ภารกิจเลี้ยงสามียุค 70

    ตอนที่ 7: ทุบตี

    หลินซีรู้สึกมึนงงไปหมดเพราะข้อมูลนี้ ทำไมครอบครัวของฉู่เฉิงถึงได้ยุ่งเหยิงขนาดนี้นะ เมื่อเธอลองนึกถึงใบหน้าของฉู่เฉิงเธอก็รู้สึกว่าไม่เหมือนคนตระกูลฉู่เลยสักนิด ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ถ้าฉู่เฉิงไม่ได้เป็นคนของตระกูลฉู่ แล้วทำไมแม่ของเขาถึงได้ทิ้งให้เขาอยู่ในหมู่บ้านนี้คนเดียวล่ะ? เธอปล่อยให้เด็กคนหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับถ้อยคำติฉินนินทาของคนในหมู่บ้านรวมไปถึงความรุนแรงในครอบครัวเพียงลำพัง แม่คนนี้คิดได้ยังไง ว่าแล้วหลินซีก็รู้สึกสงสารเด็กคนนี้ขึ้นมาอีกหลายส่วน  เมื่อถึงเวลาต้องเก็บของกลับหลินซีที่กำลังอยู่ในอารมณ์หม่นหมองก็กินข้าวเที่ยงได้ไม่เยอะ หลิวเสียเห็นหลินซีมีท่าทางหมดอาลัยตายอยากจึงได้เอ่ยคะยั้นคะยอเธอ “น้องหลิน กินเยอะๆหน่อยสิ ตอนบ่ายยังต้องทำงานอีกนะ ถ้าท้องไม่อิ่มจะทำงานได้ยังไง” หลินซียกยิ้มบาง หลายวันมานี้เธอทุ่มเททำงานอย่างหนักอาหารบนโต๊ะจึงมีสีสันขึ้นมาไม่น้อย ตอนที่เธอทำอาหารเธอก็ตัดใจใส่น้ำมันลงไปด้วย ดังนั้นทุกคนจึงกินกันอย่างเอร็ดอร่อยจนหลินซีสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน วังเสี่ยวเจินเหลือบมองหลิวเสียแวบหนึ่งก่อนที่เธอจะพูดออกมาอย่างแฝงความนัย “พวกเราคนทำงานหนักก็ต้องกินเยอะเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ส่วนคนที่ทำงานเบาๆ ต่อให้ทำทั้งวันก็คงไม่เหนื่อยหรอก เพราะงั้นจะกินน้อยก็ไม่แปลก หลินหลินเธอว่าจริงหรือเปล่า?” อวี่หลินหลินไม่มีเจตนาจะทำร้ายใคร เธอมองไปยังหลินซีแวบหนึ่งแล้วมองไปยังหลิวเสียอีกครั้ง จากนั้นก็ฝืนยิ้มออกมาแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป วังเสี่ยวเจินพองแก้มด้วยความไม่พอใจแล้วแอบด่าอวี่หลินหลินอยู่ในใจ ฟางฉวนจื้อเห็นแล้วไม่ชอบใจจึงได้เปิดปากพูดขึ้นมา “ยุวฯวัง ที่นี่ไม่มีใครไปยั่วโมโหเธอสักหน่อย จะพูดอะไรก็ระวังปากเอาไว้บ้าง เธออย่าพุ่งเป้าไปที่เพื่อนของตัวเองมากนักเลย เพราะยังไงทุกคนก็ต้องอยู่ร่วมกัน” วังเสี่ยวเจินไม่กล้าหาเรื่องฟางฉวนจื้อ เธอจึงได้แต่หุบปากฉับ หลินซีมองไปทางวังเสี่ยวเจินพร้อมความโกรธที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจอีกหลายส่วน ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้หลินซีสัมผัสได้ว่าทั้งสองคนมักจะผลักไสเธอออกจากกลุ่มตลอด โดยเฉพาะวังเสี่ยวเจิน ถ้าไม่มีอะไรเธอก็จะมาจ้องเล่นงานหลินซีอยู่เสมอ แต่หลินซีเองก็ไม่อยากรู้หรอกว่ามันเป็นเพราะอะไร หลินซีลองส่งเสียงทักทายไปหาระบบ ระบบน่าจะรู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องทั้งหมด แต่เจ้าระบบตัวดีกลับทำเป็นแกล้งตายหลินซีจึงทำอะไรไม่ได้ หลังจากการใช้แรงงานทั้งวันจบสิ้นลง หลินซีที่อารมณ์ไม่ดีก็เดินไปยังภูเขาซวงผิง ตอนนี้บนภูเขายังมีของที่สามารถกินได้อยู่อีกไม่น้อย ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับงานเกษตรกรรมจึงไม่มีเวลาขึ้นเขา ดังนั้นหลินซีจึงตัดสินใจว่าจะไปเก็บอะไรสักหน่อยและถือโอกาสนี้เก็บสะสมของให้ตัวเองไปด้วย เดิมทีแล้วเธอยังคงตั้งตารอร้านค้าของระบบ แต่ตอนนี้เธอรู้ดีว่าตัวเองยังมีเงินไม่มากพอ เพราะงั้นเห็นทีเธอคงต้องใช้แรงประทังชีวิตไปก่อน ผักป่า เห็ดป่า และผลไม้ป่าล้วนเป็นของกินได้ เธอจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด และหากพื้นที่เก็บของไม่เล็กจนเกินไปเธอก็อยากจะนำฟืนที่ต้องใช้ในช่วงฤดูหนาวใส่เข้าไปด้วย หลินซีย่ำเท้าเดินไปก่อนจะรู้สึกว่ามีใครบางคนตามหลังมา และเมื่อเธอหันกลับไปมองเธอก็พบกับฉู่เฉิงที่กำลังยืนแบกตะกร้าอยู่ไม่ไกล หลินซียกยิ้มให้เขา “เธอมาทำอะไรน่ะ?” ฉู่เฉิงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลินซีด้วยใบหน้าแข็งทื่อแล้วพูดออกมาอย่างจริงจัง “เธอนี่กล้าดีจริงๆเลยนะถึงกล้าเดินขึ้นมาบนเขาคนเดียว บนเขานี้อันตรายมาก อย่าเดินต่อไปเลย” หลินซีรู้สึกตลกขึ้นมาทันที เธอถูกเด็กตัวเล็กคนหนึ่งสั่งสอนเข้าให้แล้ว จากนั้นเธอก็จงใจหยอกเขากลับไป “เธอก็มาคนเดียวไม่ใช่หรือไง? แถมเธอยังเด็กกว่าฉันอีก ในเมื่อเธอยังไม่กลัวแล้วฉันต้องกลัวอะไรล่ะ?” ฉู่เฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ฉันวิ่งเล่นบนภูเขาตั้งแต่เด็กจนชินแล้ว ส่วนเธอเป็นคนเมือง ยังไงก็ต้องระวังเอาไว้หน่อย” หลินซีได้ยินดังนั้นก็รู้สึกหัวใจกระตุกวูบขึ้นมาเล็กน้อย ยิ่งเมื่อคิดถึงคำพูดของชาวบ้านพวกนั้นดวงตาของเธอก็ยิ่งทอประกายอบอุ่นขึ้นมาอีกหลายส่วน “ก็ได้ ฉันจะเชื่อฟังเธอ ถ้าอย่างนั้นเธอก็กลับไปด้วยกันสิ ฟ้ากำลังจะมืดแล้วนะ” ฉู่เฉิงดูเหมือนจะแปลกใจมากที่หลินซีฟังคำพูดของเขา และเมื่อเห็นเธอเตรียมตัวจะลงจากเขาไปจริงๆเขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา ทั้งสองคนเดินไปตามเส้นทางเล็กๆ เหล่านกน้อยกำลังโผบินกลับรังและส่งเสียงจิ๊บๆออกมาไม่หยุด แต่แล้วจู่ๆแขนเสื้อของหลินซีก็ถูกดึงเอาไว้ก่อนที่ฉู่เฉิงจะพูดออกมาเสียงเบา “มากับฉัน ดูว่าวันนี้จะมีโชคบ้างหรือเปล่า?” หลินซีงุนงง แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยอมเดินตามเขาเข้าไปในป่า  เมื่อเดินไปตามเส้นทางเล็กๆได้สักระยะหนึ่ง หลินซีก็มองเห็นหลุมแห่งหนึ่ง ฉู่เฉิงรีบวิ่งเข้าไปด้วยความตื่นเต้นจนทำให้หลินซีต้องรีบวิ่งตามไปติดๆ ก้นหลุมนั้นมีไก่ป่าตัวหนึ่งกำลังนอนหายใจรวยรินอยู่ในนั้น ฉู่เฉิงคุกเข่าลงบนพื้นดินก่อนจะยื่นมือออกไปดึงไก่ป่าตัวนั้นออกมา เขาหันมาเขย่ามันไปมาต่อหน้าหลินซีด้วยความภาคภูมิใจพร้อมยิ้มเห็นฟันขาว หลินซีไม่ได้กินเนื้อมานานมากแล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นไก่ป่าเธอจึงรู้สึกอยากกินมันขึ้นมาเล็กน้อย แต่มันเป็นของเจ้าเด็กตัวน้อยคนนี้เธอจึงไม่กล้าเอ่ยปากพูดออกไป ฉู่เฉิงปัดเศษดินที่อยู่บนตัวออกไปแล้วหันไปพูดกับหลินซี “ตอนเย็นพวกเรามาเจอกันที่กระท่อมนะ เดี๋ยวฉันจะทำไก่ให้เธอกินเอง” เมื่อได้รับคำเชิญอย่างจริงใจจากเด็กน้อยหลินซีก็ตอบตกลงไปทันที เธอกลับมายังที่พักของยุวปัญญาชนแล้วพูดคุยกับพวกเขาอยู่ไม่กี่คำก่อนจะเดินออกไปอีกครั้ง วังเสี่ยวเจินมองแผ่นหลังเปี่ยมสุขของหลินซีก่อนจะมองไปยังสองมือพุพองของตัวเองแล้วพูดขึ้นมา “ตอนนี้ก็เย็นแล้วยังจะออกไปข้างนอกอีก ไม่รู้ว่าออกไปทำอะไรนักหนา เป็นสาวเป็นแส้ไม่รู้จักอยู่ติดบ้านเลย” อวี่หลินหลินเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีฟ้าที่อยู่ด้านนอกโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา  หลินซีเข้าไปหยิบตะกร้าและผ้าโพกหัวในห้องครัวก่อนที่เธอจะค่อยๆเดินจากไป เมื่อไปถึงกระท่อมเธอก็ได้กลิ่นเนื้อหอมฉุยลอยออกมา ฉู่เฉิงสร้างเตาขึ้นมาง่ายๆ และบนเตาอันนั้นก็มีหม้อวางอยู่ใบหนึ่ง บนศีรษะและใบหน้าของเด็กน้อยเต็มไปด้วยเขม่าควันไฟจนดูมอมแมมไปเล็กน้อย หลินซีจึงโน้มตัวลงถามออกไป “ให้ฉันช่วยไหม?” “ไม่ต้องหรอก นี่ก็ใกล้จะสุกแล้ว พี่ไปนั่งก่อนเถอะ!” หลินซีตกตะลึงไป ตั้งแต่ที่เธอรู้จักกับฉู่เฉิงมานานขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เธอได้ยินเขาเรียกตัวเองแบบนี้ คำว่าพี่สาวทำให้ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองคนแนบชิดมากยิ่งขึ้น หลินซีนำเกลือมาด้วยเธอจึงเติมมันลงไปในหม้อเล็กน้อย ซุปไก่ที่กำลังเดือดปุดๆส่งกลิ่นหอมอบอวลออกมาจนหลินซีแทบน้ำลายไหล หลินซีถือชามซุปไก่ใบใหญ่เอาไว้ เมื่อเธอดื่มมันลงไปเธอก็รู้สึกว่าแขนขาทั้งร่างของเธอเบาสบายขึ้นมาทันที หลินซีเปิดกล่องข้าวออก ในนั้นมีแป้งทอดที่เธอทำเอาไว้ครั้งที่แล้วด้วย เธอจัดการยื่นกล่องข้าวไปให้ฉู่เฉิง ส่วนเขาเองก็หยิบแป้งทอดออกไปชิ้นหนึ่งด้วยรอยยิ้ม ผ่านไปเพียงไม่นานซุปไก่ชามใหญ่ก็ถูกกลืนลงท้องไปจนหมดก่อนที่เขาจะกัดกินแป้งทอดลงไปจนหมดภายในไม่กี่คำ จากนั้นฉู่เฉิงก็เริ่มแบ่งเนื้อไก่ เขาฉีกขาไก่ทั้งสองข้างออกมาแล้ววางลงไปในชามของหลินซี แต่หลินซีกลับเบี่ยงตัวหนี ฉู่เฉิงจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อเห็นดังนั้นหลินซีจึงรีบอธิบายออกไป “ขาไก่นี่เธอกินเถอะ ฉันกินแค่ปีกกับเครื่องในไก่ก็พอแล้ว” “ได้!” เด็กน้อยรู้สึกดีใจขึ้นมา เขาไม่ชอบให้หลินซีมองเขาเป็นคนนอก การอยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิดทำให้ฉู่เฉิงรู้สึกว่าตัวเองและหลินซีสนิทสนมกันมาก สายลมเย็นเยียบพัดผ่านมา ในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นหอมสดใหม่ ในตอนที่ทั้งสองคนกำลังกินอาหารอย่างมีความสุขหลินซีก็รู้สึกว่าเธอต้องให้กำลังใจเขาสักหน่อย “คิดไม่ถึงเลยว่าเธออายุแค่นี้จะจับสัตว์ป่าได้ด้วย ดูไม่ออกเลยนะเนี่ยว่าเธอเก่งขนาดนี้!”  ฉู่เฉิงรู้สึกภูมิใจขึ้นมาเล็กน้อย “เรียนรู้จากคนอื่นน่ะ ผมเองก็ทำเป็นนิดหน่อย ครั้งนี้พวกเราโชคดีต่างหาก พี่เอาที่เหลือกลับไปกินไหม?” หลินซีมองไก่อีกครึ่งที่เหลืออยู่ในชาม “พี่เอาไปกินเถอะ ถ้าผมเอากลับไปก็คงไม่ดี พวกเขาจะหาว่าผมไปขโมยมากิน บางทีอาจจะทุบตีผมด้วยก็ได้” ขณะฉู่เฉิงพูดออกมา น้ำเสียงของเขาก็แฝงความขมขื่นเอาไว้เล็กน้อย หลินซีอึ้งไปทันที จากนั้นเธอก็ยกยิ้มขึ้นมา “ฉันเองก็เอากลับไปไม่ได้เหมือนกัน พวกเรามีคนอยู่ที่นั่นเยอะแยะ คนไม่ดีก็มีอยู่มาก ถ้าเอากลับไปคนที่นั่นก็คงไม่คิดกับฉันในแง่ดีเหมือนกัน” คราวนี้ฉู่เฉิงเป็นฝ่ายอึ้งไปบ้าง ทันใดนั้นทั้งสองคนก็หันมายกยิ้มให้กัน ฉู่เฉิงมีความคิดว่าจะใช้กองฟางคลุมหม้อใบนี้เอาไว้ พรุ่งนี้จะได้กินมันได้อีกมื้อ หลินซีรู้สึกกังวลเล็กน้อย “ถ้ามีใครมาเจอเข้าล่ะ?”  “ไม่หรอก ปกติแล้วไม่ค่อยมีคนมาที่นี่น่ะ” เด็กชายมั่นใจมาก  หลินซีจ้องมองไปยังใบหน้าซูบซีดพลางรู้สึกว่าเด็กคนนี้คงลำบากไม่น้อยเธอจึงได้พูดออกไป “จากนี้ไปถ้าเธอหาของกินไม่ได้ก็มาหาฉันนะ อาหารของฉันอาจจะไม่มาก แต่ก็ยังพอจะแบ่งให้เธอได้ จากนี้ไปถ้าเธอได้อะไรอร่อยๆมา ก็อย่าลืมแบ่งให้ฉันหน่อยก็แล้วกัน” ฉู๋เฉิงมองหลินซีแวบหนึ่ง เขาเงียบไปสักพักก่อนจะพูดออกมาอีกประโยค “ก็ได้ ผมจะจำไว้” เมื่อหลินซีได้ยินเสียงเอไอดังขึ้นมาเธอก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยสักนิดแถมยังรู้สึกสงบนิ่งเหมือนสายน้ำด้วย เธอไม่ได้คาดหวังอะไรกับระบบอีกต่อไปแล้ว “ยินดีด้วย เธอทำภารกิจต่อเนื่องได้รับความรู้สึกดีจากฉู่เฉิงสำเร็จแล้ว ความคืบหน้า 30%  เธอจะได้รับรางวัลระบบเป็นเหรียญทอง 50 เหรียญ และรางวัลสุ่มของขวัญ 1 ครั้ง” หูของหลินซีกระดิกขึ้นมาเล็กน้อย ครั้งนี้ระบบใจกว้างมากอย่างหาได้ยาก จากนั้นบนหน้าจอก็ปรากฏตาราง 9 ช่องขึ้นมาอีกครั้ง หลินซีจัดการกดมันลงไปเบาๆก่อนจะมีกล่องใหญ่ใบหนึ่งปรากฏขึ้นมา หลินซีรับกล่องใบนั้นมาแล้วเก็บเข้าไปในช่องเก็บของ จากนั้นบนหน้าจอก็ปรากฏร้านค้าระบบขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้ชั้นวางของในร้านค้าระบบได้ทำการปลดล็อคทั้งแถวแล้ว เมื่อเห็นดังนั้นหลินซีก็มือสั่นด้วยความตื่นเต้น ในร้านค้าระบบรวบรวมของใช้ในชีวิตประจำวันทั้งหมดเอาไว้ ซึ่งหมายความว่าตัวเธอจะสามารถหลุดพ้นจากชีวิตอัตคัดในตอนนี้ได้เสียที และนี่ยังเป็นก้าวใหญ่ในการดำรงชีวิตอยู่ที่นี่อีกด้วย หลังจากที่เธออ่านคำอธิบายทั้งหมดอย่างละเอียดแล้วหลินซีก็ร้องออกมาอย่างหมดแรง ระบบยังคงเจ้าเล่ห์อยู่เหมือนเดิม! เกลือแกง 50 กรัมใช้เหรียญทอง 1 เหรียญ ผ้าฝ้าย 1 ฟุตต้องใช้เหรียญทอง 1 เหรียญ ดินสอ 2 แท่งเองก็ต้องใช้เหรียญทอง 1 เหรียญ ...ดูเหมือนว่าสินค้าทั้งหมดจะใช้เหรียญทองแค่ 1 เหรียญเท่านั้น เรียกได้ว่าราคาค่อนข้างถูกพอสมควร แต่ปัญหาก็คือระบบได้เปลี่ยนแปลงปริมาณของสินค้าไป แต่มันกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงคุณภาพนี่สิ! ผ้า 1 ฟุตจะเอาไปทำอะไรได้? เอาไปทำเสื้อกั๊กยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ  ว่าแล้วระบบก็ตอบกลับมาเสียงเย็น “ตามความเห็นของเธอ ระบบได้ดำเนินการโดยสมบูรณ์แล้ว ตอนนี้ถ้าเธอไม่พอใจก็สามารถเสนอความคิดเห็นได้อีก แต่ระบบจะไม่แก้ไขอะไรอีกแล้ว” หลินซีที่ถูกทำร้ายจิตใจอย่างลึกล้ำไม่สนใจของรางวัลที่เธอได้รับจากการสุ่มและเข้านอนไปทันที แต่ฉู่เฉิงไม่ได้โชคดีแบบนั้น เมื่อเขากลับไปที่บ้านเขาก็พบว่าพ่อของตัวเองกำลังมองมาที่เขาด้วยตาแดงก่ำและใบหน้าถมึงทึง ฉู่เฉิงถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวก่อนที่ฉู่ต้าเกินจะถามออกมาเสียงเย็น “แกไปไหนมา? ทำไมถึงเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้” ฉู่เฉิงจ้องมองเขาอย่างระแวดระวังพร้อมเม้มริมฝีปากแน่น จากนั้นด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมา ฉู่ซานซูเดินเข้ามาด้านในพลางมองใบหน้าแข็งทื่อของสองพ่อลูกก่อนจะขมวดคิ้วแน่นแล้วพูดขึ้นมา “ต้าหว๋า (คำเรียกเด็กมีความหมายว่าพี่ชายคนโต) แกไปทำอะไรมา? กลับมาดึกดื่นป่านนี้พ่อแกจะถามบ้างไม่ได้เหรอ แกเองก็โตขนาดนี้แล้วน่าจะรู้ความได้แล้วนะ วันทั้งวันก็เอาแต่วิ่งเล่นจนไม่เห็นแม้แต่เงาอย่างกับเด็กไม่ได้เรื่อง ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปถ้าแกไม่เข้าไปทำงานในหมู่บ้านแกก็ต้องคอยดูแลเสี่ยวเป่าอยู่ในบ้านและคอยทำอาหาร ห้ามออกไปวิ่งเล่นทุกวันอีก ถ้าไม่อบรมแกตั้งแต่ตอนนี้เดี๋ยวแกจะกลายเป็นคนไม่เอาอ่าวไปเสียก่อน” “ต่อให้ผมไปทำงานผมก็ไม่ได้กินข้าวในบ้านอยู่ดี พวกคุณนอกจากจะให้ผมทำงานแล้วมีอะไรที่ทำให้ผมอิ่มท้องได้บ้าง? งานแบบนั้นผมไม่ทำหรอก” ฉู่เฉิงตอบกลับไปเสียงเย็น ฉู่ซานซูกำลังจะพูดอะไรสักอย่างออกมาแต่ฉู่ต้าเกินก็พุ่งเข้ามาแล้วหยิบม้านั่งขว้างไปทางฉู่เฉิงเสียก่อน ฉู่เฉิงไม่อาจหลบเลี่ยงได้จึงทำให้ม้านั่งตัวนั้นกระแทกเข้ากับหน้าผากของเขาเต็มๆ ฉู่เฉิงรีบยกมือขึ้นกุมบาดแผลตามสัญชาตญาณแล้วหมุนตัววิ่งออกไปทันที แต่เพราะเขายังเป็นเด็ก วิ่งออกไปได้เพียงสองก้าวก็ถูกฉู่ต้าเกินคว้าตัวเอาไว้ได้เสียก่อน ฉู่ต้าเกินโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขาบิดใบหูของฉู่เฉิงอยู่หลายครั้งก่อนจะลงมือตีพร้อมสบถด่าออกมาเป็นชุด “ไอ้เด็กนอกคอก กินก็กินของฉัน ใช้ก็ใช้ของฉัน แล้วยังกล้ามาดื้อด้านกับฉันอีกเหรอ ฉันไม่ได้ให้แกไปทำงานแกก็เลยมาดื้อกับฉันสินะ” ฉู่ซานซูมองเหตุการณ์เหล่านั้นอยู่ข้างๆ ฉู่เฉิงขดตัวเข้าหากันอย่างไม่อาจต้านทานการกระทำอันโหดร้ายเหล่านั้นได้ เด็กตัวเล็กกัดฟันแน่นจนรู้สึกเจ็บปวดโดยไม่ส่งเสียงออกมาแม้แต่คำเดียว ทว่าสายตาของเขากลับเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง  มือเท้าที่ทุบตีลงมากินแรงของฉู่ต้าเกินไปไม่น้อย เขาหอบหายใจแล้วพูดต่อไป “พรุ่งนี้แกอยู่ทำงานที่บ้านซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะตีแกให้ตาย” ฉู่ซานซูดันลูกชายออกไป “เอาล่ะ แกอย่าโกรธเลย กลับไปนอนเถอะ พรุ่งนี้แกก็ต้องไปทำงานในทุ่งเหมือนกัน เรื่องในบ้านเดี๋ยวฉันจะให้ไอ้เด็กนี่ทำเอง”