บทที่ 44
ยอมสังหารบุตรดีกว่าให้ราษฎรเดือดร้อน
แววพระเนตรคู่นั้นหม่นเศร้าลงในฉับพลัน
เพราะพระองค์เข้าใจดี...ความผูกพันที่เหนียวแน่นเช่นพวกเขาสองพี่น้องอาจมีเพียงแค่ในรุ่นของพวกเขาเท่านั้นเมื่อถึงรุ่นถัดไป...ความสัมพันธ์เช่นนี้อาจกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าขานที่ถูกหลงลืม
หากวันหนึ่งพวกเขาจากไปองค์ชายผู้สืบทอดบัลลังก์อาจมีจิตคิดสังหารเหยียนหลงอ๋องและเครือญาติเพื่อกำจัดภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่
หรือในทางกลับกัน...วันหนึ่งอาจมีผู้สืบเชื้อสายเหยียนหลงอ๋องคิดก่อกบฏชิงบัลลังก์
วันนั้น...ใครจะหยุดยั้งได้อีก?
เหยียนฉางหลงได้ยินดังนั้นพลันหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ ยกมือขึ้นลูบปลายคางคล้ายครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยหยอกเย้าอย่างไม่ยี่หระ
“ถ้าเช่นนั้น...เสด็จพี่ก็อยู่นาน ๆ หน่อยเป็นไร”
เขาหันไปสบพระพักตร์ของฮ่องเต้เหยียนฉางเยว่ดวงตาเรียบนิ่งแต่ทอประกายขัน
“ก็อย่างที่พวกขุนนางในท้องพระโรงชอบทูลถวาย...ถวายพระพรให้เสด็จพระชนม์มายุยิ่งยืนนานหมื่นปีหมื่นหมื่นปี...”
เสียงของเหยียนฉางหลงแฝงความขบขันหากแต่ยังเปี่ยมด้วยความจริงใจ
เหยียนฉางเยว่ทอดพระเนตรน้องชายของตนพลางหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะก้องกังวาน
“หมื่นปี หมื่นหมื่นปี อย่างนั้นหรือ?”
พระโอษฐ์ยกยิ้มหากแต่สายตายังเปี่ยมด้วยความเคร่งขรึม
“ข้า...จะอยู่ได้นานขนาดนั้นเสียที่ไหนกันเล่า!”
ทรงทอดถอนพระทัยก่อนจะกล่าวต่ออย่างขบขัน
“ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสวรรค์เช่นพวกเจ้า...อายุขัยก็ยังมีจำกัด”
พระเนตรเหม่อมองสายน้ำเบื้องหน้าอีกครั้งน้ำเสียงแผ่วลงเล็กน้อย
“เกรงว่าจะมีเพียงเทพเซียนในขอบเขตเทวะกระมัง ที่สามารถเหยียบย่างขึ้นสู่แดนสวรรค์ได้จริงๆ”
ทรงทอดถอนพระทัยอีกครั้งก่อนกล่าวต่ออย่างหนักแน่น
“ข้าน่ะ...ก็แค่คนธรรมดา หวังเพียงว่า...ยามสิ้นใจไปแผ่นดินนี้จะยังคงสงบสุขอยู่เท่านั้น”
เสียงนั้นสงบนิ่งเย็นชา...แต่แฝงด้วยความหนักแน่นและห่วงใยที่ยากจะเอื้อนเอ่ยเป็นคำ
เสียงถอนหายใจแผ่วเบาของฮ่องเต้เหยียนฉางเยว่ดังขึ้นอีกครั้งพระหัตถ์ข้างหนึ่งยังคงตบเบา ๆ ลงบนหัวเข่าตนเองเป็นจังหวะช้า ๆก่อนที่พระองค์จะตรัสต่อด้วยสุรเสียงที่ราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความหนักแน่น
“น้องข้า...เจ้าคงมีอายุยืนนานกว่าข้าแน่” พระเนตรที่หม่นเศร้าทอดมองไปยังท้องฟ้าที่กำลังล่วงเข้าสายันห์เบื้องหน้า“เพราะฉะนั้น...เมื่อถึงเวลานั้นจริง ๆช่วยปกป้องแผ่นดินนี้แทนข้าด้วย”
สุรเสียงนั้นเงียบงันไปอึดใจ ก่อนจะตรัสต่ออย่างเชื่องช้าแต่แฝงไปด้วยความหนักอึ้งที่กดทับอยู่ในหัวใจของจักรพรรดิผู้แบกรับทั้งใต้หล้า
“พวกเราเองก็รู้ดี...ว่าการแย่งชิงบัลลังก์ของเหล่าองค์ชายนั้นโหดร้ายเพียงใดเลือดเนื้อราษฎรทั้งแผ่นดิน ต้องทนทุกข์ทรมานจากไฟสงคราม คนที่ทรมานไม่ใช่พวกเหล่าองค์ชายไม่ใช่เหล่าขุนนาง หากแต่เป็นประชาชนที่ไร้ทางสู้เหล่านั้นต่างหาก”
ปลายนิ้วเรียวยาวที่กร้านไปตามกาลเวลาลูบผ่านด้ามเบ็ดไม้ไผ่ในพระหัตถ์เบา ๆ ดุจรำลึกถึงภาพในอดีต
“แผ่นดินที่สงบสุขในยามนี้...เราสองคนต่างทุ่มเทชีวิตและโลหิตร่วมกันสร้างขึ้นมา”พระองค์ตรัสต่อด้วยเสียงแผ่วเบาแต่แฝงพลังที่สะท้อนความตั้งใจดั้งเดิมในวัยหนุ่ม “ตั้งแต่วันที่พวกเราเลือกเดินเข้าสู่เส้นทางแย่งชิงบัลลังก์ปณิธานแรกในหัวใจของเราสองคนก็คือ...ต้องยุติสงครามต้องทำให้บ้านเมืองสงบสุขอีกครั้ง”
พระเนตรเรียวยาวหันมาสบกับเหยียนฉางหลงที่นั่งเคียงข้าง
“เพราะเช่นนั้น...น้องข้า หากถึงวันที่ข้าจากไปจริง ๆเจ้าต้องทำให้แผ่นดินที่เราสองคนร่วมกันสร้างขึ้นมา...อย่าได้ตกกลับสู่วังวนโลหิตเช่นเดิม”
ฮ่องเต้เหยียนฉางเยว่หยุดคำตรัสลงครู่หนึ่งก่อนจะเปล่งวาจาที่สะเทือนถึงใจคนฟัง
“หากวันนั้น...บุตรชายของเรา ไม่ว่าคนใดก็ตามกล้าก่อความวุ่นวายให้แผ่นดิน...ก็สังหารเสียเถอะ”
พระสุรเสียงหนักแน่นดั่งคำประกาศิตของสวรรค์
“ข้ายินดีสังหารบุตรชายของตัวเอง...ดีกว่าปล่อยให้ราษฎรทั้งหลายสิบหมื่นชีวิตต้องรับกรรมจากความทะเยอทะยานของเลือดเนื้อข้าเอง”
วาจานี้ดั่งระบายความในใจลึกสุดจากจักรพรรดิผู้ปกครองใต้หล้าออกสู่ห้วงอากาศที่มีเพียงสหายและน้องชายคนสนิทที่สุดเท่านั้นที่รับฟัง
เหยียนฉางหลงนิ่งฟังถ้อยคำเหล่านั้นสายตาเรียบสงบแต่ลึกลงไปกลับสะท้อนอารมณ์หลากหลายที่เก็บซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ
เขาหันไปมองพี่ชายที่นั่งอยู่ข้างกายอีกครั้งใบหน้าอันเคยสง่างามและอ่อนเยาว์ในวัยหนุ่มบัดนี้เริ่มเหี่ยวย่นและซีดเซียวลงอย่างเห็นได้ชัด
เส้นผมขาวที่แซมทั่วศีรษะยิ่งขับเน้นให้ดูแก่ชรากว่าวัย แม้พระชนมายุของทั้งสองจะห่างกันเพียงไม่กี่ปีแต่บัดนี้ร่องรอยแห่งกาลเวลาของผู้เป็นพี่ชายกลับฉายชัดเกินกว่าที่เหยียนฉางหลงจะปฏิเสธได้
เขารู้ดี...เสด็จพี่ของตนเองคือผู้ที่ขึ้นครองราชย์ในวัยเพียงยี่สิบต้น ๆ แบกรับภาระอันหนักหนาปกครองบ้านเมือง วางแผนสร้างความรุ่งเรืองให้แก่ราชวงศ์มานานกว่าสามสิบปี
และทั้งหมดนั้นแลกมาด้วยชีวิตที่บั่นทอนสุขภาพจนเข้าสู่วัยชราเร็วกว่าธรรมดา
เหยียนฉางหลงถอนหายใจเบา ๆก่อนที่หัวใจจะย้อนกลับไปยังวันวาน
วันแรกที่พวกเขาทั้งสองตั้งปณิธานจะช่วงชิงบัลลังก์
ในตอนนั้นพวกเขาคือองค์ชายลำดับเก้าและสิบ บุตรของสนมผู้ไร้ฐานะอำนาจขุนนางตระกูลใหญ่ล้วนไม่เคยเหลียวแล ไม่มีใครให้การสนับสนุน
พวกเขาแทบไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้มีสิทธิ์เข้าร่วมการแย่งชิงบัลลังก์
เดิมทีทั้งคู่ไม่เคยสนใจราชบัลลังก์...
แต่เมื่อศึกชิงบัลลังก์ระเบิดขึ้นจริงๆ สิ่งที่พวกเขาพบเห็น กลับเป็นทุ่งศพที่ไร้ที่สิ้นสุด แผ่นดินอาบเลือดเสียงคร่ำครวญของผู้คน ความอดอยากหิวโหยที่ยากจะบรรยาย
ภาพนั้น...กลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของสองพี่น้อง
ในที่สุด พวกเขาก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืนกุมกระบี่เข้าสู่สงครามแย่งชิงบัลลังก์ด้วยความตั้งใจที่ว่า “พวกข้าจะหยุดความวุ่นวายนี้ให้จงได้”
และพวกเขาก็ทำสำเร็จ
พวกเขานำพาราชวงศ์เหยียนสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองและสงบสุขราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าที่เคยมีมา
เหยียนฉางหลงเลือกไม่ขึ้นครองบัลลังก์ด้วยตนเองหากแต่ผลักดันพี่ชายซึ่งมีจิตใจเมตตาและมุ่งมั่นต่อราษฎรเหนือสิ่งอื่นใดให้ดำรงตำแหน่งเป็นจักรพรรดิ
เพื่อให้ราชวงศ์เหยียนมีอนาคตที่สงบสุขและมั่นคง
เขามองพี่ชายผู้กล่าวถ้อยคำหนักแน่นเมื่อครู่
“ข้ายินดีสังหารบุตรชายของข้าดีกว่าทำให้ราษฎรในแผ่นดินต้องเดือดร้อน”
นั่นมิใช่ถ้อยคำพูดเล่น หากแต่เป็นความตั้งใจจริงที่เปี่ยมไปด้วยภาระของผู้ครองใต้หล้า
เหยียนฉางหลงยกถ้วยชาขึ้นจิบเงียบ ๆไม่กล่าวสิ่งใดออกไปอีก
แต่ในหัวใจของเขา...กลับยิ่งมั่นคงในคำสัตย์ที่เขาให้ไว้กับพี่ชายตั้งแต่วัยเยาว์