เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 24 : คู่กัดวัยเด็ก หวังอวี้เหมย์
บ้านผู้ใหญ่บ้านตั้งอยู่กลางหมู่บ้านชิงเหอเป็บ้านอิฐหลังใหญ่ที่สุดในละแวกนั้นก่อนที่ครอบครัวหลินจะย้ายมาผู้ใหญ่บ้านหวังเต๋อฟา เป็คนพูดตรงไปตรงมาทำงานหนักดูแลลูกบ้านทุกคนอย่างเท่าเทียมแต่ก็เป็คนเข้มงวดกับลูกสาวคนเดียวของตัวเองไม่น้อยส่วนภรรยาของเขาต้องดูแลงานบ้านและแปลงนาไปพร้อมกันไม่มีเวลาเหลือมากนักสำหรับการพูดคุยเล่นหัวกับลูก
หวังอวี้เหมย์เติบโตมาในบ้านที่ไม่ขาดแคลนเื่กินอยู่แต่ก็ไม่ได้อบอุ่นในแบบที่เด็กหญิงวัยเดียวกันหลายคนใฝ่หาพ่อมักเอาแต่พูดสอนเื่ความรับผิดชอบ แม่เอาแต่ยุ่งกับงานไม่มีใครนั่งเล่นกับเธอนานๆหรือหัวเราะเล่นกันในมื้ออาหารเหมือนที่เธอเคยเห็นบ้านอื่นทำ
เช้าวันหนึ่งหลังจากครอบครัวหลินย้ายมาถึงไม่กี่วันอวี้เหมย์เดินผ่านมาทางบ้านสามหลังที่พึ่งสร้างใหม่ตามความอยากรู้อยากเห็นเห็นเด็กหญิงตัวเล็กที่เพิ่งย้ายมาจากปักกิ่งนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่กลางลานเพียงลำพังเธอเดินตรงเข้ามาหาอย่างไม่เกรงใจ มือเท้าสะเอวท่าทางท้าทาย
"เธอคือคนที่ย้ายมาจากปักกิ่งใช่ไหม"อวี้เหมย์ถามด้วยน้ำเสียงห้วนๆ
ซินเยว่เงยหน้าขึ้นมองอย่างสงบ"ใช่ ฉันชื่อซินเยว่ หลินซินเยว่ เธอล่ะ"
"หวังอวี้เหมย์ลูกสาวผู้ใหญ่บ้าน" เด็กหญิงตอบอย่างภาคภูมิใจก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบบ้านทั้งสามหลัง "พวกเธอมาจากปักกิ่งก็จริงแต่ที่นี่ไม่เหมือนในเมืองนะ อย่ามาทำตัวใหญ่โตใส่คนในหมู่บ้าน"
"ฉันไม่ได้คิดจะทำตัวใหญ่โตอะไรเลยนะ"ซินเยว่ตอบอย่างใจเย็น ไม่มีท่าทีโกรธหรือเสียใจแม้แต่น้อย
"หืม!"อวี้เหมย์ทำหน้าบูดบึ้ง "ทุกคนบอกว่าครอบครัวเธอเป็คนสำคัญมาจากปักกิ่งมีทั้งนายทหาร มีทั้งผู้อำนวยการโรงงานฉันไม่เชื่อหรอกว่าคนแบบนี้จะไม่ดูถูกคนบ้านนอกอย่างพวกเรา"
น้ำเสียงของอวี้เหมย์ฟังดูแข็งกร้าวมือที่กำแน่นอยู่ข้างตัวสั่นเล็กน้อยราวกับต้องรวบรวมความกล้ามาพูดแบบนี้ซินเยว่มองเห็นความไม่มั่นใจที่ซ่อนอยู่หลังคำพูดแข็งกร้าวนั้นแต่ก็ไม่ได้คิดวิเคราะห์อะไรลึกซึ้งเกินไป เพียงแค่รู้สึกว่าเด็กคนนี้ดูเหมือนอยากจะมีเพื่อนไม่น้อยไปกว่าเธอเลย
"ฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองสำคัญอะไรเลยนะ"ซินเยว่พูดอย่างนุ่มนวล "ทุกคนก็เป็คนเหมือนกันหมดไม่ว่าจะมาจากเมืองหรือมาจากหมู่บ้าน"
อวี้เหมย์เม้มปากแน่นไม่รู้จะตอบโต้อย่างไรกับคำพูดที่ฟังดูจริงใจเช่นนี้ เธอเคยเตรียมคำพูดแรงๆไว้อีกมากมาย แต่กลับพูดออกมาไม่ได้สักคำเมื่อเจอกับความสงบนิ่งของเด็กหญิงตรงหน้า
ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่งลมพัดเบาๆ ทำให้ใบไม้เหนือหัวไหวสั่นไก่ตัวหนึ่งเดินผ่านมาแถวนั้นพลางจิกดินหาแมลงอย่างไม่สนใจใคร
"เธอชอบกินอะไร"ซินเยว่ถามขึ้นอย่างกะทันหันจนอวี้เหมย์อึ้งไปชั่วขณะ
"อะ...อะไรนะ"อวี้เหมย์ทำหน้างงกับคำถามที่ไม่คาดคิด
"ก็ถามว่าเธอชอบกินอะไรไงวันนี้ย่าฉันทำขนมจีบ อร่อยมากเลยนะ" ซินเยว่ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามกระโปรงเบาๆ ก่อนจะยิ้มให้อวี้เหมย์อย่างจริงใจที่สุด"เธออยากมากินข้าวกับฉันไหม"
หวังอวี้เหมย์ยืนอึ้งไปชั่วขณะดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความท้าทายกลับเปลี่ยนเป็ความประหลาดใจแทนเธอไม่เคยคาดคิดว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาจะเป็เช่นนี้ ไม่ใช่การเถียงกลับไม่ใช่การแสดงความไม่พอใจ แต่เป็คำเชิญชวนที่จริงใจและอบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ
"ฉัน...ฉันต้องกลับบ้านไปช่วยแม่ทำงานก่อน"อวี้เหมย์ตอบอย่างเก้ๆ กังๆ มือบิดชายเสื้อตัวเองไปมาด้วยความประหม่า
"งั้นพรุ่งนี้ล่ะพรุ่งนี้เธอว่างไหม" ซินเยว่ถามต่ออย่างไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
อวี้เหมย์ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆแทบสังเกตไม่เห็น "พรุ่งนี้...ก็ได้"
"ตกลง!พรุ่งนี้มาเล่นด้วยกันนะ" ซินเยว่ยิ้มร่าจนตาหยีก่อนจะโบกมือลาอย่างร่าเริงเมื่ออวี้เหมย์เดินจากไป
วันรุ่งขึ้นอวี้เหมย์กลับมาจริงตามสัญญา แต่ยังคงยืนอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้ามาใกล้มากนักซินเยว่ที่กำลังเล่นดินปั้นตุ๊กตาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เงยหน้าขึ้นเห็นเธอก็โบกมือเรียกทันที
"มาเร็ว!มาช่วยปั้นด้วยกัน" ซินเยว่เรียกอย่างไม่เคอะเขินมือเปื้อนดินเหนียวจนถึงข้อมือ
อวี้เหมย์เดินเข้ามาอย่างระมัดระวังนั่งลงตรงข้ามพลางมองดินเหนียวกองใหญ่ตรงหน้าด้วยความสงสัย"เล่นแบบนี้ทำอะไรได้"
"ปั้นเป็อะไรก็ได้ที่อยากปั้นฉันปั้นเป็ไก่ เธอลองปั้นดูสิ" ซินเยว่ยื่นดินเหนียวก้อนหนึ่งให้
อวี้เหมย์รับมาอย่างลังเลก่อนจะค่อยๆ ปั้นตามแบบที่เห็นซินเยว่ทำ ฝีมือยังไม่คล่องนักรูปทรงที่ได้ออกมาบวมเบี้ยวจนทั้งสองคนหัวเราะพร้อมกัน
"นี่มันไก่หรือหมูกันแน่ฮิฮิ..." ซินเยว่ล้อเลียนตุ๊กตาดินของอวี้เหมย์อย่างสนุกสนาน
"แต่ของเธอก็ดูไม่เหมือนไก่เท่าไหร่เหมือนกันนะ!"อวี้เหมย์เถียงกลับพลางหัวเราะเป็ครั้งแรกที่เสียงหัวเราะของเธอออกมาอย่างเป็ธรรมชาติโดยไม่มีความระแวงปนอยู่
ทั้งสองเล่นด้วยกันจนดินเหนียวเปื้อนเสื้อผ้าไปทั่วมือเปื้อนดินจนแทบแยกไม่ออกว่าใครเป็ใครเสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วลานจนย่าที่เดินผ่านมาต้องหยุดดูด้วยความอบอุ่นใจ
"เล่นสนุกกันจังนะลูก"ย่าทักทายพลางยิ้มให้เด็กหญิงทั้งสอง
"ย่าคะนี่อวี้เหมย์เพื่อนใหม่ของหนูค่ะ" ซินเยว่แนะนำอย่างภาคภูมิใจ
อวี้เหมย์ที่ไม่คุ้นกับการถูกเรียกว่า"เพื่อน" อย่างเปิดเผยแบบนี้ หน้าแดงขึ้นเล็กน้อยด้วยความเขินอายแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธคำนั้นแต่อย่างใด
ตกเย็นก่อนแยกกลับบ้านอวี้เหมย์หยุดยืนอยู่หน้าประตูรั้วครู่หนึ่ง หันมามองซินเยว่ที่ยืนโบกมือลาอยู่ราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ
"พรุ่งนี้...มาเล่นกันอีกได้ไหม"เธอถามอย่างเก้ๆ กังๆ เสียงเบาลงกว่าทุกครั้งที่เคยพูดกับซินเยว่
"ได้สิ!ทุกวันเลยก็ได้ถ้าเธอ้าเพื่อนเล่น" ซินเยว่ตอบอย่างไม่ลังเล
รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นที่มุมปากของอวี้เหมย์ก่อนจะเดินจากไปเป็รอยยิ้มที่ไม่มีความท้าทายหรือความระแวงหลงเหลืออยู่เลยเพียงแต่เป็รอยยิ้มของเด็กหญิงคนหนึ่งที่เพิ่งพบเพื่อนคนแรกที่ไม่เคยดูถูกเธอด้วยเหตุผลอะไรทั้งนั้น
คืนนั้นซินเยว่เล่าเื่เพื่อนใหม่ให้ครอบครัวฟังอย่างตื่นเต้นระหว่างมื้อค่ำหวังซูเจินฟังด้วยความอบอุ่นใจ
"ดีแล้วลูก มีเพื่อนใกล้ๆบ้านแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะจะได้เล่นด้วยกันสนุกๆ" แม่พูดพลางลูบหัวลูกสาว
"อวี้เหมย์ดูเหมือนไม่มีใครเล่นด้วยเลยค่ะพ่อกับแม่เขายุ่งกันตลอด" ซินเยว่เล่าต่อด้วยน้ำเสียงเห็นใจแบบเด็กๆที่ยังไม่เข้าใจความซับซ้อนของครอบครัวคนอื่นมากนัก
หลินเจี้ยนหมินฟังแล้วยิ้มอย่างอบอุ่น"งั้นก็ชวนเธอมาเล่นที่บ้านเราบ่อยๆนะลูกที่นี่มีที่ให้เล่นสนุกอีกเยอะ"
ซินเยว่พยักหน้าอย่างแรงในใจตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเป็เพื่อนที่ดีให้กับอวี้เหมย์ต่อไปไม่ใช่เพราะสงสารหรือเข้าใจปมในใจอะไรที่ลึกซึ้งแต่เพียงเพราะรู้สึกสนุกและอยากมีเพื่อนเล่นด้วยกันจริงๆ เท่านั้นเอง
วันต่อมาอวี้เหมย์กลับมาเล่นตามสัญญาจริง คราวนี้เธอเดินเข้ามาอย่างเป็ธรรมชาติมากขึ้นไม่ต้องรอให้ซินเยว่เรียกก่อนเหมือนวันก่อน
"วันนี้เล่นอะไรกันดี"อวี้เหมย์ถามด้วยความกระตือรือร้นที่ไม่เคยแสดงออกมาก่อน
"ไปเก็บลูกซานจาที่ต้นข้างรั้วกันไหมปู่บอกว่าปีนี้ลูกดกมาก" ซินเยว่เสนอพลางชี้ไปที่ต้นไม้ริมรั้วบ้าน
ทั้งสองวิ่งไปยังต้นซานจาอวี้เหมย์ที่คุ้นเคยกับต้นไม้ในหมู่บ้านมากกว่ารีบสอนวิธีเลือกลูกที่สุกพอดีไม่เปรี้ยวเกินไป มือเล็กๆทั้งสองข้างเก็บลูกซานจาใส่ตะกร้าจนเต็ม
"เธอรู้เื่ต้นไม้เยอะจังเลยเก่งจัง" ซินเยว่ชมด้วยความทึ่งจริงใจ
"ก็ฉันเกิดและโตที่นี่มาตลอดนี่นา"อวี้เหมย์ตอบอย่างภาคภูมิใจเป็ครั้งแรกต่างจากท่าทีหยิ่งยโสในวันแรกที่พบกันอย่างสิ้นเชิงคราวนี้เป็ความภูมิใจที่มาจากความสามารถจริงของตัวเองไม่ใช่การป้องกันตัวจากความไม่มั่นใจ
ทั้งสองนั่งกินลูกซานจาเปรี้ยวอมหวานด้วยกันใต้ร่มไม้หน้าย่นเบี้ยวเพราะความเปรี้ยวจนหัวเราะกันคิกคักเสียงนกร้องแทรกอยู่เื้ับทสนทนาไร้สาระ ที่เด็กหญิงสองคนคุยกันไปเรื่อยๆั้แ่เื่สัตว์เลี้ยงในหมู่บ้านไปจนถึงเื่ขนมที่อยากกิน