เมื่อได้เห็นฝูงชนกลุ่มใหญ่ที่กำลังยืนรออยู่เต็มหน้าร้านยี่โถรีบจอดจักรยานแล้วจ้ำอ้าวไปทางหลังร้านทันทีขณะที่เธอกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าซึ่งต้องเดินผ่านห้องครัวก่อนภาพของพนักงานหลายคนพากันวิ่งวุ่นมือไม้ยุ่งเหยิงเป็นพัลวัน สีหน้าเคร่งเครียดของทุกคนยิ่งทำให้ยี่โถต้องรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไปอีก
แต่หญิงสาวก็ต้องสะดุ้งตัวโยนเมื่อมีมือของใครบางคนมากระชากคอเสื้อจนตัวเธอแทบปลิวดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อได้เผชิญหน้ากับเจ้าของมือนั้น เขาคือรุ่นพี่ฝรั่งตัวสูงใหญ่ ใบหน้าของเขาบูดบึ้งเต็มทนดวงตาแข็งกร้าวคู่นั้นจ้องเขม็งมายังเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“ฉันต้องทำงานหนักกว่าเดิมสองเท่าเพราะแก!ถ้าอยากทำตามใจตัวเองแบบนี้ก็ลาออกไปซะ ที่นี่ไม่มีใครต้อนรับแกอยู่แล้ว!!” เขาตะคอกใส่หน้าเธอด้วยน้ำเสียงเดือดดาลก่อนจะปล่อยมือผลักเธอล้มลงกับพื้น โดยไม่มีการออมแรงแต่อย่างใด
เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อหน้าเพื่อนร่วมงานทุกคนในห้องครัวบรรยากาศโดยรอบหยุดนิ่งราวกับถูกกดหยุดเวลาเอาไว้ ทุกสายตาจ้องมองมายังยี่โถไม่มีเลยแม้สักคนเดียวที่จะเข้ามาอยู่ข้างๆ เธอมีเพียงสายตาคาดโทษและรอยยิ้มหยันที่ส่งมาให้
ยี่โถกวาดสายตามองผู้คนรอบๆก่อนจะกัดฟันพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลเธอตะโกนออกไปแม้ว่าเสียงจะแหบแห้งจนน่าสมเพชก็ตาม
“ฉันไม่มีสิทธิ์ป่วยหรือไง?!”
“ถ้ายังลุกขึ้นจากเตียงมาทำงานได้เองขนาดนี้แถมยังมีแรงมาเถียงอีก เขาไม่ได้เรียกว่าป่วย! อย่าสำออยนักเลย!” รุ่นพี่ผู้ชายคนนั้นตวาดกลับตามมาด้วยเสียงหัวเราะคิกคักของใครหลายคน
“หยุด! แยกย้ายกันไปทำงานซะ!” เสียงทรงพลังของคุณโอลิเวอร์ช่วยหยุดทุกอย่างเอาไว้ บรรยากาศโดยรอบกลับมาเงียบงันอีกครั้งมีเพียงเสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงของผู้จัดการที่กำลังย่างก้าวตรงไปยังรุ่นพี่ร่างใหญ่คนนั้น
“คิดว่าทุกคนเข้าใจที่ผมบอกไปแล้วเสียอีก”เสียงเย็นยะเยือกจากคุณโอลิเวอร์ ส่งผลให้ใครหลายคนก้มหน้างุดทำตัวไม่ถูกใบหน้าของชายวัยกลางคนที่ปกติมักจะส่งยิ้มอ่อนโยนเป็นผู้ใหญ่ใจดีของใครหลายคนบัดนี้กลับดูเรียบนิ่งจนน่ายำเกรง แม้แต่ยี่โถเองก็ไม่กล้ามองหน้าเขาในเวลานี้
“อีกครึ่งชั่วโมงไปคุยกับผม อองเดร” ผู้จัดการตบไหล่พูดกับรุ่นพี่หนุ่มคนนั้น ก่อนจะเดินจากไป
ทุกคนกลับมาก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตนเองต่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอองเดรแค่นเสียงหัวเราะในลำคอก่อนจะกระฟัดกระเฟียดเดินออกจากห้องครัวไป
ยี่โถถอนหายใจออกมาเบาๆพลางกัดฟันข่มความเจ็บแสบของแผลถลอกที่แขน เธอเหลือบมองแผลนั่นเพียงแวบเดียวก่อนจะเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเงียบๆ เพื่อไปทำงานต่อ
*****
วันแห่งความวุ่นวายก็ได้สงบลงเสียทีลูกค้าโต๊ะสุดท้ายออกจากร้านไปแล้ว ป้ายหน้าร้านถูกพลิกแขวนว่า ปิดร้านทุกคนต่างยืดเส้นยืดสายไล่ความขบเมื่อย ยี่โถนั่งพักจิบน้ำอยู่คนเดียวเงียบๆสายตาของเธอเหลือบไปเห็นคุณโอลิเวอร์กำลังเดินออกจากร้านไป โอเค!งานตอนนี้เหลือแค่เก็บร้านทำความสะอาด หลายคนช่วยกันก็คงใช้เวลาไม่นานอีกนิดเดียวก็จะได้กลับห้องแล้วโว้ย! พิษไข้ก็ยังไม่ส่างดี ตอนนี้คือเหนื่อยล้าสุดๆแต่ทว่าเสียงประกาศจากใครบางคนได้เข้ามาปัดความดีใจของยี่โถทิ้งอย่างไม่ไยดี
“ทุกคน! วันนี้กลับบ้านกันได้เลย! เพราะยัยยีสต์เน่าจะเก็บร้านให้เอง”เป็นเสียงของอองเดรที่ประกาศออกมาดังลั่นพร้อมกับผายมือมาทางยี่โถ พนักงานคนอื่นๆมองมายังเธอแล้วต่างพากันหัวเราะคิกคัก
“นายมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน?”ยี่โถตอกกลับทันที ยืนจ้องมองเขาไม่วางตา ไอ้หมอนี่น่ารำคาญชะมัด!
“เธอต้องทำงานชดเชยความผิดที่มาสายไหนๆ พรุ่งนี้ผู้จัดการก็จะให้เธอหยุดอยู่แล้วนี่ ถ้าเธอไม่ทำก็เท่ากับว่าไร้ความรับผิดชอบ” อองเดรเน้นคำประโยคสุดท้ายพลางเหยียดยิ้มมุมปากเขาจ้องมองเธอกลับอย่างท้าทาย
“ฉันจะฟ้องคุณโอลิเวอร์!” ยี่โถกัดฟันกรอดมือทั้งสองข้างกำหมัดแน่น คนอื่นๆ มองเธอสลับกับอองเดรไปมาราวกับเป็นผู้ชมที่กำลังเกาะขอบสังเวียนต่อสู้ก็ไม่ปาน
“ก็ลองแจ้งเขาดู! ฉันเองก็อยากรู้ว่าเขาจะเชื่อใครมากกว่ากัน ระหว่างคำพูดของพนักงานหลายคนกับยัยโรคจิตอย่างเธอ!” ทันทีที่อองเดรพูดจบทุกคนตรงนั้นต่างพากันหัวเราะชอบใจ สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความดูถูกดูแคลน
แกร๊ง! กึก! เสียงของบรรดาไม้กวาดไม้ถูพื้นถูกโยนลงมาวางต่อหน้า ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของทุกคนที่ทยอยกันเดินออกไปเหลือไว้เพียงความเงียบงันและเสียงลมหายใจถี่ลึกของยี่โถหญิงสาวกัดริมฝีปากตัวเองแน่นสะกดกั้นไม่ให้ความอ่อนแอนั้นเปิดเผยออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจ
ยี่โถหลับตานับเลขในใจอยู่นานจนไฟโทสะเริ่มจะเย็นลงบ้างดวงหน้าซีดเซียวไร้สีสันกวาดสายตามองไปยังเศษขยะตามโต๊ะและที่ตกเกลื่อนเต็มพื้นหญิงสาวทำได้เพียงถอนหายใจออกมา ทำไมถึงเลือดเย็นกันขนาดนี้!
ไม่!เธอไม่ใช่คนไร้ความรับผิดชอบแบบพวกนั้น! เราทำได้ยี่โถ! เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้พักแล้วล่ะหญิงสาวพยายามฝืนความปวดเมื่อยตัวก้มกวาดพื้นใช้เวลาอยู่เนิ่นนานกว่าที่เหล่าขยะเศษเล็กเศษน้อยจะค่อยๆถูกกวาดมารวมกันเป็นกองพะเนินขนาดย่อม ยี่โถได้แต่ถอนหายใจออกมาเป็นพักๆพยายามไล่ความเหนื่อยล้านั้นออกไป
แต่ทว่าร่างกายยังคงไม่เป็นใจพิษไข้สูงเข้ามาโจมตีอย่างหนัก เรี่ยวแรงของเธอถดถอยลงเรื่อยๆจนไม่เหลือแม้แต่แรงที่จะถือถุงขยะไว้ในมือ หญิงสาวล้มตัวนั่งลงกับพื้นดวงตาเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย หยดน้ำตาค่อยๆ รินไหลออกมาสองมือกำชายเสื้อแน่น เกลียดตัวเองเหลือเกิน! ทำไมถึงอ่อนแอขนาดนี้!ยี่โถก้มหน้าปล่อยความอึดอัดออกมาเป็นเสียงสะอื้น…
กริ๊ง! เสียงกริ่งของประตูร้านดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของใครบางคนยี่โถเงยหน้ามองเจ้าของร่างสูงใหญ่ผ่านม่านน้ำตารอยยิ้มผุดพรายขึ้นมาบนใบหน้าหญิงสาวทั้งที่ยังมีน้ำตาอาบสองแก้ม
“เฟลิกซ์!”เสียงที่เปล่งออกมากลับแหบแห้งยิ่งกว่าเก่า เธอกระแอมเล็กน้อยก่อนที่จะรีบเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆเพื่อที่จะได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลานั้นชัดเจนยิ่งขึ้น
“...”เสียงเรียกของเธอทำให้เฟลิกซ์หยุดชะงักเท้าชายหนุ่มชำเลืองลงมามองคนที่นั่งอยู่กับพื้น ใบหน้าคมขมวดคิ้วสงสัยเล็กน้อยทว่าไม่มีสรรพสำเนียงใดๆ เอ่ยออกมาจากปากเขาเฟลิกซ์ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเธอเพียงแวบเดียวเท่านั้นก่อนจะเดินต่อทิศทางตรงไปยังห้องทำงานหลังร้าน
ยี่โถนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แม้ร่างกายจะยังคงร้อนฉ่าจนแทบไหม้ แต่แค่เขาปรากฏตัว ใจเธอกลับหายจากอาการป่วยเป็นปลิดทิ้งยี่โถยันตัวเองให้ลุกขึ้นเดินลากเท้าไปยังโซนเครื่องดื่มถึงแรงกายจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือก็เถอะแต่แรงใจเต็มเปี่ยมของเธอตอนนี้คงกำลังวิ่งแจ้นไปหาเขาแล้ว
หญิงสาวเคาะประตูห้องทำงานของเขาสองสามครั้งก่อนจะถือวิสาสะเปิดเข้าไป ถาดที่มีขวดน้ำเปล่ากับแก้วถูกบรรจงวางไว้บนมุมโต๊ะทำงานอย่างนุ่มนวลชายหนุ่มยังคงก้มหน้าก้มตาเปิดอ่านแฟ้มเอกสารต่อ ไม่มีท่าทีใดๆ เปลี่ยนไป
“งานเลี้ยงฉลองโบนัสวันก่อนเป็นยังไงบ้างคะสนุกหรือเปล่า?” ความสดใสที่มาในรูปแบบเสียงแหบแห้งเจ็บคอของเธอทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าแหงนเงยหน้าขึ้นมาเพียงแวบเดียว
“อืม”แค่เพียงคำตอบสั้นๆ ในลำคอ ก็ทำให้ยี่โถยิ้มหน้าบานได้แล้ว
“เดี๋ยวฉันไปทำความสะอาดร้านต่อนะคะ”เธอตั้งใจเดินไปที่ประตูช้าๆ ยื้อเวลาเผื่อว่าเขาอยากถามอะไรเธอแต่ทางนั้นก็ยังคงเงียบกริบเช่นเดิมเธอส่งสายตาหวานเยิ้มอบอุ่นให้เขาก่อนจะออกจากห้องไป
หญิงสาวถือถุงขยะไปทิ้งอย่างทุลักทุเลตามด้วยการถูพื้นต่อจนทั่วร้าน แม้เรี่ยวแรงจ้องจะเหือดหายตลอดแต่เธอก็เติมพลังให้ตัวเองเป็นพักๆ โดยการมองไปยังประตูห้องทำงานของเขาบ่อยๆ
เธอพึ่งรู้นะเนี่ยว่าเขามาทำงานตอนกลางคืนด้วยพ่อหนุ่มคนนี้ช่างขยันขันแข็งเสียจริง แต่ถ้ามองในอีกแง่หนึ่งเขาอาจจะบังเอิญมาแค่วันนี้วันเดียวก็ได้ แต่เพื่อความแน่ใจสงสัยเธอต้องมาสังเกตการณ์เก็บข้อมูลเวลานี้ทุกวันเสียแล้วยี่โถคิดวิเคราะห์กับตัวเอง
เอ...หรือว่า! เขาอาจจะรู้เรื่องที่เธอถูกกลั่นแกล้งจึงอยากมาอยู่เป็นเพื่อนกันแบบนี้หรือเปล่า มันต้องใช่แน่ๆ! ยี่โถยิ้มกรุ้มกริ้มอยู่คนเดียวก่อนจะฮัมเพลงไปทำงานไป
งานเก็บร้านเสร็จแล้วเรียบร้อยแต่เฟลิกซ์ยังไม่ออกมาจากห้องหญิงสาวเลือกที่จะไปนั่งรอเขาอยู่ตรงเคาน์เตอร์หน้าร้านใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเองไปพลางๆ ยี่โถเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้แต่เสียงปิดประตูทำให้เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงียแสงไฟจากรถสปอร์ตคันหรูของเขาค่อยๆ เคลื่อนออกจากที่จอดยี่โถรีบฝืนร่างกายอันปวกเปียกของตัวเองเดินออกไปโบกมือลาตามหลังรถของชายหนุ่มเมื่อแสงไฟจากรถหายลับตาไป หญิงสาวจึงเดินกลับมาเก็บของ หันไปดูนาฬิกาบอกว่า 4ทุ่มแล้ว ถึงเวลาได้พักผ่อนของจริงแล้วโว้ย! แถมวันนี้ต้องนอนหลับฝันดีแน่ๆแม้หนังตาอันหนักอึ้งจ้องจะปิดอยู่ร่ำๆ แต่เธอกลับไม่สามารถหุบยิ้มได้เลย