอ่อนโยนแต่แฝงด้วยความเข้มแข็งลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ แม้ลมหนาวจะพัดหวิว แต่กลีบดอกเหมยกลับไม่ร่วงง่ายดาย หากร่วงหล่นลงมาก็ยังคงความหอมและสีสันไว้อย่างน่าอัศจรรย์
เด็กชายตัวเล็กวัยเพียงหกขวบกำลังวิ่งเล่นอย่างร่าเริงท่ามกลางพรมกลีบดอกเหมยที่ร่วงหล่น เขาคือ 'จวินเหริน' ทายาทรุ่นที่สิบเอ็ดของตระกูลจวิน
ร่างกายเล็กกะทัดรัดของเขาสวมชุดคลุมผ้าไหมสีครามเข้ม ปักลายเมฆหมอกและัเล็ก ๆ ด้วยด้ายทองคำบริสุทธิ์ ชายเสื้อและแขนเสื้อปักลายคลื่นน้ำที่ไหลพลิ้วตามการเคลื่อนไหว ผมดำขลับเงางามมัดเป็มวยเล็กประดับด้วยลูกปัดหยกเม็ดกลมสีเขียวมรกตใสราวน้ำค้างยามเช้า ดวงตาคู่เล็กทั้งสองข้างเป็ประกายระยิบราวดวงดาวที่เพิ่งหลุดออกมาจากท้องฟ้ายามราตรี แก้มแดงระเรื่อจากความตื่นเต้นและความหนาวเล็กน้อย ปากเล็ก ๆ ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงเป็ระเบียบ
จวินเหรินหัวเราะคิกคัก เสียงใสกังวานดังก้องไปทั่วสวน เขาก้มตัวลงใช้มือน้อย ๆ ที่นุ่มนวลราวกับงาช้างเก็บกลีบดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์ที่เพิ่งร่วงหล่นลงมากองบนพื้นหิมะบาง ๆ แล้วยกขึ้นสูดดมอย่างเอร็ดอร่อย
“ท่านพ่อ! ดูสิขอรับ! ดอกเหมยปีนี้หอมยิ่งกว่าปีก่อนเสียอีก! กลิ่นหอมหวานแต่แฝงความเข้มแข็ง เหมือน... เหมือนพลังิญญาที่อาจารย์เคยเล่าให้ฟังเลยขอรับ!”
'จวินเทียนหลง' บิดาของเขา ชายร่างสูงใหญ่สง่างามในวัยสี่สิบต้น ๆ ยืนนิ่งอยู่ใต้ศาลาไม้จันทน์แดงที่ห่างออกไปไม่ไกล เขาสวมชุดคลุมยาวสีดำสนิท ปักลายัเก้าทิศด้วยด้ายทองคำและเงินบริสุทธิ์ ัแต่ละตัวดูมีชีวิตราวกับพร้อมจะทะยานฟ้าขึ้นจากผ้า ใบหน้าคมคาย คิ้วหนา ดวงตาลึกซึ้งราวบ่อน้ำลึก มือข้างหนึ่งลูบเคราบางสีดำสนิทที่ปลายคางอย่างครุ่นคิด
เมื่อได้ยินลูกชายเรียก เขาหันมามองด้วยสายตาอบอุ่นที่แฝงด้วยความภาคภูมิใจลึก ๆ ยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก
“เหรินเอ๋อร์ เ้าชอบดอกเหมยนักหรือ? มันเติบโตท่ามกลางหิมะเย็นะเื ถูกพายุหิมะโหมกระหน่ำ แต่กลับยิ่งบานสะพรั่ง กลิ่นหอมยิ่งเข้มข้น นี่แหละคือจิติญญาของผู้บำเพ็ญเพียรที่แท้จริง... ยืนหยัดต่อสู้กับฟ้าดิน ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา”
จวินเหรินพยักหน้าอย่างจริงจังสุดตัว ผมมวยเล็กสะบัดไปมาเล็กน้อย ก่อนจะวิ่งปุ๊บ ๆ เข้าไปกอดขาบิดาอย่างแ่า แขนเล็ก ๆ โอบรอบขาใหญ่ของบิดาไว้ราวกับกลัวว่าบิดาจะหายไป
“ข้าจะแข็งแกร่งเหมือนดอกเหมยแน่นอนขอรับ! วันหน้าข้าจะปกป้องท่านพ่อ ท่านแม่ พี่สาวใหญ่ และทุกคนในจวนให้ได้! ไม่ว่าศัตรูจะร้ายกาจแค่ไหน ข้าก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายครอบครัวเรา!”
น้ำเสียงเด็กน้อยจริงจังและบริสุทธิ์ทำให้จวินเทียนหลงอดยิ้มกว้างไม่ได้ เขาก้มลงลูบศีรษะลูกชายเบา ๆ มือใหญ่ที่เคยฟาดฟันศัตรูมากมายในอดีตกลับอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด
ไม่ไกลจากทั้งคู่ 'คุณนายหลินหลาน' มารดาของจวินเหริน ยืนมองลูกชายด้วยสายตาอ่อนโยนราวสายน้ำฤดูใบไม้ผลิ นางสวมชุดกระโปรงยาวสีชมพูอ่อนราวกลีบดอกโบตั๋น ปักลายผีเสื้อสีทองและดอกโบตั๋นบานสะพรั่งด้วยด้ายไหมหลายสี ผมยาวดำขลับมวยสูงประดับปิ่นหยกสีเขียวมรกตแกะสลักเป็รูปร่างผีเสื้อกำลังบิน ใบหน้างดงามอ่อนเยาว์ราวหญิงสาวอายุยี่สิบต้น ๆ แม้จะเป็มารดาแล้วก็ตาม ดวงตาคู่สวยฉายแววรักใคร่และห่วงใย
“เหรินเอ๋อร์ของแม่โตขึ้นทุกวันแล้วจริง ๆ สักวันเ้าจะเป็เสาหลักของตระกูลจวินแน่นอน เป็ความหวังของพ่อแม่และทุกคน”
นางเดินเข้ามาช้า ๆ ฝีเท้าเบาราวขนนก กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของน้ำมันหอมระเหยดอกเหมยและโบตั๋นลอยตามตัวนางมา จวินเหรินหันไปยิ้มกว้างให้มารดา ก่อนจะปล่อยขาบิดาแล้ววิ่งเข้าไปกอดเอวบางของนางแทน
ขณะที่ครอบครัวเล็ก ๆ กำลังสนทนากันอย่างอบอุ่น ท้องฟ้าเหนือเมืองหลิงหยวนพลันเปลี่ยนแปลง เมฆสีขาวปกติค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยเมฆหมอกสีทองอร่ามแผ่กระจายออกมาอย่างช้า ๆ ราวกับมีัทองคำตัวใหญ่กำลังเคลื่อนไหวซ่อนตัวอยู่ภายใน แสงทองอ่อน ๆ สาดส่องลงมา ทำให้ทั้งเมืองราวกับถูกปกคลุมด้วยผ้าคลุมทองคำบางเบา ลมพัดเบา ๆ พัดพากลิ่นหอมของพลังิญญาชั้นสูงมาด้วย
จวินเหรินเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นและมหัศจรรย์
“ท่านพ่อ! นั่นคืออะไรกันขอรับ? เหมือนมีัตัวใหญ่ซ่อนอยู่ในเมฆเลย! มันใหญ่ยิ่งกว่าัในภาพวาดที่หอสมบัติเสียอีก!”
จวินเทียนหลงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ แต่แววตากลับฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้งและระแวดระวัง เขามองขึ้นไปยังเมฆทองนั้นนิ่ง ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงความหนักแน่น
“นั่นคือร่องรอยของยอดฝีมือในขอบเขตเซวียนเจี๋ยที่กำลังเดินทางผ่านเมืองเรา บางท่านอาจเป็ผู้าุโจากสำนักใหญ่ เช่น สำนักเซียนหลิงหรือสำนักกระบี่ฟ้า หรืออาจเป็ยอดคนเร้นลับที่ไม่อาจคาดเดาได้... พลังเช่นนี้ แค่ผ่านมาก็ทำให้ฟ้าดินสั่นะเื”
ในใจลึก ๆ จวินเทียนหลงรู้ดีว่าโลกภายนอกไม่ได้สงบสุขอย่างที่เห็น ตระกูลจวินแม้จะมีชื่อเสียงและอำนาจในมณฑลหยุนหลิง แต่ศัตรูที่ซ่อนอยู่ในเงามืดมีมากมายนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะหลังจากสามปีก่อนที่เขาได้รับ 'หยกัฟ้าคืนชีพ' ชิ้นหนึ่งมาโดยบังเอิญ หยกชิ้นนี้มีขนาดเท่าฝ่ามือ สีทองอมแดง ภายในมีลายัเก้าตัวพันกันราวมีชีวิต ว่ากันว่าเป็กุญแจสำคัญสู่สมบัติลับแห่งยุคโบราณที่ซ่อนอยู่ในหุบเขาัมรณะ หากเปิดใช้งานได้เต็มที่ อาจเปลี่ยนโชคชะตาของทั้งตระกูล หรือ... ทำให้ตระกูลต้องเผชิญศัตรูที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เคยเป็มา
คุณนายหลินหลานััได้ถึงความกังวลในใจสามี นางเดินเข้ามาใกล้ จับมือเล็ก ๆ ของจวินเหรินไว้แน่น มืออุ่นนุ่มของนางห่อหุ้มมือลูกชายไว้ราวกับจะปกป้องจากทุกสิ่ง
“เหรินเอ๋อร์ อย่ามองนานเกินไป แสงสว่างเช่นนี้มักมาพร้อมกับพายุที่ซ่อนอยู่ ผู้ที่เดินทางด้วยพลังระดับนั้น มักไม่ใช่คนธรรมดา”
จวินเหรินเอียงคอมองมารดา ก่อนจะยิ้มกว้างอย่างไม่หวั่นเกรง
“ข้าไม่กลัวหรอกท่านแม่! ถ้ามีพายุมา ข้าก็จะเป็ดอกเหมยที่ยืนหยัดท่ามกลางพายุหิมะ! ไม่ว่าจะหนาวแค่ไหน ข้าก็จะบานให้สวยที่สุด!”
คำพูดไร้เดียงสาแต่เต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นของเด็กน้อย ทำให้ทั้งจวินเทียนหลงและหลินหลานอดยิ้มออกมาไม่ได้ แต่ลึก ๆ แล้ว ทั้งสองรู้ดีว่าโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้โหดร้ายและเืเย็นยิ่งกว่าที่เด็กหกขวบจะจินตนาการได้ พลัง อำนาจ ทรัพยากร และโชคชะตา ล้วนต้องแลกมาด้วยเืเนื้อและน้ำตา
ยามค่ำคืนนั้น เมื่อดวงจันทร์เต็มดวงสาดแสงสีเงินลงมาบนจวนตระกูลจวิน จวินเหรินหลับสนิทในห้องนอนเล็ก ๆ ที่ประดับด้วยผ้าม่านไหมสีฟ้าอ่อนราวท้องฟ้ายามรุ่งสาง เตียงไม้จันทน์แกะสลักลายัเล็ก ๆ ห่มผ้าห่มไหมหนานุ่ม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสมุนไพรสงบจิตใจลอยฟุ้ง
แต่แล้ว เสียงฝีเท้าเบาราวขนนกที่แทบไม่ได้ยินดังขึ้นนอกหน้าต่าง
เงาดำสนิทสวมหน้ากากสีเงินเงาวับยืนนิ่งดุจรูปปั้น มือขวากำดาบสั้นที่แผ่พลังเย็นะเืสีน้ำเงินเข้มออกมา ดาบเล่มนั้นมีลายอักษรโบราณจาง ๆ สลักอยู่ ราวกับถูกหลอมจากเหล็กน้ำแข็งหมื่นปี ดวงตาคู่หนึ่งหลังหน้ากากจ้องมองเด็กชายที่นอนหลับอย่างพิจารณาเ็า
‘เด็กคนนี้... คือทายาทเพียงคนเดียวของจวินเทียนหลง หากกำจัดเสียั้แ่เนิ่น ๆ ตระกูลจวินก็จะสิ้นสุดลงที่นี่ ไม่เหลือใครสืบทอดหยกัฟ้าคืนชีพ’
มือที่กำดาบสั่นเล็กน้อย พลังมืดเริ่มแผ่ออกมา แต่แล้ว เงาดำนั้นก็ชะงักกึก หันศีรษะมองไปยังทิศทางหอคอยัเก้าชั้นที่ตั้งตระหง่านไกลออกไป ภายในหอคอยมีคลื่นพลังสีทองอ่อน ๆ กระเพื่อมออกมาเป็ระยะ ๆ ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้น
‘ยังไม่ถึงเวลา... หยกัฟ้าคืนชีพยังไม่ปรากฏตัวเต็มที่ พลังป้องกันของหอคอยยังแข็งแกร่งเกินไป ข้าต้องรอให้มันเปิดเผยพลังที่แท้จริงเสียก่อน ไม่อย่างนั้นอาจถูกยอดฝีมือของตระกูลจวินตรวจจับได้’
เงาดำสูดลมหายใจเข้าลึก ค่อย ๆ ถอยหลัง เลือนหายไปในความมืดราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน มีเพียงกลิ่นคาวเืจาง ๆ ลอยวนอยู่ในอากาศชั่วขณะเดียว
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อแสงแรกของดวงอาทิตย์สาดส่องข้ามขอบฟ้า สีทองอ่อนโยนสาดลงมาบนตัวจวินเหรินที่กำลังวิ่งออกจากห้องด้วยรอยยิ้มสดใส เขาไม่รู้เลยว่า ในค่ำคืนที่ผ่านมา มีเงามืดแห่งความตายเคยแวะเวียนมาที่หน้าต่างของเขา และเลือกที่จะถอยกลับไป
เด็กน้อยวิ่งตรงไปยังลานฝึกดาบเล็ก ๆ หลังจวน ซึ่งปูด้วยหินแบนสีเทาเรียบ ตรงกลางมีแท่นหินหยกสำหรับฝึกท่า มีดาบไม้และดาบเหล็กเด็กวางเรียงราย
“อาจารย์หลี่! วันนี้สอนดาบัเก้าทิศให้ข้าด้วยนะขอรับ! ข้าอยากเรียนแล้ว!”
'อาจารย์หลี่' ชายวัยกลางคนร่างกำยำ หนวดเคราสีเทาเข้ม หัวเราะก้องเสียงดังก้องลาน
“เ้าตัวน้อย ยังอายุแค่หกขวบจะรีบเรียนดาบัเก้าทิศอันใดกัน รอให้ข้าสอนพื้นฐานให้แน่นก่อนเถิด ท่วงท่าพื้นฐานยังไม่ดีเลย จะไปทะยานฟ้าได้อย่างไร”
แต่ในใจของอาจารย์หลี่กลับรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อคืนขณะเดินตรวจตราจวน เขาได้ััคลื่นพลังลึกลับแผ่ออกมาจากตัวจวินเหรินขณะหลับ แม้จะแ่เบาจนแทบจับต้องไม่ได้ แต่ก็ชัดเจนว่ามันไม่ใช่พลังของเด็กธรรมดา เป็พลังที่บริสุทธิ์ หนักแน่น และมีกลิ่นอายของัโบราณจาง ๆ
‘หรือว่า... คุณชายน้อยผู้นี้ จะมีพร์ที่ซ่อนเร้นกันแน่? หรือหยกัฟ้าคืนชีพได้เลือกทายาทแล้ว?’
ขณะที่ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ โผล่พ้นขอบฟ้า แสงสีทองสาดส่องลงมาบนตัวจวินเหรินที่กำลังฝึกท่าดาบเด็กน้อยอย่างตั้งใจ มือเล็ก ๆ จับดาบไม้ยกขึ้นลงตามท่าที่อาจารย์สอน ใบหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ไม่มีใครรู้ว่า เมล็ดพันธุ์แห่งตำนานกำลังเริ่มงอกเงยขึ้นอย่างเงียบงัน ภายในร่างกายของเด็กชายผู้ไร้เดียงสา
และในอนาคตอันใกล้ พายุสายเืและไฟแห่งการแก้แค้นจะพัดถล่มตระกูลจวิน จนทำให้จวินเหรินต้องออกเดินทางสู่โลกกว้างใหญ่ ที่ซึ่งทั้งมิตรแท้ ศัตรูร้าย หักหลัง ความรักที่ซับซ้อน และโชคชะตาอันโหดร้าย รอคอยเขาอยู่