ลู่ม่านลี่รีบวางตะเกียบในมือ ดวงตาทอประกายสดใส ส่งยิ้มหวานให้พี่ชายตอบแทนที่เขาช่างรู้ใจนางยิ่งนัก “น้องไปด้วยเ้าคะน้องอยากไปเยี่ยมหนิงอันไม่รู้ว่านางเป็อย่างไรบ้าง”
ชายหนุ่มเดินนำหน้าน้องสาว พอหันกลับมามอง ก็ถึงกลับต้องอมยิ้มเมื่อเห็นท่าทางการเดินของนาง ที่ยกกระโปรงสูงขึ้นเหนือหัวเข่า เพื่อก้าวเท้าให้ยาวขึ้น
เขาจึงค่อยๆ ลดความเร็วและก้าวเท้าให้ช้าลงกว่าปกติเพื่อให้น้องสาวเดินตามเขาได้ทัน แม้ลู่ม่านลี่จะอายุสิบสองแล้ว แต่นางก็ตัวเล็กขาสั้น หากเขาเดินปกติเห็นทีนางคงต้องวิ่ง แทนการเดิน เพื่อจะไล่ตามเขาให้ทัน
สองคนพี่น้องเดินมุ่งหน้าไปยังจวนสกุลชิว พ่อบ้านเกาเป็ผู้ที่ออกมาต้อนรับและเชิญแขกทั้งสองมาที่ระเบียงริมน้ำ ด้านข้างห้องโถงใหญ่ที่มีไว้เป็สถานที่รับรองแขกสำคัญๆ เท่านั้น พ่อบ้านเกาสั่งให้บ่าวรับใช้นำของว่างและน้ำชามาให้ แล้วขอตัวไปเรียนนายท่านชิว
ลู่ปิงหยวนยืนเอามือไขว้หลัง ใบหน้าตั้งตรงสายตาทอดมองออกไปด้านนอกระเบียงเห็นสระบัวขนาดใหญ่สร้างเป็แนวน้ำตกสูงประมาณสาม่ตัว
เสียงน้ำตกกระทบพื้นน้ำหากหลับตาฟังคล้ายกับกำลังอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ รอบสระน้ำปลูกดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมชี้ชวนให้รู้สึกสดชื่น รอยยิ้มบางๆ จึงปรากฏอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่ม
พลางคิดในใจว่า ท่านเสนาบดีกรมพระคลังผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สินเงินทองช่างมีสุนทรียภาพในการตกแต่งบ้านได้งดงามสมฐานะผู้ใดที่ได้มาเยือนก็น่าจะคิดเช่นเดียวกันกับเขา
มุมมืดด้านในห้องโถงใหญ่ ปรากฏร่างสตรีนางหนึ่ง กำลังหลบซ่อนเร้นกายแอบมองสองพี่น้องสกุลลู่ ไม่ใช่ใครที่ไหน นางก็คือชิวหย่งเล่อนั้นเองหลังจากเมื่อวานที่นางได้พบกับลู่ปิงหยวน หัวใจของนางก็เริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ตลอดทั้งคืน นางไม่สามารถข่มตานอนลงได้ ทุกครั้งที่นางหลับตา มักจะเห็นเงาภาพด้านหลังของชายหนุ่มผู้มีบุคลิกสง่างาม ลอยเด่นขึ้นมาในหัวอย่างเด่นชัดปลุกเร้าให้นางอยากเห็นใบหน้าของเขาชัดๆ ว่าแท้จริงแล้ว เขามีหน้าตาเช่นไรกันแน่
เช้านี้นางจึงแอบมาซ่อนตัวอยู่ในห้องโถง เพื่อรอจังหวะเมื่อแขกที่รอคอยมาถึง นางก็เบียดตัวชิดเข้าหากำแพงห้องยื่นหน้าไปที่ช่องตรงบานหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท
และได้เห็นใบหน้า อันเกลี้ยงเกลาของลู่ปิงหยวนอย่างชัดเจนเต็มสองตานางถึงกับต้องอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าเขาจะหน้าตาหล่อเหลาผิวหน้าขาวเนียนละเอียดผ่องใส ราวกับมีรัศมีส่องสว่างห่อหุ้มร่างกายอันล้ำค่านี้เอาไว้
เส้นผมของลู่ปิงหยวน แม้จะมีสีดำแต่ในตอนที่กระทบแสงแดดในยามเช้ากลับทอประกายสีน้ำตาลอ่อน เช่นเดียวกับสีั์ตาของเขาไม่มีผิด
วันนี้ชายหนุ่มรวบผมขึ้น ช่วยให้แลเห็นคิ้วเรียวหนาได้รูปขนตาเรียวยาว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้น เปล่งประกายสะท้อนความเ็าอยู่ในที แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างลึกซึ้ง
สันจมูก เรียวโด่ง โค้งได้รูป รับกับใบหน้าได้อย่างไม่มีที่ติ ริมฝีปากบางเจือสีเื ดึงดูดสายตาผู้คน ยามที่เขายกยิ้มก็ปรากฏรอยบุบขึ้นที่แก้มทั้งสองข้าง เขาได้รวมเอาเสน่ห์แห่งบุรุษเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ องค์ชายสามที่ว่าหล่อเหลาก็ยังเป็รองเขาอยู่หลายส่วน
ดวงหน้าชิวหย่งเล่อร้อนผ่าว เริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อนี้คงเป็ความรู้สึกที่เรียกว่า ตกหลุมรักั้แ่แรกพบกระมังระหว่างที่นางกำลังพร่ำเพ้อกับตัวเอง เสียงผู้เป็บิดาก็ดังขึ้นช่วยเรียกสตินางกลับคืนมา
“มาแล้วหรือ หลานชาย” เสียงนายท่านชิวดังมาก่อนที่ตัวจะเดินมาถึงเสียอีก ยังมีสตรีวัยกลางคน เดินตามหลังเข้ามาดูจากใบหน้าแล้ว มีส่วนคล้ายกับหญิงสาวที่เขาช่วยเหลือไว้เมื่อวานอยู่มากทีเดียว
ชายหนุ่มออกจะมั่นใจ ว่าสตรีผู้นี้เป็ใครไปไม่ได้ นอกเสียจากมารดาของหญิงสาวคนนั้น“คารวะท่านลุง ท่านอาหญิง” ลู่ปิงหยวน กับลู่ม่านลี่ทำความเคารพผู้าุโทั้งสองด้วยท่าทีสุภาพอ่อนน้อม
เ้าของบ้านเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ โดยมีฮูหยินรองยืนยิ้มอยู่ข้างๆนางพิจารณาเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า รูปร่างสูงโปร่ง ท่วงท่าการยืนสง่างามโดดเด่นเหนือผู้ใด ั์ตาสีน้ำตาลอ่อน ฉายแววเฉลียวฉลาด
หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ หน้าตาผิวพรรณสะอาด สะอ้านหมดจดใบหน้ามีส่วนละม้าย คล้ายคลึงผู้เป็พี่ชาย นางส่งยิ้มให้เด็กทั้งสองก่อนจะกล่าวคำขอบคุณ
“ขอบคุณคุณชายลู่ ที่ช่วยหนิงอันไว้ มิเช่นนั้นเกรงว่านางคงได้รับาเ็มากกว่านี้ บุญคุณครั้งนี้ อาไม่รู้จะตอบแทนคุณชายอย่างไรดี”
“ท่านอาหญิง อย่าได้คิดเห็นเป็บุญคุณบุตรสาวท่านเกิดเื่ขึ้นที่จวนสกุลลู่ พวกเราต่างหากสมควรเป็ฝ่ายต้องขออภัยที่บกพร่อง ไม่ได้ดูแลคุณหนูสามให้ดี”
“ฝากเรียนขออภัยท่านเสนาบดีลู่ กับลู่ฮูหยินด้วย...อาต้องขอโทษที่บุตรสาวเล่นซุกซนจนเกิดเื่ พวกเราสกุลชิวยินดีรับผิดชอบ ค่าเสียหายทุกอย่าง”
“ท่านอาหญิงกล่าวหนักไปแล้ว ปกติเรือนหลังนั้น ก็ถูกทิ้งร้างไว้ไม่มีผู้ใดพักอาศัย ท่านแม่เป็คนอนุญาต ให้น้องหญิงต่อเติมเป็ห้องทำอาหารและพบปะกันตามประสา ไฟไหม้แล้วก็ช่างเถิด ไม่มีใครเป็อะไรก็ถือว่าเป็โชคดีมากแล้ว”
ลู่ม่านลี่นั่งฟังอยู่นาน ด้วยความเป็ห่วงสหายรัก จึงยอมเสียมารยาทลุกขึ้นยืนขัดจังหวะการสนทนา “ท่านอาหญิง หนิงอันเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ ถ้าข้าอยากจะขออนุญาตเข้าเยี่ยมนางได้หรือไม่”
“หนิงอันปวดระบมที่ข้อเท้า ตอนนี้ยังลุกขึ้นเดินเหินไม่สะดวกถ้าหากม่านลี่อยากไปเยี่ยมอาหญิงจะพาเ้าไป”
“ขอบพระคุณเ้าคะ ท่านพี่...ข้าขออนุญาตไปเยี่ยมหนิงอันก่อนหากท่านพี่เสร็จธุระแล้วจะกลับก่อนก็ได้ ไม่ต้องรอเดี๋ยวน้องกลับจวนเองเ้าคะ”
“เ้าก็อย่าอยู่...รบกวนคนป่วยนานนัก เข้าใจหรือไม่”
“ข้าไม่ได้รบกวนสักหน่อย ปราดนี้หนิงอันคงจะขวัญหายไปไม่น้อย ข้าแค่อยากอยู่พูดคุยเป็เพื่อนอาจช่วยให้นางสบายใจขึ้น”
ลู่ปิงหยวนเห็นด้วยกับความคิดของน้องสาว “เช่นนั้นก็ตามใจเ้าแล้วกัน”
“คุณชายลู่ไม่ต้องเป็ห่วงขากลับ...ข้าจะให้จิงหลัวไปส่งคุณหนูม่านลี่ให้ถึงจวน”
“ขอบพระคุณขอรับ”
นายท่านชิวเห็นว่า ตอนนี้ได้อยู่กันตามลำพังจึงสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ว่าแต่เมื่อวาน เกิดไฟไหม้ขึ้นได้อย่างไร”
“คาดว่าน่าจะเกิดจากเมื่อวาน มีลมพัดแรง พัดเอาสะเก็ดไฟปลิวไปติดกับกองฝืน ที่กองอยู่ใกล้ๆ ขอรับ” ชายหนุ่มอธิบายเพียงสั้นๆเพื่อเป็การตัดปัญหา อีกอย่างเขามั่นใจว่า ยังมีใครบางคน หลบซ่อนตัวอยู่อีกฟากหนึ่งเพื่อแอบฟัง
นายท่านชิวไม่ได้ติดใจสงสัยคิดว่าเป็เพียงแค่เื่อุบัติเหตุเท่านั้น จึงชวนพูดคุยต่อถึงเื่เข้ารับราชการลู่ปิงหยวนตอบแบ่งรับแบ่งสู้ถึงเขาจะสอบผ่านได้คะแนนมาเป็อันดับหนึ่งของเมืองหลวง ก็แค่ทำตามความ้าของบิดาเท่านั้น
ลึกๆ ภายในใจ ชายหนุ่มนั้นไม่ชอบรับราชการเลยสักนิดเขา้ามีชีวิตที่เป็อิสระ ค้นหาสัจธรรม ที่แท้จริงของการเวียนว่ายตายเกิดไม่ได้้ายศถาบรรดาศักดิ์ จอมปลอมเ่าั้
“หลานอายุยังน้อย ต่อไปต้องใช้เวลาเรียนรู้ ฝึกฝนตนเองอีกมากอาจต้องใช้เวลาสองถึงสามปีขอรับ”
“เ้าเป็ถึงศิษย์เอก ท่านใต้ซือจาวิ ทั้งยังสอบคัดเลือกบัณฑิตได้คะแนนมาเป็อันดับหนึ่ง ดูเ้าจะถ่อมตัวเกินไปแล้วกระมัง”
“ท่านลุง ชมข้าเกินไปแล้วขอรับ”
“อืม...เอาเถิด นี้ก็สายมากแล้ว ข้าขอตัวไปเข้าประชุมเช้าก่อนเ้าก็ทำตัวตามสบายนั่งเล่นกินขนม จิบชาเสียก่อนค่อยกลับ”
“ขอรับ...เชิญท่านลุงตามสบาย”
คล้อยหลังเสนาบดีชิว ชายหนุ่มก็หันมาแสดงท่าทีผ่อนคลายเดินมานั่งลงที่เก้าอี้ ยกจอกน้ำชาขึ้นดื่มอย่างใจเย็นก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “แอบฟังผู้อื่นคุยกัน ถือเป็เื่ไร้มารยาทจะออกมาเองหรือจะให้ข้า เข้าไปลากตัวเ้าออกมา”
ลู่ปิงหยวนกำลังพูด กับนางอยู่อย่างนั้นหรือ น้ำเสียงของเขาเยียบเย็นจนน่าขนลุก ทำเอาชิวหย่งเล่อแทบจะก้าวขาไม่ออก พอนึกขึ้นได้ว่าที่นี่คือจวนสกุลชิวเหตุใดนางต้องกลัว
ชิวหย่งเล่อขยับเสื้อผ้าตัวเองเล็กน้อย ยืดคอ ตั้งอกเชิดหน้าเดินหลังตรง วางท่าสูงส่ง ให้ดูเหมาะสมกับฐานะคุณหนูรองแห่งสกุลชิวนางเชิดหน้าเดินออกมา ด้วยความมั่นอกมั่นใจ ว่าความงามของตน จะทำให้ชายหนุ่มสนใจในตัวนางได้อย่างแน่นอน
แต่แล้วความมั่นใจก็ต้องหยุดลงแทบจะในทันทีเมื่อสบตาเข้ากับชายหนุ่มตรงหน้า ร่างกายของนางสะท้านไหวเมื่อถูกั์ตาสีน้ำตาลอ่อน จับจ้อง มองสำรวจนางั้แ่หัวจรดปลายเท้า
สีหน้าแววตาชายหนุ่มเรียบเฉย ยิ่งทำให้ชิวหย่งเล่อประหม่ายามปกตินางเคยชินกับสายตาชื่นชม หลงใหล แล้วเหตุใด บุรุษตรงหน้าผู้นี้ถึงไม่แสดงท่าทีพึงพอใจ ในตัวนางออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
พอเห็นว่าสตรีที่เดินออกมาเป็ใคร ลู่ปิงหยวนวางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้นยืนโค้งศีรษะให้เล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าคิดว่าเป็พวกบ่าวรับใช้ ที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเื่ของเ้านาย”
ชิวหย่งเล่อได้ยินดังนั้น นางก็เริ่มไม่พอใจ ที่ถูกเขาหลอกด่าตรงๆต่อหน้า นางขมวดคิ้วพยายามเก็บกั้นอารมณ์โกรธ ด้วยการคบเม้มริมฝีปากไว้แน่น
ชั่วอึดใจด้วยเกรงว่าชายหนุ่ม จะรู้ว่านางไม่พอใจจึงรีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติ แต่งแต้มน้ำเสียง ให้ฟังดูอ่อนแอ น่าสงสารให้ได้มากที่สุด เท่าที่นางจะทำได้ แล้วกล่าวคำแก้ตัว ว่านางไม่ได้มีเจตนาที่จะแอบฟัง
“คุณชายลู่อย่าพึ่งเข้าใจผิด ข้าอยู่ที่ห้องโถงนี้ก่อนที่คุณชายจะมาถึง อันที่จริงหย่งเล่อ ไม่ได้มีเจตนาจะแอบฟังเพียงแต่เกรงว่าจะโดนท่านพ่อดุ ข้าขี้ขลาดเกินไปถึงได้เกิดเื่เข้าใจผิดเช่นนี้”
ชิวหย่งเล่อพยายามชำเลืองตามอง ดูอากัปกิริยาของลู่ปิงหยวนว่าเขาเชื่อในสิ่งที่นางพูดมากน้อยเพียงไร ชายหนุ่มกับนิ่งเงียบไม่พูดจาคล้ายจงใจกดดัน ให้อีกฝ่ายเกิดความอึดอัด นางรีบลนลานแก้ตัว“หย่งเล่อพูดความจริงนะเ้าค่ะ หย่งเล่อไม่กล้าโกหก”
ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มบางๆ แม้คำพูดฟังดูเหมือนว่ากล่าวนางอยู่ในทีแต่กิริยาท่าทางของเขา ยังคงสุภาพให้เกียรติเช่นเดิม “ที่นี่เป็จวนสกุลชิวคุณหนูรองเป็เ้าของบ้าน ย่อมมีสิทธิ์ทำสิ่งใดก็ได้ ภายใต้จวนแห่งนี้ข้าน้อยลู่ปิงหยวนต่างหากที่เป็คนนอก จะกล้าตำหนิท่านได้อย่างไร”
เขากำลังตบหัวลูบหลังนาง หรือกระตุกเชือกที่รัดคอนางอยู่กันแน่วาจาช่างเชือดเฉือนยิ่งนัก โชคดีที่เขามีใบหน้าหล่อเหลา ถูกตาต้องใจ มิเช่นนั้นนางหรือจะทนยืน ให้เขาหลอกด่านางอยู่ตรงนี้
“เื่เมื่อวานต้องขอบคุณคุณชายลู่ ที่ช่วยน้องหญิงไว้ไม่ทราบว่าหย่งเล่อจะตอบแทนน้ำใจ...คุณชายอย่างไรได้บ้าง”
“ไม่จำเป็...ข้าเสร็จธุระแล้ว ขอตัวกลับก่อน”ชายหนุ่มตัดบทสนทนาเอาดื้อๆ สายตาคมกริบ จ้องมองไปที่หน้าประตูจวน เห็นว่าฮูหยินรองกำลังขึ้นรถม้าเพื่อออกไปดูแลกิจการที่ตลาดในเมือง
ลู่ปิงหยวนรีบผละออกไปหน้าตาเฉยปล่อยให้ชิวหย่งเล่อมองตามหลังด้วยความเสียดาย
*****
k.p.stom ฝากถึงนักอ่าน
ฝากกด ‘ติดตาม’ ‘กดหัวใจ’ เป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ
อย่าลืมกด ‘เก็บเข้าชั้น’ ไว้จะได้ไม่พลาดนิยายตอนใหม่จ้า
***อัพนิยาย 1ตอนเวลาเที่ยงคืนของทุกวัน (จนจบค่ะ)***